จิ๋ว
* **ชีวิตคน สั้นครับ**... ทำอะไรก็รีบทำครับ…*
*เที่ยวบินสุดท้ายของ *“ดอกเตอร์มนัญยา ตันติวิวัฒน์”
เธอคือแบบอย่างของนักเรียนไทยที่มุ่งมั่น
อดทน ไม่ย่อท้อ จนประสบความสำเร็จ
* “ดอกเตอร์มนัญยา ตันติวิวัฒน์” สร้างความสำเร็จให้ตัวเองจนเที่ยวบินสุดท้าย
และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในฐานะนักเรียนทุนอย่างสมเกียรติ...คุณค่าเธอควรมีมากกว่านี้
?*
เธอ...“น้ำมนต์” --- มนัญยา ตันติวิวัฒน์
ฉายแววอัจฉริยะอย่างไม่น่าเชื่อตั้งแต่วัยเด็ก
ได้รับเหรียญทองนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ติดต่อกันตั้งแต่ชั้น ป.1 กระทั่งจบ ม.6
เธอ...คว้ารางวัลแห่งความสำเร็จไปคนเดียวอย่างน่าทึ่งในช่วงการเรียน 12 ปี
“น้ำมนต์” สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เป็นที่ 2
มีทุนสนับสนุนทั้ง
4 ปี ขณะเดียวกันก็สอบได้ทุนรัฐบาลไทยโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก ณ สหรัฐอเมริกาด้วย
ในปี 2543 เธอเลือกไปอเมริกา เข้าเรียนปริญญาตรีคณะฟิสิกส์ที่ Dartmouth
College ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่มีชื่ออันดับต้นๆ ในดินแดนมะกัน
กระทั่งจบคณะฟิสิกส์ และได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่ The
University of California Santa Barbara (UCSB)
ระหว่างนี้เธอสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยด้วยการเป็นตัวแทนไปนำเสนองานวิจัย ณ
มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ กลับมาจึงได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยอาจารย์
ระหว่างเรียนเธอคอยเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแลน้องๆ นักเรียนทุนไทยเป็นประจำ
นักเรียนไทยที่นั่นกว่า 600 คน จึงรู้จักมักคุ้น “พี่น้ำมนต์” เป็นอย่างดี
มนัญยา...เข้าศึกษาต่อด้านฟิสิกส์สาขาถนัดในระดับปริญญาเอก ณ
มหาวิทยาลัยแห่งเดิมอีก 6 ปี ระหว่างนั้นในปี 2551
เธอเริ่มทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านม
จึงเข้ารับการรักษามาเป็นระยะ ทั้งการฉายแสง คีโม กระทั่ง 1 ปีผ่านไป
ได้รับการผ่าตัดจนอาการอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
ทุกคนดีใจมากที่มนัญยาคนเดิมจะได้กลับมามุ่งมั่นทุ่มเทกับการเรียนของเธอ
และในปีเดียวกันนั้นเธอก็ได้รับรางวัล Materials Research Lab Diversity
Fellowship
*“ถ้าเป็นคนอื่นคงเลิกเรียนแล้วมารักษาตัวที่บ้าน”* คุณพ่อมนูญศักดิ์
ตันติวัฒน์ เล่า
สำหรับน้ำมนต์ไม่ใช่ --- เพื่อนๆ และอาจารย์ในคณะ เล่าว่า เธอเป็นคนไม่ยอมแพ้
แม้จะป่วยแต่ยังขยันขันแข็งและอดทนมาก ---
จากนั้นไม่นานเธอเข้าเอกซเรย์ร่างกายอีกครั้ง พบว่ามะเร็งลามไปที่ปอด *อดทนมาก
ยังไงก็จะเรียนให้จบ**”** **“น้ำมนต์ไม่เคยท้อ* คุณพ่อ ย้ำ
[image:
http://www.posttoday.com/media/content/2011/05/08/91AB34F024704F358ADBD800B1F4BF73.jpg]
*น้ำมนต์*
ระหว่างอาการป่วยในระยะที่ 2 เธอยังพาเพื่อนๆ
มาฝึกเรียนขี่ช้างที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างที่ลำปาง ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของพ่อ
กลับไปอเมริกาอีกครั้ง อาจารย์แจ้งว่าเธอสามารถขอจบปริญญาเอกได้ภายในเดือน
มิ.ย. 2553 แต่เธอก็ยังไม่ยอม
เพราะต้องการทำงานวิจัยให้สมบูรณ์และออกมาดีที่สุดก่อน
งานวิจัยชิ้นที่ว่าชื่อ Structure-Function-Property
Relationships In Solution-Processed Diketopyrrolopyrrole- Based Materials
ขณะที่เธอมุ่งมั่น มะเร็งร้ายก็ไม่ปรานี เริ่มลามไปยังตับและสมอง
ผู้เป็นพ่อแม่และครอบครัวได้แต่ทำใจว่าลูกสาวว่าที่ดอกเตอร์คงต้องจากไปในเวลาอีกไม่นาน
มนัญยาก็รู้ตัวเองดีเช่นกัน ช่วงเดือน พ.ย. 2553 เธอจึงบินกลับกรุงเทพฯ
มาพักผ่อนนอนเที่ยวอยู่ 2 สัปดาห์ ก่อนจะเดินทางไปเยี่ยมและอำลาบรรดาเพื่อนๆ
ในยุโรป รวมถึงอาจารย์สมัยเรียนปริญญาตรี
*...ต่อมาเธอก็หายใจได้แผ่วเบาลงเรื่อยๆ ด้วยปอดถูกทำลายไปมากแล้ว*
เธอใช้เวลาเขียนงานวิจัยบทสุดท้าย ซึ่งเป็นคำประกาศเกียรติคุณ
แสดงการขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลืองานวิจัยขณะรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล Santa
Barbara มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต
คุณพ่อมนูญศักดิ์จึงเดินทางไปอเมริกาในวันที่ 5 เม.ย. เพื่อรับลูกสาวกลับบ้าน
หวังเพียงให้ลูกได้เดินทางสู่อีกภพอย่างสงบ ณ บ้านเกิด
คุณพ่อได้จองตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทยให้ล่วงหน้า
มีกำหนดเดินทางกลับวันที่12 เม.ย.
ก่อนเดินทาง 1 วัน เพื่อนๆ
นักเรียนไทยช่วยเตรียมการวางแผนการเดินทางกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ป้องกันความผิดพลาดทุกอย่าง อาทิ เคลียร์ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาล
ยกเลิกการเช่าอพาร์ตเมนต์ ยกเลิกโทรศัพท์ ปิดบัญชีธนาคาร
ตลอดถึงการเช่ารถเตรียมเดินทาง ฯลฯ
แม้จะเป็นภารกิจการจากลาอย่างไม่มีวันเจอะเจอกันอีก แต่ทุกคนก็ช่วยด้วยรอยยิ้ม
เสียงหัวเราะ ทั้งหมอ พยาบาลเข้าเยี่ยมอำลามนัญยาไม่ขาดสาย
จนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องจัดห้องพิเศษให้เป็นการเฉพาะ
ผลการตรวจสุขภาพครั้งสุดท้าย น้ำมนต์อยู่ในอาการที่ดีมาก
แพทย์ประจำตัวจึงออกหนังสือ Fit to Fly ให้ --- วันนั้นเธอบอกกับพ่อว่า The
sooner the better
วันที่ 14 เม.ย. ศาสตราจารย์อลัน ฮีเกอร์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์
ได้อนุมัติปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์ให้ “ดอกเตอร์มนัญยา” อย่างเป็นทางการ
ขณะที่เจ้าตัวรู้ดีว่าคงมีลมหายใจได้อีกไม่นาน
จึงแจ้งให้คุณแม่และน้องชายเดินทางมาเจอหน้าเป็นครั้งสุดท้าย
วันที่ 17 เม.ย. น้ำมนต์คุยกับพ่อ แม่ และน้องชายได้น้อยลง
กระทั่งอยู่ในอาการนิ่งเงียบ
*...บ่ายวันถัดมา 18 เม.ย. 2554 ดอกเตอร์มนัญยาก็จากไปอย่างสงบด้วยวัยเพียง 28
ปี*
วันที่ 20 เม.ย. ทาง UCSB จัดพิธีมอบปริญญาให้ “ดอกเตอร์มนัญญา”
อย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติ
มีนักศึกษาไทย เพื่อนร่วมคณะ คณบดี
และศาสตราจารย์ผู้อนุมัติปริญญาเข้าร่วมเชิดชูเกียรติ
พร้อมประกาศจัดตั้งกองทุน“มนัญยา
ตันติวิวัฒน์” ขึ้นในมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นเกียรติและระลึกถึงมนัญยา
ในฐานะนักศึกษาที่อุทิศตนให้กับงานและทำหน้าที่เป็นมากกว่านักศึกษา
รวมถึงจะเป็นกองทุนการศึกษาแก่นักศึกษารุ่นต่อๆ ไปด้วย
คงไม่มีบรรยากาศการรับปริญญาของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งนี้ครั้งไหนจะเศร้าสลดได้เท่าครั้งนี้อีกแล้ว---
เจ้าของปริญญาอันน่าภาคภูมิ...มีเพียงภาพถ่ายเข้าร่วมพิธี!!!
ศาสตราจารย์ฮีเกอร์ รวมถึงผู้แทนดูแลนักเรียนไทยจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ได้ขึ้นกล่าวยกย่องบัณฑิตแห่งปีอย่างยิ่งใหญ่
คุณพ่อคุณแม่ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ---
เธอคือแบบอย่างของนักเรียนไทยที่มุ่งมั่น อดทน ไม่ย่อท้อ จนประสบความสำเร็จ
*“ผมร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้ม
เพราะวันนั้นลูกไม่มีโอกาสอยู่ในงานรับปริญญา”* คุณพ่อ
เล่า
*เขา...*
ในวันที่กำหนดว่าจะเดินทางกลับเมืองไทย
สายการบินที่เธอโดยสารแจ้งครอบครัวตันติวิวัฒน์ว่าไม่สามารถให้ผู้ป่วยขึ้นเครื่องได้
โดยอ้างเหตุผลทางการแพทย์ ทำให้มนัญยาถึงกับมีอาการช็อกอย่างเห็นได้ชัด---
เธอผิดหวังมาก
“ทำไมมาบอกเราเอาวันจะเดินทาง” คุณพ่อมนูญศักดิ์ บอก
ล่วงเลยไปถึงวันที่ 22 เม.ย.
สายการบินดังกล่าวจึงอนุญาตให้เธอและครอบครัวเดินทางกลับประเทศไทย
ในเที่ยวบินเดิม เพียงแต่ร่างของดอกเตอร์มนัญยาต้องไปอยู่ใต้ท้องเครื่อง
ยังโชคดีที่พนักงานต้อนรับจัดที่นั่งให้คุณพ่อ
พอจะวางภาพถ่ายของเธอไว้ข้างๆ
(ทั้งที่น่าจะเป็นที่นั่งของดอกเตอร์มนัญยาขณะยังมีชีวิต)
พร้อมกับบริการไวน์ขาวเพื่อการเฉลิมฉลองปริญญาอันสูงค่ายิ่งตามคำขอของพ่อ
ก่อนและหลังพิธีพระราชทานเพลิงศพไปเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2554 ครอบครัวตันติวิวัฒน์
แสดงความขอบคุณต่อผู้ให้การ|ช่วยเหลือในการนำศพ “ดอกเตอร์มนัญยา
ตันติวิวัฒน์” กลับบ้าน
ขณะเดียวกันได้ร้องขอความเป็นธรรมไปยังผู้บริหารสายการบินแห่งนั้นเพื่ออธิบายถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติต่อความประสงค์ของผู้ป่วย
เพื่อไม่ต้องประทับไว้ซึ่งความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวใดอีกในวันหน้า
“ดอกเตอร์มนัญยา ตันติวิวัฒน์” สร้างความสำเร็จให้ตัวเองจนเที่ยวบินสุดท้าย
และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในฐานะนักเรียนทุนอย่างสมเกียรติ
...คุณค่าเธอควรมีมากกว่านี้?
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา