پیام:“เรื่องแบบนี้ ที่คิดได้ มีอย่างเดียว นอกจากจะคิดอย่างโดยตรง ตามสารัตถะ ตามธรรม ก็ย่อมคิดไปดั่งเรื่อง ในนัยที่อรรถกถาจารย์แสดง อย่างเช่นเรื่อง รูป กับ อรูป แล้วซึ่งโดยที่แท้ นัยอธิบายอย่างหนึ่ง ท่านแสดงอธิบายว่า อรูป ก็คือรูปชนิดหนึ่ง, ก็อย่างนี้ เป็นโวหาร แล้วไม่มีใครคิดอย่างอื่นไปได้ เพราะตัวอย่างคำหลักๆ คำใหญ่ๆ อย่างกับคำว่า ธรรม เป็นต้น ก็ย่อม ต้องว่า อธรรม คือธรรมชนิดหนึ่ง, ฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า เป็นคำเดิม แต่มุ่งให้ขยายความกัน, เช่นคำว่า ภาค อย่างนี้ คำว่าภาค! ที่ขยายความกัน โดยนัยที่แสดงความต่างนั่นเอง อันคือทางลงแห่งบัญญัติ ก็ย่อมว่า พระภาค สภาค หรือวิสภาค
โดยที่ยังไม่ได้ถือ เก็บเอามาเป็นคำพูดเล่น หรือด่าว่าเด็กซน ว่าทำอะไร?ไม่เป็นเวลา ไม่มีกำหนด ไม่มีขอบเขต ทำสิ่งไม่ใช่การ กระทำกิจ เป็นวิกลวิการ ไปเสีย หรือวิกลจริต หรือวิปลาส เพราะมิได้ตอบ หรือต่อแก่อาณัติสัญญา ตามที่หมาย ที่ได้ลงใจอยู่อย่างดี ซึ่งก็ชื่อว่า อกาล ได้เหมือนกัน, แต่โดยมาก ท่านไม่ตอบต่อการคิดเล่น หรือคิดยักย้าย หาความแยบคาย เพราะ กาล! หรือ การ! คำเดียวนี่ ที่จริง ถ้ามารวบรวม การผาดแผลง ทำวิธี มองหาให้เห็นความแยบคาย แล้ว ก็ยังคิดได้ว่า วิกาล! หรือ วิการ! เพราะมิใช่คิดได้โดยตรงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะถ้าถามว่า ด้วยอุบายกี่อย่าง และด้วยไปกันกับแนวคิดกี่อย่าง ก็มาก เพราะอย่างน้อยของกาล ก็ย่อมต้องเท่ากับว่า มีอุบาย อย่างน้อย ๓ อย่าง ที่ไปกันกับแนวคิด ๗ อย่าง ซึ่งมุ่งให้ไปขยายความ ไปจากคำเดียว ว่า กาล หรือ การ
เพราะถ้าจะสรุป จะบอกว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต คือเรื่องอย่างเดียว ก็บอกว่า อกาล หรือ จะว่า อาการ ก็ได้, เพราะที่ได้มี การ ‘ดำริ!คิด แล้ว ทำ!ลิขิต’ ซึ่งได้บอกอยู่แล้วว่า มีอุบาย ๓ อย่าง ซึ่งไปกันกับแนวคิด อย่างน้อย ๗ อย่าง, ซึ่งอะไรๆ ที่วิเศษ มันไม่มี ถ้าเอาแต่หลักแห่งอาณัติสัญญา หรือการจาระไนทางภาษามาพูดมาคุย มันก็จะได้ พจนานุกรมนานาชนิด หรือจะว่า ปาทานุกรม หรือจะว่า หัตถานุกรม ซึ่งมาก กาล หรือ การ ทั้งนั้น ที่ว่าลงไป ในประการอย่างนี้ อย่างนี้ถ้ามาตอบ ก็ต้องบอกว่า มาทำให้มีสีสัน มาทำให้คึกคัก ในการคิดการปฏิบัติ ศึกษาเล่าเรียน แต่ ชื่อ บัญญัติ และภาษา, ซึ่งบอกว่า ชื่อ! จะนับว่า คือกำหนดทางกาลเวลาไหม, ซึ่งจะบอกว่า ภาษา คือกำหนดทางกาลเวลาไหม?, ซึ่งดูๆ แล้ว แต่ครั้งต้นกัป อันว่า ชื่อ อันว่า ภาษา ไม่น่าจะเป็นกำหนด ของเวลา หรือกาล, ในข้อนี้คิดพิจารณาว่า ต่อเมื่อมีบัญญัติ นั่นแหละ บัญญัติ นั้นๆ ย่อมเท่ากับกาล หรือ การ, นัยเพราะว่า บัญญัติ ใดๆ ย่อมมีอาการอย่างนั้น เพราะบัญญัติ ต้องประกาศว่า ให้ใช้อะไร? อย่างไร? เมื่อไหร่, เช่นนั้น ถ้าถามว่า ‘ชื่อ บัญญัติ และภาษา’ ในอุบาย ๓ อย่างนี้ หล่ะ สิ่งใดมีความเป็นกาลเวลามากที่สุด ก็น่าที่จะตอบได้ว่า บัญญัติ! คือ สิ่ง คือเรื่องที่มีความเป็นกาลเวลา มากที่สุด”