“ใจของคนในชนบท จะมีการวรรณนาปรุงแต่ง
วินิจฉัยไตร่ตรองไปอย่างไร? ก็ไม่สู้ การตริตรอง
ของสำนักการศึกษาในเมือง หรือใจคนที่อยู่ในเมือง นั้นๆ,
เพราะการประกอบในสิ่งระลึก มีความแตกต่างกัน
มีการมุ่งเน้น หรือมุ่งการสังคมกัน ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้
ก็ย่อมที่จะเกี่ยวกับการเสพ การบริโภคด้วย ซึ่งอาจจะถือว่า
เพราะความใคร่ หรือเพราะมีสิ่งที่ครอบงำอยู่
แตกต่างกัน
ดังนี้ ความต่างในที่นี้ ที่จะแยก หรือที่จะยก
สำหรับคนในชนบทนั้น ถึงไม่ได้แยกได้ยก ไปที่ประเด็นของการศึกษา
หรืองานศึกษา ที่พึงต้องเข้มข้น ทว่า คนในชนบท
ก็ย่อมที่จะมุ่งเน้นไปที่ บทแห่งคุณธรรมเหมือนกัน
คือก็ต้องการที่จะยก ประเด็นทางคุณธรรม
อันคือความประมาณได้ ในบทแห่งความประพฤติ
ดังนั้น อันใด ซึ่งอาศัยรูป หรือสรุปสารูป
ในทางคุณแห่งกาม ซึ่งต้องเห็นว่า มิได้ตีตก
ประเด็นคุณธรรม ตามที่คนในเมือง มักที่จะบอกว่า
คนชนบท ไม่ดี และ มักที่จะถูกกล่าวหาว่า ยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน
ขาดความศิวิไลซ์ อันอย่างที่คนในเมืองกระทำ
ก็เป็นความกดดัน ให้เปรียบเทียบกันอย่างนั้น
เพราะมีความสบายใจ ไปจาก ความระลึก อันสืบไปในเหตุผล
ที่ไม่เหมือนกัน แต่จนชั้นที่สุดนั้น ก็ย่อมว่า ชนบท
ไม่ดีเท่ากับในเมือง เพราะอาจที่จะเป็นเขตที่สบาย
ทำอะไร ก็ทำไปตามความหละหลวม ไม่เคร่งครัดรัดกุม
ขัดเกลาตน เท่ากับคนในเมือง ซึ่งก็คล้ายๆ ว่า ติกัน
ในเรื่องของธรรมเนียม หรือธรรมวินัย นั่นเอง
แล้วจึงว่าลงใจความ ว่ามีความต่างกัน”