[PHISUT AKSON] ได้รับข้อความใหม่

16 views
Skip to first unread message

แบบฟอร์มติดต่อ Blogger

unread,
Jul 12, 2026, 5:08:42 AM (5 days ago) Jul 12
to wa...@googlegroups.com

ได้รับข้อความใหม่จากบล็อก Blogger ของคุณ

จาก: 😃😃😃 <91sia...@gmail.com>
ข้อความ:
อยากคุยกับ โยมน้า โยมพี่ ว่าเขามีแนวทางอย่างไร? ที่ไม่ต้องอยู่นาน หน่ะ เหมารถมา เสียเงินเท่าไหร่? ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คุณภาพชีวิต จะต้องมีของดีๆ มีเครื่องใช้แพงๆ เท่านั้น ไม่ใช่ วงจร หรือโคจรที่เรียกว่า คุณภาพชีวิต หรือสัปปายะ ต้องละเอียดหลายอย่าง หรือก็เรียกว่า โชคดี หรือเผอิญก็ได้ ที่เรียกว่า การสังคมกันของพระ หารสามัคคีในข้อวัตร ข้อประพฤติปฏิบัติ ถึงบวชเมื่อแก่ ก็เหมือนกัน แม้นความรู้สึกนิกคิด ไม่ใช่เป็นลำดับเหมือนคนหนุ่ม หรือกระบวนการตามวัย ก็ตาม ก็ย่อมต้องใฝ่หาโอกาสที่จะพึงสังคมกันทางเรียน และทางปฏิบัติ ตัวอย่าง อย่างสุด ก็อย่างไปสอบอย่างนักธรรมตรี นั่นไง ที่วัดป่าวังแสงธรรม ให้โควต้า มีสิทธิ์ สอบธรรมสนามหลวง พระไปสอบ มีตั้งแต่อายุน้อย 20 ปี จนถึงแก่ที่สุด อายุ 70 ปี จริง ๆ วัดป่าถาวโร ก็แค่ขาดกุฏิดีๆ เท่านั้นเอง เพราะการเรียนก็เข้ามาถึง การปฏิบัติ ก็ไปถึง ในการที่ไปทั่วถึงกันทั่วของวัดป่าสาขาวัดป่าเข้าน้อย ทั้งหมด นั่น รวมทั้งวัดหลวงปู่อ่ำ, การเรียนก็ถึง เพราะเขตสอบ ที่เปิดใหม่ เขตพิษณุโลก ก็ได้เริ่มให้มีการสอบธรรมสนามหลวง บาลีศึกษา ทั้งโคจรบิณฑบาต ก็ใกล้ในเมือง บิณฑบาตได้โดยมาก ไม่ขาด ปัจจัย4 และทั้งก็ได้ ญาติโยม พ่อแม่ พี่น้องที่มีความสอดส่องเอาใจใส่ห่วงใยพระสงฆ์อย่างใกล้ชิด, เช่นว่า สวดมนต์หรือยัง พระได้ไปปาติโมกข์มั้ย ดังนั้น ต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่ใช่คิดดี ได้แต่แค่ ว่า ต้องต่างต่างอยู่ อยู่ได้ก็ต้องอยู่ อยู่ไม่ได้ก็ต้องอยู่ เพราะสึกไป ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร? ☺📖🔎 คุณได้ตอบกลับตัวเอง ไม่ใช่จะมัวเอาดีแต่คิดทำนองนี้ หลวงตานิรุตติ์ หรือพระนิรุตติ์ นี่! จึงเห็นว่า นิมนต์กันมา หน่ะ (แล้วพระก็ดันตอบรับนิมนต์ทำไมไม่รู้) ได้คิดละเอียดรอบคอบกันแบบนี้หรือเปล่า ว่าพระจะต้องสังคมกันอย่างไร? การเรียน การปฏิบัติ อยู่ไหนอย่างไร สัปปายะ, เจริญอาหาร นอนง่าย ไม่งองแง เสริมพัฒนาการด้สนบวก แบบต่างๆ อย่างนั้น อย่างนี้ได้ คือต้องคิดเปรียบเทียบในเรื่อง โคจร เป็นสัปปายะให้ดี
หมายเหตุ: อีเมลนี้ส่งผ่านแกดเจ็ตแบบฟอร์มติดต่อใน PHISUT AKSON

แบบฟอร์มติดต่อ Blogger

unread,
Jul 12, 2026, 5:13:29 AM (5 days ago) Jul 12
to wa...@googlegroups.com

ได้รับข้อความใหม่จากบล็อก Blogger ของคุณ

จาก: 💠💠💠 <blog...@outlook.co.th>
ข้อความ:
อยากคุยกับ โยมน้า โยมพี่ ว่าเขามีแนวทางอย่างไร? ที่ไม่ต้องอยู่นาน หน่ะ เหมารถมา เสียเงินเท่าไหร่? ศึกษาแผนผังที่ได้จากการตรวจหนังสือ ผังข้อมูล มีความคืบหน้าเรื่อยๆ นะ แต่คิดว่าเกี่ยวกับทำวัตร สวดมนต์ ร่วมกัน และเกี่ยวกับการลงปาฏิโมกข์ และเกี่ยวกับบิณฑบาตด้วย ซึ่งก็ต้องมีผังมีแผนมีแนวศึกษาความรู้ไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าอยู่ที่นี้ ก็คือเสียใจที่ตอบรับนิมนต์มาหน่ะ เพราะตอบรับมาอยู่แบบขาดความรอบคอบ และความพร้อม คือลืมคิดไปกว่า กิจสงฆ์ ที่สงฆ์ต่างนิกายกัน ไม่ได้ทำอย่างเดียวกัน ถ้าอยู่ หรือเมื่อมาอยู่ ก็ต้องเหมือนต่างคนต่างอยู่ แล้วที่สุด ก็จะไม่คึกคักเข้มแข็ง ในการพร้อมเพรียงสามัคคีปฏิบัติ ทั้งก็โดดเดี่ยว เพราะต่างสำนักต่างนิกายกัน ต่างอาวาสกันอยู่ก่อนแล้ว เพราะธรรมดาต้องอาศัยการสังคม เช่นการลงปาติโมกข์ หรือการเที่ยวหาครูอาจารย์ ไม่ใช่อยู่ดี ทำวิเศษทางใจได้ทุกองค์, พระธรรมดาทำไม่ได้ ฉะนั้น การอยู่ใกล้บ้าน ใกล้พี่ ใกล้น้องจึงสำคัญ การอยู่ใกล้ญาติโยมที่ใกล้ชิดคุ้นเคย สำคัญ เพราะไม่ใช่แต่จะต้องเป็นพระพเนจร อย่างเป็นคนไร้บ้าน ฉะนั้น การอยู่ สำนักไหน พออยู่ได้ มีครูอาจารย์มากพรรษา คอยอนุเคราะห์ หรือมีความเข้าใจ ที่จะสงเคราะห์ทั้ง ทางการเรียน และการปฏิบัติ, พระธรรมดาก็จึงจะอยู่ จะบวชศึกษา บวชปฏิบัติ บวชเรียนไปได้ จริงๆ แล้ว เรื่อง ไม่ได้หมายความว่า มีกุฎิดีๆ เท่านั้น เพราะ การสังคมของพระ มีหลายส่วน หลายอย่าง ก็ถึงจะอำนวยประโยชน์ เป็นโยชน์ ยิ่งถาวร ที่เรียกว่า สัปปายะ ที่ได้บอกไปแล้วนั้นเอง คือมีผู้คน มีสังคม ที่อำนวยทั้งฝ่ายเรียน และฝ่ายปฏิบัติ เรียกว่า มีบุคคลสัปปายะ แล้วมีสถานที่สัปปายะ คือไม่ใกล้โคจร ที่อาจจะเป็นผิดเป็นบาป และที่สำคัญ ก็คือมีธรรมสัปปายะ คือจิตใจ ไม่แย่ จิตใจสะดวก มีธรรมอะไร ธรรมนั้นก็ถูกธรรม มีใจเป็นธรรม ไม่กลัดกลุ้ม หรือมักแต่จะได้เรื่อง กลุ้มรุม แก่โลภโกรธ และหลง เรียกว่าถ้าได้ธรรมสัปปายะ ก็จึงจะสบายใจที่สุด ถ้าเปรียบเทียบ กับเลี้ยงเด็ก ก็คือ เด็กเจริญอาหาร กินอาหารอร่อย ไม่แพ้นมแม่ นอนหลับง่าย ตื่นมา ไม่กระจองงองแง คือเด็กนั้นได้สัปปายะ แล้วการที่จะเสริม หรือกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการในด้านบวกอย่างไร? ก็เสริมไปจากตรงนั้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คุณภาพชีวิต จะต้องมีของดีๆ มีเครื่องใช้แพงๆ เท่านั้น ไม่ใช่ วงจร หรือโคจรที่เรียกว่า คุณภาพชีวิต หรือสัปปายะ ต้องละเอียดหลายอย่าง หรือก็เรียกว่า โชคดี หรือเผอิญก็ได้ ที่เรียกว่า การสังคมกันของพระ หารสามัคคีในข้อวัตร ข้อประพฤติปฏิบัติ ถึงบวชเมื่อแก่ ก็เหมือนกัน แม้นความรู้สึกนิกคิด ไม่ใช่เป็นลำดับเหมือนคนหนุ่ม หรือกระบวนการตามวัย ก็ตาม ก็ย่อมต้องใฝ่หาโอกาสที่จะพึงสังคมกันทางเรียน และทางปฏิบัติ ตัวอย่าง อย่างสุด ก็อย่างไปสอบอย่างนักธรรมตรี นั่นไง ที่วัดป่าวังแสงธรรม ให้โควต้า มีสิทธิ์ สอบธรรมสนามหลวง พระไปสอบ มีตั้งแต่อายุน้อย 20 ปี จนถึงแก่ที่สุด อายุ 70 ปี จริง ๆ วัดป่าถาวโร ก็แค่ขาดกุฏิดีๆ เท่านั้นเอง เพราะการเรียนก็เข้ามาถึง การปฏิบัติ ก็ไปถึง ในการที่ไปทั่วถึงกันทั่วของวัดป่าสาขาวัดป่าเข้าน้อย ทั้งหมด นั่น รวมทั้งวัดหลวงปู่อ่ำ, การเรียนก็ถึง เพราะเขตสอบ ที่เปิดใหม่ เขตพิษณุโลก ก็ได้เริ่มให้มีการสอบธรรมสนามหลวง บาลีศึกษา ทั้งโคจรบิณฑบาต ก็ใกล้ในเมือง บิณฑบาตได้โดยมาก ไม่ขาด ปัจจัย4 และทั้งก็ได้ ญาติโยม พ่อแม่ พี่น้องที่มีความสอดส่องเอาใจใส่ห่วงใยพระสงฆ์อย่างใกล้ชิด, เช่นว่า สวดมนต์หรือยัง พระได้ไปปาติโมกข์มั้ย ดังนั้น ต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่ใช่คิดดี ได้แต่แค่ ว่า ต้องต่างต่างอยู่ อยู่ได้ก็ต้องอยู่ อยู่ไม่ได้ก็ต้องอยู่ เพราะสึกไป ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร? ☺📖🔎 ไม่ใช่จะมัวเอาดีแต่คิดทำนองนี้ หลวงตานิรุตติ์ หรือพระนิรุตติ์ นี่! จึงเห็นว่า นิมนต์กันมา หน่ะ (แล้วพระก็ดันตอบรับนิมนต์ทำไมไม่รู้) ได้คิดละเอียดรอบคอบกันแบบนี้หรือเปล่า ว่าพระจะต้องสังคมกันอย่างไร? การเรียน การปฏิบัติ อยู่ไหนอย่างไร สัปปายะ, เจริญอาหาร นอนง่าย ไม่งองแง เสริมพัฒนาการด้สนบวก แบบต่างๆ อย่างนั้น อย่างนี้ได้ คือต้องคิดเปรียบเทียบในเรื่อง โคจร เป็นสัปปายะให้ดี

แบบฟอร์มติดต่อ Blogger

unread,
Jul 13, 2026, 1:51:42 AM (4 days ago) Jul 13
to wa...@googlegroups.com

ได้รับข้อความใหม่จากบล็อก Blogger ของคุณ

จาก: Phra Nirut Cittasamvaro Jotilipikara <blog...@outlook.co.th>
ข้อความ:
“เรื่องแบบนี้ ที่คิดได้ มีอย่างเดียว นอกจากจะคิดอย่างโดยตรง ตามสารัตถะ ตามธรรม ก็ย่อมคิดไปดั่งเรื่อง ในนัยที่อรรถกถาจารย์แสดง อย่างเช่นเรื่อง รูป กับ อรูป แล้วซึ่งโดยที่แท้ นัยอธิบายอย่างหนึ่ง ท่านแสดงอธิบายว่า อรูป ก็คือรูปชนิดหนึ่ง, ก็อย่างนี้ เป็นโวหาร แล้วไม่มีใครคิดอย่างอื่นไปได้ เพราะตัวอย่างคำหลักๆ คำใหญ่ๆ อย่างกับคำว่า ธรรม เป็นต้น ก็ย่อม ต้องว่า อธรรม คือธรรมชนิดหนึ่ง, ฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า เป็นคำเดิม แต่มุ่งให้ขยายความกัน, เช่นคำว่า ภาค อย่างนี้ คำว่าภาค! ที่ขยายความกัน โดยนัยที่แสดงความต่างนั่นเอง อันคือทางลงแห่งบัญญัติ ก็ย่อมว่า พระภาค สภาค หรือวิสภาค โดยที่ยังไม่ได้ถือ เก็บเอามาเป็นคำพูดเล่น หรือด่าว่าเด็กซน ว่าทำอะไร?ไม่เป็นเวลา ไม่มีกำหนด ไม่มีขอบเขต ทำสิ่งไม่ใช่การ กระทำกิจ เป็นวิกลวิการ ไปเสีย หรือวิกลจริต หรือวิปลาส เพราะมิได้ตอบ หรือต่อแก่อาณัติสัญญา ตามที่หมาย ที่ได้ลงใจอยู่อย่างดี ซึ่งก็ชื่อว่า อกาล ได้เหมือนกัน, แต่โดยมาก ท่านไม่ตอบต่อการคิดเล่น หรือคิดยักย้าย หาความแยบคาย เพราะ กาล! หรือ การ! คำเดียวนี่ ที่จริง ถ้ามารวบรวม การผาดแผลง ทำวิธี มองหาให้เห็นความแยบคาย แล้ว ก็ยังคิดได้ว่า วิกาล! หรือ วิการ! เพราะมิใช่คิดได้โดยตรงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะถ้าถามว่า ด้วยอุบายกี่อย่าง และด้วยไปกันกับแนวคิดกี่อย่าง ก็มาก เพราะอย่างน้อยของกาล ก็ย่อมต้องเท่ากับว่า มีอุบาย อย่างน้อย ๓ อย่าง ที่ไปกันกับแนวคิด ๗ อย่าง ซึ่งมุ่งให้ไปขยายความ ไปจากคำเดียว ว่า กาล หรือ การ เพราะถ้าจะสรุป จะบอกว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต คือเรื่องอย่างเดียว ก็บอกว่า อกาล หรือ จะว่า อาการ ก็ได้, เพราะที่ได้มี การ ‘ดำริ!คิด แล้ว ทำ!ลิขิต’ ซึ่งได้บอกอยู่แล้วว่า มีอุบาย ๓ อย่าง ซึ่งไปกันกับแนวคิด อย่างน้อย ๗ อย่าง, ซึ่งอะไรๆ ที่วิเศษ มันไม่มี ถ้าเอาแต่หลักแห่งอาณัติสัญญา หรือการจาระไนทางภาษามาพูดมาคุย มันก็จะได้ พจนานุกรมนานาชนิด หรือจะว่า ปาทานุกรม หรือจะว่า หัตถานุกรม ซึ่งมาก กาล หรือ การ ทั้งนั้น ที่ว่าลงไป ในประการอย่างนี้ อย่างนี้ถ้ามาตอบ ก็ต้องบอกว่า มาทำให้มีสีสัน มาทำให้คึกคัก ในการคิดการปฏิบัติ ศึกษาเล่าเรียน แต่ ชื่อ บัญญัติ และภาษา, ซึ่งบอกว่า ชื่อ! จะนับว่า คือกำหนดทางกาลเวลาไหม, ซึ่งจะบอกว่า ภาษา คือกำหนดทางกาลเวลาไหม?, ซึ่งดูๆ แล้ว แต่ครั้งต้นกัป อันว่า ชื่อ อันว่า ภาษา ไม่น่าจะเป็นกำหนด ของเวลา หรือกาล, ในข้อนี้คิดพิจารณาว่า ต่อเมื่อมีบัญญัติ นั่นแหละ บัญญัติ นั้นๆ ย่อมเท่ากับกาล หรือ การ, นัยเพราะว่า บัญญัติ ใดๆ ย่อมมีอาการอย่างนั้น เพราะบัญญัติ ต้องประกาศว่า ให้ใช้อะไร? อย่างไร? เมื่อไหร่, เช่นนั้น ถ้าถามว่า ‘ชื่อ บัญญัติ และภาษา’ ในอุบาย ๓ อย่างนี้ หล่ะ สิ่งใดมีความเป็นกาลเวลามากที่สุด ก็น่าที่จะตอบได้ว่า บัญญัติ! คือ สิ่ง คือเรื่องที่มีความเป็นกาลเวลา มากที่สุด”

