เมื่อเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินวงเงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับความคุ้มค่าและวินัยทางการคลัง ล่าสุดทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สสช.) หรือ สภาพัฒน์ ได้ส่งร่างหนังสือชี้แจงและให้ความเห็นประกอบการพิจารณาแก่รัฐบาลเรียบร้อยแล้ว วิดีโอนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าเงินกู้ก้อนโตนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร และข้อเสนอแนะที่รัฐบาลจำเป็นต้องฟังมีอะไรบ้าง เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งนี้โปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
Share:
"สภาพัฒน์" ส่งร่างชี้แจง กู้ 4 แสนล้านให้รบ.แล้ว | ทันข่าวเที่ยง | 26 พ.ค. 69 | NationTV22
เจาะลึก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เครื่องมือฝ่าวิกฤตพลังงานปี 2569
การประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท กำลังเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นการก่อหนี้สาธารณะก้อนใหญ่ที่ส่งผลผูกพันต่ออนาคตทางการคลังของประเทศ โดยล่าสุดทางสภาพัฒน์ได้ส่งร่างข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเป็นแนวทางในการกำกับดูแลและบริหารจัดการวงเงินดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ
แบ่งเค้กคนละครึ่ง: 2 แผนงานหลักของเงินกู้ 4 แสนล้าน
โครงสร้างการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน เพื่อตอบโจทย์ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว ดังนี้
- แผนงานที่ 1 (วงเงิน 2 แสนล้านบาท): เน้นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเยียวยาประชาชน เกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานโดยตรง เพื่อประคับประคองค่าครองชีพและธุรกิจไม่ให้ทรุดตัว
- แผนงานที่ 2 (วงเงิน 2 แสนล้านบาท): เน้นการฟื้นฟู ฟื้นตัว และปรับโครงสร้างระบบพลังงานของประเทศ เช่น การลงทุนในพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก การพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิต การสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)
ข้อเสนอแนะสำคัญจากสภาพัฒน์ที่รัฐบาลต้องฟัง
แม้สภาพัฒน์จะเห็นชอบว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการลดผลกระทบต่อประชาชนและพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ก็ได้ยื่นข้อเสนอแนะแกมเตือนไปยังกระทรวงการคลังและรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา
- ต้องมีแผนชำระหนี้ที่ชัดเจน: สภาพัฒน์แนะให้กระทรวงการคลังเร่งจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง และกำหนดแนวทางการลดยอดหนี้รวมถึงแผนการชำระคืนเงินกู้ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศ
- ยึดหลักหลักการ 5T อย่างเคร่งครัด: การอนุมัติโครงการต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ Target (ตรงกลุ่มเป้าหมาย), Transition (ลดความเปราะบาง), Transformation (แก้จุดอ่อนเชิงระบบ), Together (ขับเคลื่อนร่วมกัน) และ Transparency (โปร่งใสตรวจสอบได้)
- เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ: เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส จะต้องมีการรายงานความคืบหน้าของโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้ต่อ ครม. และเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อคนไทยทุกคน?
การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ ถูกคาดการณ์ว่าจะดันให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยขยับขึ้นไปใกล้เพดานที่ระดับประมาณ 69% ภายในปี 2570 ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างตึงตัวและลดพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในการรับมือกับวิกฤตอื่นๆ ในอนาคต
หากรัฐบาลสามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในแผนงานที่ 2 เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเทศไทยก็จะมีโครงสร้างพื้นฐานที่พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นและลดความผันผวนจากราคาน้ำมันโลกในระยะยาว แต่ในทางกลับกัน หากการใช้เงินไม่ตรงจุดหรือขาดการควบคุมที่รัดกุม เงินกู้ก้อนนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงเบี้ยหัวแตกที่ทิ้งภาระหนี้สินมหาศาลไว้ให้คนไทยรุ่นหลังต้องแบกรับร่วมกัน การติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในโครงการนี้จึงเป็นหน้าที่สำคัญของภาคประชาชนที่ไม่ควรละสายตา
