|
ร.พ.ลาดพร้าวหมอยอมรับว่าหมอมีอคติกับคนไข้ประกันสังคมจริง |
|
" หมอยอมรับว่าหมอมีอคติกับคนไข้ประกันสังคมจริง.... " สาบาน นี่เป็นคำพูดของหมอที่โรงพยาบาลลาดพร้าว
เพื่อนๆอ่านนะ แล้วส่งต่อให้ด้วยจะขอบคุณมากจ้า เพราะอยากให้ทุกๆคนได้รู้นะ เอ้ เราไปรักษาตัวกับหมอที่โรงพยาบาลลาดพร้าวมา แล้วดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุเกิดเมือวันที่ 2 มกราคม
2550 เราหกล้มที่แถวๆรามอินทรา
ตอนนั้นเจ็บที่ข้อเท้าทั้ง 2 ข้างมาก มันเขียวช้ำ แล้วก็บวมเป่งขึ้นมาทันที
โชคดีที่พ่อกับแม่เราไปด้วย ก็เลยรีบให้พ่อช่วยขับรถพาไปโรงพยาบาลลาดพร้าว
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลลาดพร้าว เราก็เข้าแผนกฉุกเฉิน
หมอที่รักษาเป็นคุณหมอผู้ชาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร แต่ตอนที่ตรวจเรา หมอไม่จับข้อเท้า ไม่ก้มดูใดๆทั้งสิ้น ดูแต่ฟิล์มเอ็กซเรย์อย่างเดียว ซึ่งเราก็เข้าใจว่าเพราะมันเพิ่งล้มมาตะกี้ ถ้าหมอจับเราคงเจ็บอ่ะ กลับมาถึงบ้าน ก็นอนพัก หยุดงาน 1 วันตามหมอบอก (วันที่ 2 วันที่ล้มมันวันหยุดอยู่แล้วงัย) วันที่ 4 ม.ค. เรามาทำงาน พร้อมไม้เท้า 1 อันและข้อเท้าที่บวมเป่ง . มันปวดมากนะเวลาเดิน แต่เราก็ว่าเออ เท้าแพลงก็คงปวดแบบนี้แหละ หมอบอกไม่เป็นไร ก็ต้องไม่เป็นไร เอ็กซเรย์แล้วไม่หัก ไม่แตก ก็โล่งไป แต่ปรากฏว่าไปนั่งทำงานได้แป๊บเดียว ที่บวมอยู่แล้วก็บวมหนักกว่าเดิม แล้วก็ปวดหนึบๆตลอดเวลา กลับถึงบ้านตอนเย็นๆก็ปวด คราวนี้ปวดตลอดเวลา กลางคืนไม่ต้องหลับต้องนอนเอาแต่ปวดข้อเท้าจนนอนไม่หลับ ดูท่ามันจะอักเสบเพราะเมื่อกลางวันไม่ได้พักเท้าเต็มที่ วันรุ่งขึ้น เสาร์ที่ 5 ม.ค เราเห็นอาการไม่ดีขึ้นเลย มันค่อนข้างผิดปกตินะ เท้าแพลงอารายฟระ ทำไมมันบวมไม่ยุบ เจ็บไม่หายซะทีแล้วก็ปวดหนึบๆตลอดเวลา เลยกลับไปหาหมอใหม่ ที่เดิม คือโรงพยาบาลลาดพร้าว ขอให้ได้ตรวจ.กครั้งก็พอ คิดว่าคราวนี้มันไม่ใช่สดๆเหมือนคราวที่แล้ว หมอคงตรวจให้ละเ.ยดกว่าเดิมได้ และก็จะขอใบรับรองแพทย์มาลาหยุดวันจันทร์ซะด้วยเลย เพราะท่าทางจะยังไม่หาย เมื่อเข้าไปพบหมอ นี่เลย เจอกับหมอเจ้ากรรม แพทย์หญญิงนภาพรรณ เอื้อฤาชา (
ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกป่าวนะ) พอนั่งปุ้บ เราก็บอกว่าเราหกล้มมาเมื่อวันที่...บลาๆๆๆ ก็เล่าให้หมอฟังไป พร้อมต่อท้ายว่า มาตรวจแล้วขอใบรับรองแพทย์ด้วยนะคะ
(หน้าห้องเขียนไว้ว่า ขอใบรับรองกรุณาแจ้งก่อนทุกครั้ง..ประมาณเนี้ย)
ฟังจบหมอก็ถามว่าจะเอาไปหยุดงานเหรอ (แทนที่จะถามว่าอาการเป็นยังไงบ้าง
ยังปวดอยู่เหรอ..) เราก็บอกว่าใช่ เพราะไม่แน่ใจว่าวันจันทร์เราจะไปทำงานไหวป่าว เมื่อวันศุกร์ไปมาแล้วกลับมามันอักเสบขึ้น แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น
(พยายามจะชี้ให้หมอดู) แต่ขอโทษคุณเธอไม่ดู ขอย้ำ ไม่ดูเท้าเราซักนิดนะ
ชำเลืองก็ไม่ จะว่าเห็นก็ไม่เห็น เพราะมีโต๊ะบังอยู่ทั้งตัว ไม่ขอดู
ไม่ขอตรวจใดๆทั้งสิ้น แล้วก็บอกว่าโอ้ย แค่นี้หยุด 2 วันก็หายแล้ว
ว่าแล้วก็พลิกแฟ้มประวัติ ชี้ให้ดูว่าหมอคนก่อนให้หยุด 2
วัน แถมบอกว่า ที่หยุดไปน่ะ ก็หายได้แล้ว กระดูกไม่หัก ไม่ร้าว ไม่เป็นไรเลยนี่
เราก็ถามย้ำว่าไม่เป็นไรเหรอคะหมอ..เค้าก็ว่า ไม่เป็นไร 2
วันก็หายแล้ว...เราก็ว่า..อ้าว ไม่เป็นไรแล้วทำไมหนูยังปวด..คราวนี้เค้ามามุขนี้เลยคับท่าน..ปวดอยู่งั้นฉีดยามั้ย...น้ำเสียงกวน
มากๆๆๆๆ เราก็ถามกลับไปว่ายาอะไร ถ้ายาแก้ปวดก็ไม่ต้อง
เพราะเราทานยาแก้ปวดที่หมอให้อยู่แล้ว เค้าก็ให้ยาแก้ปวดเรามาเพิ่ม..อ่ะ เรากินยาแก้ปวดอยู่อย่างนั้น ขาก็ไม่ดีขึ้น บวมเป่ง เหมือนเดิม ต้องใช้ไม้เท้าช่วย เขยกๆมาทำงาน ตกเย็นก็ปวดหนึบๆ เราก็แช่น้ำอุ่นทั้งเช้า - เย็น ถ้ามีโอกาสก็จะนอนพาดขาสูง เพื่อไม่ให้มันบวม เราทำแบบนี้อยู่จนกระทั่งวันที่ 22 ม.ค ก็คิดได้ว่า เอ้ย..มันนานไปแล้ว คนขาแพลงเค้าอาทิตย์เดียวก็หายมั้ง นี่ 20 วันยังไม่ดีขึ้น เราว่ามันไม่ธรรมดาจริงๆซะแล้ว.. ก็กลับไปโรงพยาบาลลาดพร้าวใหม่ ( แถวบ้านเรียกเจ็บไม่จำ) ก็ทำไงได้เล่า เค้ารักษาอยู่ก็มันจะได้ต่อเนื่อง . กอย่างใช้สิทธิประกันสังคมไง จ่ายมาหลายปีแระ ไม่เคยได้ใช้เลย ไปถึงก็แจ๊กพ็อต..เจอหมอคนเดิม นภาพรรณ นี่เลย เห็นหน้าเราปุ้บ
คราวนี้เห็นเท้าเราด้วย เพราะเรายืนหน้าห้องไม่ยอมนั่งจนกว่าเค้าจะมองเท้า เค้าเห็นปุ้บ เค้าก็ทักว่า " อ้าว
ไปทำอะไรมา.กถึงได้เป็นแบบนี้ "... โถ โถๆๆๆ **** หมอก็พูดมาหน้าตาเฉยว่า " หมอยอมรับว่าหมอมีอคติกับคนไข้ประกันสังคมจริง เพราะหลายรายมาหาหมอเพื่อขอใบรับรองแพทย์ อยากหยุดงานอย่างเดียวโดยไม่ได้เป็นอะไร " **** สาบาน นี่เป็นคำพูดของหมอนภาพรรณ แห่งโรงพยาบาลลาดพร้าว จริงๆ
ไม่ได้ใส่ความ ไม่ได้เพิ่มเติม รุ่งขึ้น ด้วยความที่ปวดมาก และกังวลใจ ก็เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลพระมงกุฏ หมอบอกว่า " เส้นเอ็นข้อเท้าฉีกขาด " อึ๋ยยย... คนละเรื่องกะที่โรงพยาบาลลาดพร้าวบอกเลยมะ ให้เราหยุดงาน 1 สัปดาห์ แล้วก็เข้าเฝือก 1 เดือน แล้วก็บอกว่า รักษายากหน่อยเพราะว่ารักษาไม่ถ ูกวิธีมาตั้งแต่ต้น หมอบอกว่าถ้ารักษาให้ถูกต้องตั้งแต่บาดเจ็บใหม่ๆ เส้นเอ็นก็จะต่อง่ายกว่าแผลเก่าๆ เปรียบเทียบกับเย็บแผลสด กับเย็บแผลที่ทิ้งไว้แล้ว 20 กว่าวัน แผลสดย่อมต่อตัวกันได้ง่ายกว่าอยู่แล้ว.. ตอนนี้เราถอดเฝือกแล้วแต่ก็ยังบวมและเจ็บอยู่ หมอบอกว่าอาจจะเรื้อรังก็ได้
ต้องดูกันไป แต่ก็จะพยายามรักษา ยัง เรื่องยังไม่จบแค่นี้ มีต่อ คราวนี้เรื่องถึงผู้บริหารโรงพยาบาลลาดพร้าว..แย่หนักกว่าเดิม.ก วันถัดมาเราก็โทรไปที่แผนกประกันสังคมของโรงพยาบาลลาดพร้าว
เพื่อร้องเรียนหมอนภาพรรณ ว่ารักษาเราไม่ได้ วินิจฉัยผิดพลาด เป็นเหตุให้เราต้องใช้เวลารักษานานกว่าปกติ พูดง่ายๆก็คือทำให้เราต้องเจ็บตัวนาน
ปลายเดือนมกราคม โรงพยาบาลโทรมาแจ้งว่า ให้ไปรับเงิน 2000 บาท ทางผู้บริหารอนุมัติให้แล้ว. . อ่ะ เรื่องก็น่าจะจบ เพราะเราไม่ได้ต้องการจะเรียกค่ารักษาทั้งหมดจาก ร.พ.ลาดพร้าวอยู่แล้ว ทั้งค่ายา ค่าหมอ ตอนแรกทางลาดพร้าวเค้าจะให้เราตัดเฝือก แล้วก็รักษากับหมอกระดูกของเค้าต่อ..เรื่องอะไรล่ะ ไม่เอาหรอก บอกตรงๆ ไม่ไว้ใจ ไม่คิดว่าหมอที่นั่นจะมีความสามารถ เลยตอบเค้าไปว่าเรารักษาที่พระมงกุฎหมอเค้าก็เก่งอยู่แล้ว และจะได้ต่อเนื่อง เราก็ไม่ได้ไปรับเงินซักทีเพราะขาเข้าเฝือกอะ จะไปไหนได้ยังไง .กอย่างเงินแค่ 2000 บาท ก็เออ ช่างๆมันก่อน จนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ( 23 กพ. 50) เราก็แวะไปรับเงิน เราขึ้นไปพร้อมแม่ ก็ไม่คิดหรอกว่าจะมีปัญญหาอะไร แล้วก็กะจะไปตามเรื่องหมอนภาพรรณด้วย ว่าโรงพยาบาลจัดการอย่างไร ขึ้นไปที่ห้องการเงิน เจ้าหน้าที่เค้าก็หยิบเอกสารออกมาจะให้เซ็นรับเงิน 2000
บาท ทีนี้เอกสารที่เค้าส่งให้มามันเย็บเป็นชุดไง มีเอกสาร 5-6 แผ่น
เค้าจะให้เราเซ็นรับที่แผ่นแรก ข้อความก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เป็นใบรับเงิน เรียนผู้จัดการฝ่ายบัญญชี ลงวันที่ 25
มกราคม 2550 มีข้อความระบุชัดเจนว่า
เราก็ไปชี้แจงกับฝ่ายประกันสังคมซึ่งทำเรื่องเบิกจ่ายให้เราว่า ไม่ใช่นะ ข้อความคุณไม่ถูกต้องนะ เพราะรักษายังไม่เสร็จ เรายังไม่หาย ไม่เชื่อดูเท้าเราสิ..ไม่มีใครดู... เราขอให้เค้าแก้ไขข้อความว่ารักษาเสร็จสิ้นแล้วและเป็นเงินทั้งสิ้น 2000 บาท โดยขอให้แก้เป็นว่าเบิกจ่ายเฉพาะค่าเฝือก เป็นเงิน 2000 บาท ได้มั้ย เพราะมันคือความจริง จะเขียนก็เขียนความจริงสิ..เจ้าหน้าที่พูดด้วยน้ำเสียเหยียดหยามสุดๆ..ก็แค่ข้อความในเอกสาร... อ้าว ซะงั้น เราเลยบอกว่า อย่างนี้เราเซ็นไม่ได้หรอก เพราะถ้าเราเดินไม่ได้ หรือเป็นเรื้อรังอย่างที่หมอพระมงกุฎบอกว่าอาจเป็นได้เนี่ย แน่นอนเราต้องฟ้องร้องเอากับโรงพยาบาลลาพร้าว ฉะนั้น เอกสารเราต้องทำให้ถูกต้องไว้ก่อน ขืนเซ็นไปเราก็เสียเปรียบ เพราะเท่ากับเรายอมรับให้ลาดพร้าวรับผิดชอบเราทั้งสิ้น 2000 บาท และรักษาเสร็จไปแล้วในวันที่ 25 ม.ค 50 ตามเอกสาร... เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม แล้วก็บอกเราว่า ที่จริงเอกสารอันนี้เป็นเอกสารภายในโรงพยายาบลนะคะ คนไข้ไม่มีสิทธิได้เห็นอยู่แล้ว...อ้าว อ้าว กะปกปิดมกเม็ดกันเลยนี่หว่า เราเลยบอกว่า งั้นเราก็โชคดีน่ะสิที่เราได้เห็นก่อนเซ็นให้น่ะ...เมื่อเค้าเห็นว่ารับมือกับเราไม่ไหวก็ส่งให้ผู้ชายคนนึงมาพูดกับเรา
ผู้ชายคนนี้แต่งเนื้อแต่งตัวไม่เรียบร้อย ใส่เชิ้ตตัวโคร่งๆ ผูกไทค์เ.่ยวๆ
ไม่สวมสูท มานั่งไขว่ห้างกางแขน ตรงหน้าเรากับแม่ แล้วมาพูดจากร่างๆ ว่า
ไหนเล่าให้ฟังตั้งแต่แรกสิ.เราก็บอกโอ้โห เล่าหลายรอบแล้วนะ รอบนี้อัดเทปไว้ดีกว่า
จะได้ใช้อ้างอิงครั้งเดียว เค้าบอก.. " เล่ามา " .. แน่ะ
นักเลงซะด้วยนิ..เราก็ต้องเล่าตั้้งแต่ต้น จากประเด็นที่จะขอให้แก้ไขข้อความนิดเดียวกลายเป็นเรื่องยาว..มานั่งเถียงกะเราว่าหมอเค้าไม่ผิด
เค้าบอกว่าอาทิตย์แรกๆ หมอยังดูไม่ออก .เราเลยบอกว่า ไม่ใช่ดูไม่ออกแล้ว แต่นี่หมอเล่นไม่ดูเลยนี่นา...เค้าก็ข้างๆคูๆ ถูๆ ไถๆ สุดท้าย มาตำหนิเราซะว่าหมอ (มันแทนตัวเองว่าหมอ) เข้าใจหมอนภาพรรณ แล้วก็ตำหนิเราพูดประมาณว่าเราพูดจากไม่ดีกับหมอนภาพรรณ...โห..กระโดดไปนู้นเฉยเลย เราเลยบอกว่า เอ๊ะ แปลกนะนโยบายที่นี่ คนไข้มาตำหนิหมอ แทนที่ผู้บริหารจะขอโทษแทนหมอ ขอโทษแทนโรงพยาบาล..กลับมาตำหนิคนไข้..กลายเป็นเราผิด...โอ ก๊อด สุดท้ายคุยกันไม่รู้เรื่อง เค้าไม่ยอมแก้เอกสารให้เรา
เราก็เลยยังไม่ยอมรับเงิน เรื่องก็ยังค้างคาอยู่อย่างนี้... |