แบบฟอร์มติดต่อ Blogger

unread,
Jul 15, 2026, 3:54:44 AM (yesterday) Jul 15
to wa...@googlegroups.com

ได้รับข้อความใหม่จากบล็อก Blogger ของคุณ

จาก: 💠💠💠 <blog...@outlook.co.th>
ข้อความ:
“ลำดับ ที่เริ่ม ของคำพูด หรือหัวข้อสนทนา เป็นเรื่องที่เกินขอบเขตไปแล้ว เช่นนั้น ถ้าจะพูด ด้วยว่าที่จริงแล้ว อาบัติทำคืนได้ หรืออาบัติทำคืนไม่ได้ ย่อมไม่อยู่ในขอบเขต ไม่อยู่ในวิสัย ที่ประดาพุทธสาวก จะทำการชี้ชัดเด็ดขาด โดยแท้จริง, ฉะนั้นเห็นว่า วิสัยแห่งกรรม หากจะยกขึ้น นำมาเอาผิดเอาถูก เห็นจะไม่ได้ หรือเห็นจะไม่ง่ายนัก, ซึ่งคงเว้นแต่ว่า พระพุทธเจ้าเอง ซึ่งเป็นองค์พระศาสดา จะเป็นคนชี้ขาด, ฉะนั้น อย่างดี จึงคงควรแต่จะพูดเข้าหา ธรรมอันพึงเป็นปฏิสันถารกันไป หรือหาวิธีที่จะให้โลกนี้ มีความปลอดภัยดียิ่งขึ้น จะต้องทำอย่างไร?, เพราะแต่ที่เริ่มนั้น หากพิจารณาว่า เป็นอาทิ คือถือว่าเป็นความผิดครั้งแรก หรือเป็นเรื่องที่มีทิศทางเป็นไปได้ว่า จะไม่มีการทำผิดดังนั้นอีก โดยมากก็จะต้องพิจารณาว่า ไม่เป็นไร? เพราะถ้ารู้สำนึกตนดีแล้ว ก็ย่อมไม่ผิด โดยอาการรู้ชัดว่า ย่อมไม่มีเรื่อง มีเหตุอันใด ที่ต้องผิด อย่างนั้น อีก แต่ทั้งหมดนั้น คงต้องศึกษา กฎหมายธรรมชาติ อย่างไร? ก็ว่ากันไป เพราะถ้าหากมิใช่ในแดนมนุษย์แล้ว ที่จริง ก็ไม่เว้นที่จะต้องมีเหตุ มีผล เหล่านี้ เช่นเรื่องว่า อธรรมเทพบุตร กับ ธรรมเทพบุตร ใครไหน? จะหลีกทางให้กัน ซึ่งเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกแจ้งว่า อธรรม ต้องพึงควร หลีกทางให้ ธรรม เพราะปกติ ความควรเป็นอย่างนั้น ก็มีสรุป อยู่โดยอรรถะ และพยัญชนะ เช่นนั้น เสมอไป, แต่ในโลกมนุษย์นั้น มีเรื่อง ทำใจ หรือมีเรื่องต้องทำ ไปตามทางของเหตุผลอย่างหนึ่ง ตามธรรมดา ว่า ‘ยานที่มีคุณภาพสูงกว่า พึงอำนวยทาง หรือหลีกทาง ให้กับยานที่มีคุณภาพด้อยกว่า ได้ไปก่อน หรือได้ไปสะดวก’, ซึ่งเป็นเรื่อง เหมือนต้องทำใจ เช่นว่า รถจักรยานยนต์บรรทุก ต้องหลีกทางให้จักรยาน และรถยนต์พวงมาลัยเพาเวอร์ ต้องหลีกทางให้จักรยานยนต์บรรทุก เป็นต้น ที่ซึ่ง อำนวย หรือเป็นไป เพราะคุณภาพยาน ชนิด นั้นๆ โดยที่คิดคำนึงว่า มันมีแต่แค่ทางไป อยู่ทางเดียว ซึ่งมากมาย เหตุการณ์ แสดง หรือแถลงไปแล้ว ว่าบัญญัติ ว่ากำหนดกฎหมาย มีการบังคับและดำเนินการ กันไปตามนั้น ซึ่งก็มีเหตุการณ์ คนชนพระ และพระชนคน ก็ตั้งมากมายก่ายกอง ซึ่งถ้าพูดอย่างวิเศษ ย่อมมิใช่เป็นเรื่อง ยกมาพูดได้ ยกตัวอย่างเช่นว่า ถ้าบอกว่า ไปตามความหมาย หากบอกว่า พระชั่ว! เท่านี้ก็ไม่เป็นความจริงแล้ว เพราะตามหมาย ตามกำหนด ตามชื่อ ตามภาษาความหมาย พระชั่ว! ไม่มี ที่มีคือพระดี แต่ที่นี้ หากยกมาพูดในนี้ มันเป็นการเล่นความหมาย หรือทำความ หรือแต่งประกาศ แต่งบัญญัติ เสียใหม่ว่า พระทำชั่ว! พระทำผิด! หรือกระทั่งเล่นคำ ทำประกาศว่า ธรรมอนัตตา นี่หล่ะ ในสมัยนี้ ให้ประกาศ ให้บัญญัติว่า เป็นอัตตา! ก็ทำได้, ฉะนั้น วิสัยมิใช่ เพราะคนดี คนปกติ เขาก็จะต้องว่า ไม่พระเจ้า ก็พระพุทธเจ้า องค์พระศาสดา นั่นแหละ พระองค์จะเป็นผู้ตัดสิน ว่าใครมีสิทธิ์ ใครไม่มีสิทธิ์ ที่จะประกอบในศรัทธาการมีความรัก ต่อพระองค์ แต่ไม่ว่ากัน ก็เล่นด้วยสักหน่อยหนึ่ง ก็ตอบให้ได้ ไม่ว่ากัน เพราะก็มีเรื่องน่าคิด ตามที่บอกว่า ร่างกายคนเรานี้ ก็เหมือนบ้านเรือน เป็นต้น หรือจริงๆ ก็เปรียบเหมือนยาน เหมือนรถ นั่นเอง แล้วเช่นนั้น ถ้าเปรียบว่า โลกมีทางใช้สอย อยู่เส้นทางเดียว แล้วทุกยานต้องไปทางนั้น แล้วโลก ก็ได้แสดงกฎอำนวยการ หรืออำนวยความสะดวกอยู่แล้วว่า ‘ยานคุณภาพสูง พึงหลีกทาง หรืออำนวยทางให้กับยานคุณภาพต่ำ’, เช่นนี้ ก็ย่อมมีทางออกแล้ว ว่าใครควรหลีกทางให้ใครหรือเปิดทางให้ใคร แต่นั้น มีปัญหาว่า รถชนรถ หรือรถชนคน จะต้องแยกแยะอย่างไร? เพราะบางตัวคน เอาตัวคนเป็นที่ตั้ง บางตัวคน เอารถเป็นที่ตั้ง ก็จึงสรุปไม่ได้ว่า ตกลง ยานคุณภาพสูงนั้นๆ ตกลงต้องเป็นอย่างไร? นัยเพราะว่า ทุกยานขับ มีมนุษย์ เป็นส่วนควบรวมกับยานขับนั้นไปด้วย ฉะนั้นจึงน่าพิจารณาว่า ใครที่ทำผิด ไม่มีความผิดบ้าง ในพระวินัยนั้น มีอยู่อย่างไร? เช่นว่า ยกให้ว่า มีสติ! ยกให้ว่าเป็นพระอริยะ! ยกให้ว่าป่วย! ยกให้ว่าเป็นบ้า! เป็นต้น, จะต้องกำหนดได้แบบนี้ ว่า ความผิดแบบนี้ยังไม่เคยเกิด ความผิดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก, หากมนุษย์เรากำกับ หรือกำหนดได้ การเอาผิด และการลงโทษ ก็จึงจะเป็นประโยชน์ ก็จึงจะเกิดประโยชน์”

แบบฟอร์มติดต่อ Blogger

unread,
Jul 15, 2026, 4:02:09 AM (yesterday) Jul 15
to wa...@googlegroups.com

ได้รับข้อความใหม่จากบล็อก Blogger ของคุณ

จาก: Phra Nirut Cittasamvaro Jotilipikara <samuelmar...@gmail.com>
ข้อความ:
“ลำดับ ที่เริ่ม ของคำพูด หรือหัวข้อสนทนา เป็นเรื่องที่เกินขอบเขตไปแล้ว เช่นนั้น ถ้าจะพูด ด้วยว่าที่จริงแล้ว อาบัติทำคืนได้ หรืออาบัติทำคืนไม่ได้ ย่อมไม่อยู่ในขอบเขต ไม่อยู่ในวิสัย ที่ประดาพุทธสาวก จะทำการชี้ชัดเด็ดขาด โดยแท้จริง, ฉะนั้นเห็นว่า วิสัยแห่งกรรม หากจะยกขึ้น นำมาเอาผิดเอาถูก เห็นจะไม่ได้ หรือเห็นจะไม่ง่ายนัก, ซึ่งคงเว้นแต่ว่า พระพุทธเจ้าเอง ซึ่งเป็นองค์พระศาสดา จะเป็นคนชี้ขาด, ฉะนั้น อย่างดี จึงคงควรแต่จะพูดเข้าหา ธรรมอันพึงเป็นปฏิสันถารกันไป หรือหาวิธีที่จะให้โลกนี้ มีความปลอดภัยดียิ่งขึ้น จะต้องทำอย่างไร?, เพราะแต่ที่เริ่มนั้น หากพิจารณาว่า เป็นอาทิ คือถือว่าเป็นความผิดครั้งแรก หรือเป็นเรื่องที่มีทิศทางเป็นไปได้ว่า จะไม่มีการทำผิดดังนั้นอีก โดยมากก็จะต้องพิจารณาว่า ไม่เป็นไร? เพราะถ้ารู้สำนึกตนดีแล้ว ก็ย่อมไม่ผิด โดยอาการรู้ชัดว่า ย่อมไม่มีเรื่อง มีเหตุอันใด ที่ต้องผิด อย่างนั้น อีก แต่ทั้งหมดนั้น คงต้องศึกษา กฎหมายธรรมชาติ อย่างไร? ก็ว่ากันไป เพราะถ้าหากมิใช่ในแดนมนุษย์แล้ว ที่จริง ก็ไม่เว้นที่จะต้องมีเหตุ มีผล เหล่านี้ เช่นเรื่องว่า อธรรมเทพบุตร กับ ธรรมเทพบุตร ใครไหน? จะหลีกทางให้กัน ซึ่งเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกแจ้งว่า อธรรม ต้องพึงควร หลีกทางให้ ธรรม เพราะปกติ ความควรเป็นอย่างนั้น ก็มีสรุป อยู่โดยอรรถะ และพยัญชนะ เช่นนั้น เสมอไป, แต่ในโลกมนุษย์นั้น มีเรื่อง ทำใจ หรือมีเรื่องต้องทำ ไปตามทางของเหตุผลอย่างหนึ่ง ตามธรรมดา ว่า ‘ยานที่มีคุณภาพสูงกว่า พึงอำนวยทาง หรือหลีกทาง ให้กับยานที่มีคุณภาพด้อยกว่า ได้ไปก่อน หรือได้ไปสะดวก’, ซึ่งเป็นเรื่อง เหมือนต้องทำใจ เช่นว่า รถจักรยานยนต์บรรทุก ต้องหลีกทางให้จักรยาน และรถยนต์พวงมาลัยเพาเวอร์ ต้องหลีกทางให้จักรยานยนต์บรรทุก เป็นต้น ที่ซึ่ง อำนวย หรือเป็นไป เพราะคุณภาพยาน ชนิด นั้นๆ โดยที่คิดคำนึงว่า มันมีแต่แค่ทางไป อยู่ทางเดียว ซึ่งมากมาย เหตุการณ์ แสดง หรือแถลงไปแล้ว ว่าบัญญัติ ว่ากำหนดกฎหมาย มีการบังคับและดำเนินการ กันไปตามนั้น ซึ่งก็มีเหตุการณ์ คนชนพระ และพระชนคน ก็ตั้งมากมายก่ายกอง ซึ่งถ้าพูดอย่างวิเศษ ย่อมมิใช่เป็นเรื่อง ยกมาพูดได้ ยกตัวอย่างเช่นว่า ถ้าบอกว่า ไปตามความหมาย หากบอกว่า พระชั่ว! เท่านี้ก็ไม่เป็นความจริงแล้ว เพราะตามหมาย ตามกำหนด ตามชื่อ ตามภาษาความหมาย พระชั่ว! ไม่มี ที่มีคือพระดี แต่ที่นี้ หากยกมาพูดในนี้ มันเป็นการเล่นความหมาย หรือทำความ หรือแต่งประกาศ แต่งบัญญัติ เสียใหม่ว่า พระทำชั่ว! พระทำผิด! หรือกระทั่งเล่นคำ ทำประกาศว่า ธรรมอนัตตา นี่หล่ะ ในสมัยนี้ ให้ประกาศ ให้บัญญัติว่า เป็นอัตตา! ก็ทำได้, ฉะนั้น วิสัยมิใช่ เพราะคนดี คนปกติ เขาก็จะต้องว่า ไม่พระเจ้า ก็พระพุทธเจ้า องค์พระศาสดา นั่นแหละ พระองค์จะเป็นผู้ตัดสิน ว่าใครมีสิทธิ์ ใครไม่มีสิทธิ์ ที่จะประกอบในศรัทธาการมีความรัก ต่อพระองค์ แต่ไม่ว่ากัน ก็เล่นด้วยสักหน่อยหนึ่ง ก็ตอบให้ได้ ไม่ว่ากัน เพราะก็มีเรื่องน่าคิด ตามที่บอกว่า ร่างกายคนเรานี้ ก็เหมือนบ้านเรือน เป็นต้น หรือจริงๆ ก็เปรียบเหมือนยาน เหมือนรถ นั่นเอง แล้วเช่นนั้น ถ้าเปรียบว่า โลกมีทางใช้สอย อยู่เส้นทางเดียว แล้วทุกยานต้องไปทางนั้น แล้วโลก ก็ได้แสดงกฎอำนวยการ หรืออำนวยความสะดวกอยู่แล้วว่า ‘ยานคุณภาพสูง พึงหลีกทาง หรืออำนวยทางให้กับยานคุณภาพต่ำ’, เช่นนี้ ก็ย่อมมีทางออกแล้ว ว่าใครควรหลีกทางให้ใครหรือเปิดทางให้ใคร แต่นั้น มีปัญหาว่า รถชนรถ หรือรถชนคน จะต้องแยกแยะอย่างไร? เพราะบางตัวคน เอาตัวคนเป็นที่ตั้ง บางตัวคน เอารถเป็นที่ตั้ง ก็จึงสรุปไม่ได้ว่า ตกลง ยานคุณภาพสูงนั้นๆ ตกลงต้องเป็นอย่างไร? นัยเพราะว่า ทุกยานขับ มีมนุษย์ เป็นส่วนควบรวมกับยานขับนั้นไปด้วย ฉะนั้นจึงน่าพิจารณาว่า ใครที่ทำผิด ไม่มีความผิดบ้าง ในพระวินัยนั้น มีอยู่อย่างไร? เช่นว่า ยกให้ว่า มีสติ! ยกให้ว่าเป็นพระอริยะ! ยกให้ว่าป่วย! ยกให้ว่าเป็นบ้า! เป็นต้น, จะต้องกำหนดได้แบบนี้ ว่า ความผิดแบบนี้ยังไม่เคยเกิด ความผิดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก, หากมนุษย์เรากำกับ หรือกำหนดได้ การเอาผิด และการลงโทษ ก็จึงจะเป็นประโยชน์ ก็จึงจะเกิดประโยชน์”

แบบฟอร์มติดต่อ Blogger

unread,
2:49 AM (17 hours ago) 2:49 AM
to wa...@googlegroups.com

ได้รับข้อความใหม่จากบล็อก Blogger ของคุณ

จาก: <tipit...@gmail.com>
ข้อความ:
“เรื่องแท็กพระไตรปิฎก ถ้าพูด หรือกล่าวในแง่ ที่อาจไม่มีประโยชน์ หรือมีประโยชน์น้อย นัยเพราะว่า เครื่องมือ ที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai สามารถวิเคราะห์ และรวบรวม เรียบเรียงได้ดี เกินไปกว่าที่จะพรรณนา ว่าดีอย่างไร?, ทว่า แต่การกล่าวไปเฉพาะอย่าง ที่ Ai แสดงไม่ได้ หรือวิเคราะห์ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งมนุษย์ปฏิเสธไม่ได้ว่า สนใจเรื่องที่มีความละเอียด หรือเปิดกว้าง ไปกว่า ประเด็นทางบันเทิงคดี หรือสารคดี, เช่นว่า มนุษย์ อาจไม่เพียงแค่อยากรู้จักพระไตรปิฎก ในแต่ละแง่มุม แห่งความเชื่อ หรือบันเทิงคดี เท่านั้น หรือแต่เพียงประเด็นทางสารคดีเท่านั้น, แต่ต้องการสื่อสาร และผลักดัน ในนัยเรื่องราว ทุกๆ แง่มุม ซึ่งวัตถุธรรม วัตถุข้อมูล คือพระไตรปิฎก ด้วยความที่ต้องการจะกระทำทุกอย่าง หรือเสพทุกอย่าง ผ่านกระบวนการ หรือสารบบ ที่พึงตั้งสถิต หรือสร้างขึ้นด้วยข้อมูล คือพระไตรปิฎก เช่นนี้ เรามองย้อนกลับมา ในแง่ที่พระไตรปิฎก มีคุณค่า อันประมาณมิได้ หรือกล่าวในแง่ ที่เรียกว่า วัตถุชั้นปฐมภูมิ ทางความเป็นสัจธรรม ที่ได้เกิดขึ้นในโลกนี้แล้ว อย่างมีสารัตถะ ก็ย่อมคือเอกสาร หรืองานหนังสือชนิดนี้ นี่เอง ซึ่งมีโจท อยู่ในตัวเองว่า จะพึงต้องสมบูรณ์บริบูรณ์ ในนัย ทั้งอรรถะ และพยัญชนะ เช่นนี้ จะพึงกระทำให้สมบูรณ์บริบูรณ์ แล้ว ได้อย่างไร?, แล้วเมื่อหาทางที่จะประกาศตน ในทางสาระ ต่อกัน มาก ก็จึง จะยังคง มีแท็กพระไตรปิฎกกันอยู่ แม้นว่า ประเด็นที่เป็นการสรรค์สร้าง และการวิเคราะห์ อาจที่จะไปอยู่ที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai หมดแล้ว, แต่นี่เอง จึงจะยิ่งต้องสนใจว่า พระไตรปิฎก จะสมบูรณ์บริบูรณ์ได้อย่างไร? มนุษย์จะสร้างพระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์ออกมา มีอลังการอย่างไร? ดังนี้แล้ว จึงอยากที่จะแต่งคำตอบ หรือคำโปรย หรือบทเกริ่นนำ ห้อยท้าย คำตอบ-คำถาม ในแท็กพระไตรปิฎก ในทุกคำถาม หรือข้อกระทู้ ทุกๆ ข้อกระทู้ ทั้งหมด ตลอดไปอย่างนี้ เพราะค่าที่ ที่ผู้คนต้องการจะแท็กพระไตรปิฎก จะยังมีอยู่นั่นเอง, และนัย เพราะว่า ทุกท่าน ทุกคนทุกที่ มิใช่แต่ จะสนใจ แต่บันเทิงคดี หรือสารคดี ที่มาจากพระไตรปิฎก อย่างเดียวเท่านั้น, เพราะที่จริง ทุกคน ผู้คนที่อาจจะยังสนใจ ข้อมูล ชั้นปฐมภูมิ หรือต้นฉบับ ชั้นที่ยังเป็น วัตถุธรรม วัตถุข้อมูลอยู่ นั้น ๆ นั่นเอง และทั้งอาจจะสนใจ ชื่อ ข้อ เล่ม หน้า บรรทัด หรือจำนวนอักขระ นัยเพราะว่า สนใจอย่างรหัสนัย ก็สนใจ, ดังนี้ แล้ว ก็จึงอยากจะเติม เสริม แต่คำต่อ เป็นการห้อยท้าย เผื่อเจ้าของกระทู้ และผู้สนใจกระทู้ที่แท็กพระไตรปิฎก จะได้คลิกลิงก์ ตามข้อมูลนั้นไป ซึ่ง ที่มีค่าไปกว่า ไปคนละอย่าง กันกับบันเทิงคดี หรือสารคดี หรืออะไร?ก็ตาม ตามการรวบรวม และเรียบเรียงได้ อย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือ ระบบ Ai, แต่นี้ เป็นการมาตอบ หรือขอตอบ หรือให้ได้ประดับอลังการพระสัทธรรม เพื่อ ข้อควรสนใจที่มีอยู่ ยิ่งกว่านั้น”

