ในงานก่อสร้างถนน อาคาร หรือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การเตรียมชั้นดินให้มีความแน่นและแข็งแรงถือเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างยิ่ง หากดินมีความหนาแน่นไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดปัญหาการทรุดตัวหรือโครงสร้างเสียหายในอนาคตได้ ดังนั้นจึงต้องมีการ ทดสอบความหนาแน่นของดินในสนาม (Field Density Test) เพื่อให้มั่นใจว่าดินที่ถมและบดอัดมีคุณภาพตามมาตรฐานวิศวกรรม
บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า Field Density Test คืออะไร ใช้ทดสอบอย่างไร และทำไมจึงจำเป็นในงานก่อสร้าง
Field Density Test คือการทดสอบเพื่อวัดความหนาแน่นของดินที่ถูกบดอัดในพื้นที่ก่อสร้างจริง เพื่อตรวจสอบว่าดินมีความแน่นเพียงพอตามค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่
การทดสอบนี้มักใช้ในงานก่อสร้างประเภทต่าง ๆ เช่น
งานถนนและทางหลวง
งานถมดินเพื่อสร้างอาคาร
งานโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบินหรือเขื่อน
งานปรับพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง
ผลการทดสอบจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับค่าที่ได้จาก Proctor Test ซึ่งเป็นการทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อดูว่าดินในสนามถูกบดอัดได้ตามมาตรฐานหรือไม่
บริษัท เอ็กซ์เพิร์ท ซอยล์ เซอร์วิส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
บริษัท Soil Test บริการรับเจาะดิน วิเคราะห์และทดสอบคุณสมบัติทางด้านวิศวกรรม ทดสอบเสาเข็ม (Seismic Integrity Test)
👉 Tel: 064 702 4996
👉 Line ID: @exesoil
👉 Website: https://mobilautomotive.onlineoops.com/2147857
👉 Groups: https://groups.google.com/g/comp.lang.clipper.visual-objects/c/1Hli164xAvE
👉 Youtube: https://www.youtube.com/@exesoiltest
👉 Facebook: https://tinyurl.com/exesoilboringtest
👉 IG: https://www.instagram.com/exesoiltest/
👉 Map: https://maps.app.goo.gl/BmGZWQmdayF2oEgC7
การทำ การทดสอบความหนาแน่นของดิน สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมใช้มากที่สุด ได้แก่
1. Sand Cone Test (วิธีกรวยทราย)เป็นวิธีที่ใช้ทรายมาตรฐานเทลงในหลุมทดสอบ เพื่อคำนวณปริมาตรของดินที่ถูกขุดออกมา จากนั้นจึงคำนวณหาความหนาแน่นของดินในพื้นที่
ข้อดีของวิธีนี้คือมีความแม่นยำและเป็นที่ยอมรับในมาตรฐานวิศวกรรม
2. Nuclear Density Testเป็นวิธีใช้เครื่องมือที่ปล่อยรังสีเพื่อตรวจวัดความหนาแน่นของดินโดยไม่ต้องขุดหลุม วิธีนี้รวดเร็วและสะดวกในการทดสอบหลายจุด
ในการก่อสร้างถนนและงานโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมทางหลวง มักกำหนดมาตรฐานการทดสอบความหนาแน่นของดินไว้ เพื่อควบคุมคุณภาพของงานก่อสร้าง
โดยทั่วไปดินที่บดอัดต้องมีค่าความหนาแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของค่าที่ได้จาก Standard Proctor Test หรือ Modified Proctor Test
หากค่าความหนาแน่นต่ำกว่ามาตรฐาน จำเป็นต้องทำการบดอัดดินใหม่จนกว่าจะผ่านเกณฑ์
ความหนาแน่นของดินขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
ชนิดของดิน เช่น ดินลูกรัง ดินทราย หรือหินคลุก
ปริมาณความชื้นของดิน
เครื่องจักรที่ใช้บดอัด
จำนวนรอบการบดอัด
การควบคุมปัจจัยเหล่านี้อย่างเหมาะสมจะช่วยให้ดินมีความแข็งแรงและรองรับน้ำหนักโครงสร้างได้ดี
ราคาทดสอบความหนาแน่นของดิน หรือ Field Density Test ราคา จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
จำนวนจุดทดสอบ
ระยะทางของพื้นที่โครงการ
วิธีการทดสอบที่ใช้
ความยากง่ายของพื้นที่หน้างาน
โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายจะอยู่ในช่วงหลักพันบาทต่อจุดทดสอบ แต่หากมีจำนวนจุดทดสอบจำนวนมาก อาจมีราคาพิเศษแบบเหมาจ่าย
Field Density Test เป็นการทดสอบที่สำคัญในงานก่อสร้าง เพื่อควบคุมคุณภาพของการบดอัดดินในสนามให้ได้มาตรฐาน การตรวจสอบความหนาแน่นของดินอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันปัญหาการทรุดตัวของพื้นดิน และเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างในระยะยาว
ดังนั้นก่อนเริ่มงานก่อสร้างหรือหลังจากการถมดิน ควรมีการ ทดสอบความหนาแน่นของดินในสนาม โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่างานก่อสร้างมีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานวิศวกรรม