“ความกลุ้มใจ ที่จะพูดถึงปัญหา ข้อตำหนิ ข้อโต้แย้ง
อันหาได้ความทุกข์ หรือไม่ทุกข์ จะทำอย่างไร?
จึงจะไม่เป็นการที่หลงประเด็นไปเอง หรือคิดไปเอง ทั้งที่
น่าที่จะได้ความสบายใจ, เพราะเห็นว่า การคิดอยู่ในการ
วนไปวนมา กับความที่ว่า จะอยู่ที่ไหน? ไม่ค่อยจะจบ
หรือสนิทใจอย่างสบายใจเท่าใดนัก ฉะนั้น
ให้มีปัญหาแง่ใดแง่หนึ่งทุกที่ ไปทั้งหมด,
จึงต้องบอกว่ามีความกลุ้มใจ มีข้อตำหนิ มีการโต้แย้ง
อยู่ในการตรึกตริ ดำริคิด ในทางบวก
และในทางลบไปอย่างนี้ เพราะเห็นว่า จะไม่เป็นนักบวช
ก็เป็นปัญหาแง่หนึ่ง เพราะจะหาอาชีพ และรายได้ที่พอใจนั้น
ก็เป็นทางให้โต้แย้ง หรือตำหนิดังนั้น
ทว่าแต่บวชอยู่ เป็นทางประดับอลังการงานพระศาสนา
และเป็นการถูกตรงกับการอ่านตรวจ และทำคำศัพท์สมบูรณ์
แต่ก็ไม่ให้พบว่ามีที่ใดน่าปักหลักอยู่อย่างแน่แท้
โดยไม่มีข้อให้ต้องพิจารณาว่า ใครจะนิมนต์ หรืออาทรให้การเป็นอยู่อย่างปักหลัก เกิดขึ้นจริงบ้าง
และเพราะไม่เชิญชวนกันในทางปักหลัก แต่มักเชิญ
กันอยู่ เชิญกันไป ในการที่พึงเที่ยวไป อยู่ทั่วๆ ไปโดยทั้งหมด
ซึ่งเป็นทางให้เหนื่อยหน่ายใจไปยิ่งนัก กับการที่จะอยู่อย่างธรรมดา
จะให้อยู่ที่ไหนได้, นัยเพราะว่า ชัดเจนอยู่ว่า
อยากจะได้มีสังคมพอควร เพราะเห็นอยู่แล้วว่า หลีกเร้นแล้วไม่สงบ
ไม่ร่าเริงบันเทิงใจ สุขี และเป็นทางอึดอัด หรืออุดอู้ ไปเสียอย่างนั้น
ดังนี้ เห็นได้ชัดทีเดียวว่า เป็นพระ จะปรึกษากับใครนั้น
ก็ยาก เพราะเขาจะต้อนว่า อยากลาสิกขาหรือ ก็จงลาสิขาไปเลย
เพราะการอยู่ เป็นภิกษุ สมณภาวะ ของท่านเป็นการยากไปเสียแล้ว
ฉะนั้น ถ้าเขาต้อนอย่างนั้น ก็แย่หนักกว่าเก่า เพราะจริงๆ
อยากเอาเรื่องการบวช อยู่บ้าง ในทางที่จะดำเนินไป
อย่างพอเหมาะพอดี ต่อการที่จะดำเนินชีวิต ให้ไปตลอด
จวบจนกว่า จะมีความชัดเจนแน่ใจ ว่าจะไปทางไหน อันควรต้องใช้เวลามาก เช่นนี้ ก็เป็นเรื่องทำใจมาก เพราะในสมัยนี้
เขาว่าดักดาน ไม่กล้าหาญ มัวช้าไม่ตัดสินใจ กลัวอะไร? หรือขาดอะไร?,
เพราะถ้ากลัวอย่างนั้นจริง หรือขาดอย่างนั้นจริง ก็น่าจะพูด
หรือน่าจะอยู่ไปโดยที่ไม่ต้องทนอึดอัด
”