แบบฟอร์มติดต่อ Blogger

unread,
7:04 AM (13 hours ago) 7:04 AM
to wa...@googlegroups.com

ได้รับข้อความใหม่จากบล็อก Blogger ของคุณ

จาก: Phra Nirut Cittasamvaro Jotilipikara <fy...@mail.com>
ข้อความ:
“เรื่องโคจร เห็นว่ามีมากมาย แต่ที่ไหน หากถือว่า เปิดอ่านพระไตรปิฎก ฉะนั้นสิ่งที่อยู่ในพระไตรปิฎก จึงถือว่า พึงควรแต่การโคจร คือไปพบไปเห็น ไปพินิจพิเคราะห์ พิจารณา อาจจะว่าอย่างนั้นได้, เพราะเราบอกไม่ได้ว่า ทุกที่อยู่ในพระไตรปิฎก หรือการใช้งานร่วมกันในทางภูมิศาสตร์ เราควรเชื่อมโยง และไปได้ทั้งหมด อาจตีความไม่ได้อย่างนั้น หรือไม่ได้ห้ามว่า อินเทอร์เน็ตนี้สำหรับพระ หรืออินเทอร์เน็ต นี้ สำหรับปุถุชน คนธรรมดา ฆราวาส ผู้ครองเรือน, ในการเข้ามาสู่การรู้ หรือการเรียนรู้อย่างสหวิทยาการ นี้ ไม่ได้มีการกำหนดสถานภาพแต่อย่างใด หรือใดๆ เหล่านั้น, แต่เรื่องโคจร เป็นบทเรียน หรือบทบาท ที่ต้องไปจริงๆ สู่สถานที่จริงๆ หรืออย่างที่พระเรียกกันว่า สถานที่โคจรบิณฑบาต ก็เป็นเรื่องของการโคจร แล้วแลเรื่อง สมุทรโคจร อากาศโคจร และปฐวีโคจร ก็เป็นเรื่อง ที่นักบริกรรมภาวนา ต้องนึกโน้ม เอาสิ่งเป็นภายในเป็นสิ่งภายนอก เอาสิ่งภายนอก เป็นสิ่งภายใน อันเรื่องทีนี้ ถ้าคิดถึงคำว่า โคจร แล้วต้องคิดอย่างนี้เลย เพราะเรา ย่อมเห็น อาการ สมุทรโคจร อากาศโคจร และปฐวีโคจร เป็นอยู่ในร่างกายเรานี้จริง และทั้งความจริงในทางอณู ปรมาณู ทางพลังงานด้วย, แต่ทีนี้ เรื่องที่สนใจ ไม่ใช่ดังนี้ คือนักภาวนา ย่อมคิดถึงเรื่องการใช้งานว่า การโคจร ซึ่ง อาจจะบอกว่า เป็นสิ่งที่เงื้อมเข้าหา หรือเงื้อมเข้าไปในสิ่งไม่ดีไม่งามเช่นนั้น มันจะต้องพึงไปตามการใส่วงเล็บ ใส่หมายเหตุ ใส่ป้ายคำเตือน, เช่นยกตัวอย่าง การเชื่อมโยง หรือโคจรว่า เราใช้บริการหรือคลิกลิงก์ที่เชื่อมโยง เสนอ หรือแสดงบริการอยู่นี่หล่ะ ซึ่ง ว่าเอาปทัฏฐาน ที่มี คือทุกสิ่งทุกอย่างในเทคโนโลยีการศึกษา หรือเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตนี้ เราถือว่า มันมีความเท่ากัน หรือไม่ คืออ่านจากสมมติอย่างไร? คืออ่านจากการไม่จำกัดสถานภาพ, ซึ่งเป็นสิ่งประทับติดตัว มาจากโลกภายนอกนั่นเอง ก่อนที่จะเข้ามาสู่อินเทอร์เน็ต คราวนี้ ลองมาดูโคจร ว่า หากเราค้นหา หรือเทียบ หรือตรวจคำศัพท์ จากพระไตรปิฎก หรือตำราประกอบพระไตรปิฎกเท่านั้น หรือจากเว็บไซต์ ที่มีการคัดกรองข้อมูล หรือกำหนดให้มีการกรองสมาชิก เราหา เราค้น เราซ่องเสพ แต่ความ คือสารบบความ ของ การเสพ การลัก การฆ่า การอวด โดยทั้งนั้น แต่เราหา หรือเราเข้าใจ หรือเร้าใจทราบ คิด ไปกับตำราคือพระไตรปิฎก หรือหนังสือตำราที่ใช้ประกอบพระไตรปิฎก ดังนี้ จึงว่า เราซ่องเสพอะไร? คือเรื่องเดียวกันนั่นเอง ผู้หนึ่ง เสพ ลัก ฆ่า และอวด อยู่โดยการเป็นส่วนควบรวมอยู่กับพระไตรปิฎก แต่อีกผู้หนึ่ง นั้นๆ อาจที่จะ เสพ ลัก ฆ่า และอวด อยู่ด้วยโคจร คืออยู่กับที่อยู่ หรือการใช้งานร่วมกันในทางภูมิศาสตร์ กับที่อยู่ที่ไม่ใช่พระไตรปิฎก, ในที่นี้ น่าคิดไปอย่างนี้ เรื่องโคจร เพราะ นักศึกษา หรือนักภาวนา ที่ยังมิได้ มีใด จะเป็นภาวนิก คือนักศึกษา และคนธรรมดานี่ เขาจะต้องคิดแล้วว่า สิ่งที่มี และแสดงไว้ด้วย ปาฏิหาริย์ อัศจรรย์ วิตถาร และพิสดาร ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก อาจจะควรแก่เขา แต่ทว่า ปาฏิหาริย์ อัศจรรย์ วิตถาร และพิสดาร ที่มีอยู่นอกพระไตรปิฎก หล่ะ จะสมควรแก่เขาหรือไม่ นักศึกษา และนักภาวนา ที่ยังไม่ใช่คนวิเศษ เขาก็ต้องคิด ว่า สมุทรโคจร อากาศโคจร และปฐวีโคจร ของตัวเขา ไม่ว่า จะเป็นเรื่อง ของการจดจ่อ พิจารณา กำหนดที่การเพ่งฐานอก เพ่งพิจารณาจดจ่อจิต ที่ฐานศีรษะ ที่ฐานอุ้งเชิงกราน หรือทำความรู้ทั่ว ในร่างกายตัวตนอย่างไร? เพราะเขาจะต้องรู้สึก ไปตามการกำหนดจดจำ และมีอาณัติสัญญา ของสิ่งต่างๆ ที่เชื่อมโยง ความเหมือนและความต่าง ในร่างกาย แล้ววันหนึ่ง เขาบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างคือพระไตรปิฎก และมิใช่ว่า เขาอยู่ในพระไตรปิฎก หรืออยู่นอกพระไตรปิฎก แต่ทุกสายสัมพันธ์ความเชื่อมโยง ไม่ว่าจะกลไกระบบทักษิณาวัตร หรือระบบอุตราวัตร สิ่งที่เป็นวัฏฏะ หรือวิวัฏฏะ เขาเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของทุกอย่าง ในแง่ที่เขารู้อย่างชัดเจนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมิใช่เป็นเอกเทศจากกัน, เมื่อนั้น ก็เลยเกิดบทบาท หรือความเป็นจริงของเขาอีกอย่างหนึ่งว่า เขาได้โคจร โดยที่มิต้องมีสิ่งใดโคจร”
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages