สอบตั๋วทนาย รุ่น 31 [ประกาศ ระเบียบการรับสมัครสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ รุ่น 31]

493 views
Skip to first unread message

ThaiJustice Group -

unread,
May 13, 2008, 7:00:09 AM5/13/08
to thaij...@googlegroups.com
 
ประกาศสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ
ฉบับที่ 3/2551
เรื่อง รับสมัครบุคคลเข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความ รุ่นที่ 31

คุณสมบัติของผู้สมัคร
1. มีสัญชาติไทย
2. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาทางนิติศาสตร์จากสถาบันที่สภาทนายความอนุมัติ
3. ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีและไม่เป็นผู้ได้กระทำการใด ซึ่งแสดง
ให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต
4. ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
5. ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
หลักฐานที่ใช้ประกอบการสมัคร
1. หนังสือรับรองคุณวุฒิชั้นอนุปริญญา หรือปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ จากสถาบันการศึกษาซึ่งสภาทนายความเห็น
ว่ามีมาตรฐานการศึกษาควรเป็นทนายความได้ (เฉพาะหนังสือรับรองที่ออกโดยสภามหาวิทยาลัยหรือ
ปริญญาบัตร) ต้องถ่ายเอกสาร พร้อมตัวจริงแนบใบสมัคร จำนวน 1 ชุด
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน/ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ อื่น ๆ จำนวน 1 ชุด
3. สำเนาทะเบียนบ้านจำนวน 1 ชุด
4. รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 4 รูป (แต่งกายสุภาพถ่ายไม่เกินหกเดือน)
5. กรณีที่เปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล ต้องแนบหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อหรือสกุล
6. กรณีที่เคยต้องคำพิพากษา หรือถูกลงโทษทางวินัย ต้องแนบสำเนาคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งลงโทษ
7. ใบสำคัญการสมรส หรือใบสำคัญการหย่า (เฉพาะสุภาพสตรีกรณีคำนำหน้านามหรือนามสกุลในหนังสือ
รับรองการศึกษาไม่ตรงกับบัตรประชาชน)
ค่าธรรมเนียมในการสมัคร
1. ค่าลงทะเบียนสมัครเข้ารับการฝึกอบรม และค่าลงทะเบียนสอบภาคทฤษฎี เป็นเงิน 3,000 บาท
2. กรณีเคยสมัครเข้ารับการอบรม เสียค่าธรรมเนียม 1,350 บาท
จำหน่ายใบสมัคร
ระหว่างวันที่ 12 – 30 พฤษภาคม 2551 (ในวันและเวลาราชการ)
วันสมัคร
ระหว่างวันที่ 1 – 18 มิถุนายน 2551 โดยผู้สมัครต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเอง
(ยกเว้น เคยสมัครอบรมแล้วสามารถให้ผู้อื่นมาดำเนินการยื่นสมัครแทนได้)
การยื่นสมัคร
ผู้สมัครจะต้องซื้อใบสมัครไว้ก่อน จึงจะมีสิทธิ์ในการสมัครเข้ารับการอบรมได้ สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ จะรับสมัคร
เฉพาะผู้ที่มีใบสมัครอบรมรุ่น 31 เท่านั้น ผู้ที่ไม่มีใบสมัครในวันสมัครไม่มีมีสิทธิ์ในการสมัครไม่ว่ากรณีใด ๆ
การยื่นใบสมัครให้ยื่นสมัครตามกำหนดวันที่ระบุในใบสมัคร
ระหว่างเวลา 08.30 - 16.00 น.
ณ ที่ทำการสภาทนายความ
เลขที่ 7/89 อาคาร 10 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
ประกาศ ณ วันที่ 1 เมษายน 2551
(ศ.(พิเศษ) สุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล )
ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ
แห่งสภาทนายความ
ประกาศสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ
ฉบับที่ 4/2551
เรื่อง ระเบียบว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ รุ่นที่ 31
---------------------------------
ตามที่สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ ได้กำหนดให้มีการฝึกอบรมวิชาว่าความ รุ่นที่ 31 ประจำปี
พ.ศ.2551 นั้น
เพื่อให้การฝึกอบรมวิชาว่าความบรรลุตามวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 อาศัยอำนาจตาม
ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ พ.ศ. 2529 สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ จึงกำหนดระเบียบว่าด้วยการ
ฝึกอบรมและทดสอบ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1. การฝึกอบรมวิชาว่าความแบ่งเป็น 2 ภาค คือภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ
ภาคทฤษฎี
การฝึกอบรมความรู้ภาคทฤษฎี สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ จะจัดให้มีการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ 17
วัน โดยผู้เข้ารับการอบรมวิชาว่าความจะเข้ารับการอบรมหรือไม่ก็ได้ (ไม่เช็คเวลาเรียน)
เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมภาคทฤษฎีแล้ว จะทำการสอบความรู้ในภาคทฤษฎี ผู้ที่สอบไม่ผ่าน สำนักฝึกอบรมวิชาว่า
ความจะไม่ส่งเข้ารับการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ และถือว่าไม่ผ่านการฝึกอบรมวิชาว่าความ รุ่นที่ 31 แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะเข้ารับการ
ฝึกอบรมในรุ่นต่อไป โดยเสียค่าธรรมเนียมในการสมัครฝึกอบรมตามที่สำนักฝึกอบรมได้กำหนดไว้
ภาคปฏิบัติ
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่สอบผ่านภาคทฤษฎีจะต้องฝึกอบรมภาคปฏิบัติอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือน ตามกำหนดเวลาที่
สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ ประกาศกำหนด โดยสำนักฝึกอบรมฯ จะจัดส่งไปฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ณ สำนักงานทนายความ, ฝ่าย,
องค์กรกฎหมายต่าง ๆ ทั่วประเทศ หรือในกรณีที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้แจ้งให้สำนักฝึกอบรมทราบว่าได้มีสำนักงานที่จะฝึก
ภาคปฏิบัติแล้ว สำนักฝึกอบรมจะพิจารณาจัดส่งไปฝึกภาคปฏิบัติตามที่ได้แจ้งไว้ ทั้งนี้ ในการเข้าฝึกอบรมภาคปฏิบัติของผู้เข้ารับ
การอบรมนี้ ทนายความผู้ควบคุมการฝึกและเซ็นรับรอง และประเมินผลการฝึกอบรมภาคปฏิบัติจะต้องเป็นทนายความผู้ที่มี
ใบอนุญาตจนถึงวันเริ่มฝึกภาคปฏิบัติ มาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีขึ้นไป
การฝึกอบรมความรู้ ภาคปฏิบัติ สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ จะจัดให้มีการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ 9
วัน โดยจะเริ่มบรรยายในเดือนที่ห้าของการฝึกภาคปฏิบัติ และเมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมภาคปฏิบัติแล้วจะทำการสอบความรู้ใน
ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่างๆ ตามกฎหมายในหน้าที่ของทนายความ ผู้ที่สอบไม่ผ่านภาคปฏิบัติสามารถขึ้นทะเบียนการสอบ
ภาคทฤษฎีไว้ได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันประกาศผลสอบภาคปฏิบัติ เพื่อใช้สิทธิ์ในการสอบภาคปฏิบัติในรุ่นต่อไป โดยไม่ต้องเข้า
รับการสอบภาคทฤษฎีและฝึกภาคปฏิบัติอีก ทั้งนี้ ผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องรักษาสิทธิ์และเสียค่าธรรมเนียมการรักษาสถานภาพให้
ต่อเนื่องกันตามกำหนดเวลาที่สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความประกาศกำหนด
การสอบปากเปล่า
ผู้เข้ารับการอบรมที่ผ่านการสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว ให้เข้ารับการสอบปากเปล่า ตามกำหนดวันเวลาและ
หลักเกณฑ์ ที่สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความประกาศกำหนด
การอบรมจริยธรรมและมรรยาททนายความ
ผู้เข้ารับการอบรมที่ผ่านการสอบปากเปล่าแล้ว จะต้องเข้ารับการอบรมจริยธรรมและมรรยาททนายความ ตามกำหนด
วันที่สำนักฝึกอบรมฯ ประกาศกำหนดเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ผู้ที่ผ่านการอบรมจริยธรรมและมรรยาททนายความดังกล่าวจึงจะถือว่า
เป็นผู้ผ่านการอบรมวิชาว่าความ และมีสิทธิ์ในการยื่นคำขอจดทะเบียน เพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความต่อไป
ข้อ 2. ค่าธรรมเนียมและค่าลงทะเบียน
2.1 ค่าธรรมเนียมในการสมัครเข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความ เป็นเงิน 2,700 บาท (สองพันเจ็ดร้อยบาทถ้วน)
2.2 ค่าลงทะเบียนสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ภาคละ 300 บาท (สามร้อยบาทถ้วน)
การลงทะเบียนสอบภาคปฏิบัติต้องนำแบบแจ้งผลการฝึกอบรมภาคปฏิบัติตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องมา
เป็นหลักฐานประกอบการลงทะเบียนสอบด้วย
2.3 ค่าลงทะเบียนเข้าอบรมจริยธรรมฯ และรับประกาศนียบัตรเป็นเงิน 500 บาท (ห้าร้อยบาทถ้วน)
2.4 กรณีเคยเข้ารับการอบรมแล้ว เสียค่าธรรมเนียมรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,350 บาท(หนึ่งพันสามร้อยห้าสิบบาทถ้วน)
2.5 ค่าธรรมเนียมรักษาสถานภาพเป็นเงิน 1,500 บาท (หนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน)
ข้อ 3. การรับประกาศนียบัตร
3.1 ผู้ที่จะได้รับประกาศนียบัตรจากสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ จะต้องสอบได้ทั้งภาค
ทฤษฎี, ภาคปฏิบัติ, ผ่านการสอบปากเปล่า และจะต้องเข้ารับการอบรมจริยธรรมและมรรยาททนายความ เป็นเวลา 3 ชั่วโมง
ตามกำหนดวันที่สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความประกาศกำหนด
3.2 ผู้ที่สอบได้ภาคทฤษฎี, ภาคปฏิบัติ, ผ่านการสอบปากเปล่า และเข้ารับการอบรมจริยธรรม และมรรยาททนายความ
แล้ว และได้คะแนนแต่ละภาคตั้งแต่ร้อยละ 90 ขึ้นไป มีสิทธิได้รับการพิจารณาจากสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ เพื่อให้ได้รับ
เกียรตินิยมอันดับหนึ่งและหากคะแนนแต่ละภาคได้ตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป มีสิทธิได้รับการพิจารณาจากสำนักฝึกอบรมวิชาว่า
ความ เพื่อให้ได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง
3.3 ในกรณีผู้มีสิทธิที่จะได้รับพิจารณาจากสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความเพื่อให้ได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือสอง
แล้วแต่กรณีจะต้องผ่านการพิจารณาตรวจสอบโดยละเอียดว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดที่จะได้รับเกียรตินิยม
ข้อ 4. การแต่งกาย
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อยทั้งในสถานที่ฝึกอบรมและสถานที่สอบทุกครั้ง ดังนี้
ชาย – กางเกงสีดำหรือกรมท่า เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนคไทสีดำ หรือเสื้อชุดไทย (พระราชทาน) แบบแขนสั้น
หรือแขนยาว สีสุภาพไม่มีลวดลาย รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำหรือน้ำตาลเข้ม
หญิง - กระโปรงสีขาว ดำ หรือกรมท่า เสื้อสีขาว หรือสีตามกระโปรง รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำ หรือ
น้ำตาลเข้ม ผู้ฝ่าฝืนจะถูกพิจารณาไม่ให้เข้าอบรมหรือไม่ให้เข้าสอบ หรือถูกตัดคะแนนการแต่งกายผิดระเบียบแล้วแต่กรณี
ข้อ 5. ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องติดบัตรประจำตัวให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ตลอดเวลาที่เข้ารับการอบรมและ
เข้าสอบ
ข้อ 6. ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องปฏิบัติตามกฏ ข้อบังคับ ระเบียบ และคำสั่งของสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ
แห่งสภาทนายความโดยเคร่งครัด
คณะกรรมการมีสิทธิที่จะคัดชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมออกจากทะเบียน หรือสั่งพักการอบรมได้ตามระยะเวลาที่เห็นสมควร
หากปรากฎว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมขาดคุณสมบัติหรือประพฤติตนไปในทางที่จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียหรืออาจจะเกิดความ
เสียหายแก่สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ
ประกาศ ณ วันที่ 1 เมษายน 2551
(ศ.(พิเศษ) สุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล)
ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ
แห่งสภาทนายความ
กำหนดการฝึกอบรมวิชาว่าความภาคทฤษฎี
การอบรมวิชาว่าความ รุ่นที่ 31
สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ
จำหน่ายใบสมัคร
วันที่ 12 – 30 พฤษภาคม 2551
เวลา 08.30 – 16.30 น. (วัน/เวลาราชการ)
สถานที่ ฝ่ายบัญชีและการเงิน สภาทนายความ
ยื่นใบสมัคร
วันที่ 1 – 18 มิถุนายน 2551
เวลา 08.30 – 16.00 น. (ในวัน/เวลาราชการ และตามกำหนดที่
ระบุในใบสมัครเท่านั้น)
สถานที่ สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ สภาทนายความ
อบรมภาคทฤษฎี
วันที่ 21 มิถุนายน ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 (17 วัน)
เวลา 09.00-16.30 น.
สถานที่ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 12
มหาวิทยาลัยสยาม
ทดสอบภาคทฤษฎี
วันที่ 3 สิงหาคม 2551
สถานที่ อาคารเรียนรวมทางสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
เวลา 13.30 – 17.30 น.
ประกาศผลสอบภาคทฤษฎี
วันที่ 5 กันยายน 2551
1) จดหมายแจ้งผลการสอบทุกคน
2) www.lawyerscouncil.or.th
3) ปิดประกาศหน้าที่ทำการสภาทนายความ
ฝึกภาคปฏิบัติ (6 เดือน)
วันที่ 20 กันยายน 2551 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2552
หมายเหตุ กำหนดการนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
ข้อปฏิบัติการฝึกอบรมวิชาว่าความ
1. วิธีการสมัคร
การสมัครจะต้องดำเนินการและเตรียมเอกสาร
1.1 กรอกใบสมัคร ให้ติดรูปถ่ายขาวดำ หรือสี ขนาด 1 นิ้ว โดยกรอกด้วยปากกาหมึกสีดำ หรือ
สีน้ำเงินเข้ม รูปถ่ายที่เหลืออีก 3 รูป ให้เขียนชื่อ-นามสกุล หลังรูปให้ชัดเจน
1.2 วุฒิบัตรต้องระบุว่าจบ หรือสำเร็จการศึกษา ซึ่งได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยแล้ว
(แสดงต้นฉบับและสำเนา 1 ฉบับ)
1.3 สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชน ถ่ายเอกสารอย่างละ 1 ฉบับ
1.4 กรณีชื่อ-นามสกุล คำนำหน้านาม วันเดือนปีเกิดในสำเนาใบวุฒิบัตรไม่ตรงกับบัตรประชาชน
ให้แนบสำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล
1.5 ยื่นใบสมัครที่กรอกข้อความ พร้อมเอกสารประกอบการสมัครตามข้อ 1.2 – 1.4 โดยรับรอง
สำเนาเอกสารถูกต้องทุกฉบับ แก่เจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ
1.6 ชำระเงินค่าธรรมเนียมสมัครและลงทะเบียนสอบภาคทฤษฎี จำนวน 3,000 บาท(สามพันบาทถ้วน)
หรือกรณีเคยสมัครเข้ารับการอบรมแล้วเสียค่าธรรมเนียมรวมเป็นเงิน 1,350 บาท (หนึ่งพันสาม-
ร้อยห้าสิบบาทถ้วน)
1.7 ยื่นใบสมัครพร้อมใบเสร็จรับเงินแก่เจ้าหน้าที่เพื่อออกเลขรหัสประจำตัว
1.8 รอรับบัตรประจำตัว
2. การแจ้งสถานที่ฝึกอบรมภาคปฏิบัติ
ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความรุ่นที่ 31 ที่ผ่านการสอบภาคทฤษฎีทุกคน ส่งหนังสือแจ้งสถานที่
ฝึกอบรมภาคปฏิบัติตามแบบฟอร์มและภายในกำหนดเวลาที่สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความกำหนด กรณีผู้เข้ารับการ
อบรมมีสถานที่ฝึกภาคปฏิบัติให้นำแบบฟอร์มการแจ้งฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้ทนายความ ซึ่งมีใบอนุญาตประกอบ
วิชาชีพทนายความไม่น้อยกว่า 7 ปี ลงชื่อรับรองการรับเข้าฝึกภาคปฏิบัติ และแนบสำเนาใบอนุญาตทนายความผู้
รับรอง 1 ฉบับด้วย
กรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่สามารถหาสถานที่ฝึกอบรมภาคปฏิบัติได้ ให้ระบุในแบบฟอร์มแจ้งสถานที่
ฝึกอบรมภาคปฏิบัติ (กรณีไม่มีสำนักงาน) โดยระบุเขตท้องที่ที่ประสงค์จะฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ยื่นต่อสำนัก
ฝึกอบรมฯ เพื่อจัดสถานที่ฝึกภาคปฏิบัติให้ภายในกำหนดที่สำนักฝึกอบรมฯ ประกาศกำหนด
3. การฝึกภาคปฏิบัติ
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่ผ่านการสอบภาคทฤษฎีแล้ว ให้รายงานตัว และรับหนังสือส่งตัวฝึกภาคปฏิบัติตาม
กำหนดวัน, เวลา สถานที่ที่สำนักฝึกอบรมฯ ประกาศกำหนด กรณีที่ไม่สามารถรายงานในวันดังกล่าวได้ให้ผู้เข้า
รับการฝึกอบรมติดต่อขอรับหนังสือส่งตัวฝึกภาคปฏิบัติภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศกำหนด หากพ้นกำหนด
ดังกล่าว ผู้เข้ารับการอบรมต้องทำคำร้องชี้แจงสาเหตุกรณีที่ไม่มารับหนังสือส่งตัวภายในกำหนด และต้องให้
สำนักงานที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมฝึกภาคปฏิบัติออกหนังสือรับรองยืนยันการเข้าฝึกภาคปฏิบัติในช่วงเวลาดังกล่าว
ด้วย
ในการฝึกอบรมภาคปฏิบัติสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความอนุญาตให้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมแจ้งความจำนงขอย้าย
สถานที่ฝึกภาคปฏิบัติได้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันปฐมนิเทศภาคปฏิบัติ หากพ้นกำหนดดังกล่าวผู้เข้ารับการ
ฝึกอบรมประสงค์จะย้ายสำนักงานให้ทำเป็นคำร้องเสนอต่อผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เพื่อพิจารณาโดยแนบ
เอกสารประกอบดังนี้คือ
1. หนังสือขอแจ้งย้ายสำนักงาน
2. หนังสือรับรองการฝึกหัดงานภาคปฏิบัติจากสำนักงานเดิม
3.หนังสือรับรองแสดงความประสงค์รับผู้เข้ารับการฝึกอบรมเข้าฝึกภาคปฏิบัติในสำนักงาน (ออกโดย
สำนักงานที่ผู้เข้ารับการอบรมประสงค์จะย้ายไปฝึกภาคปฏิบัติ)
4. สำเนาใบอนุญาตการเป็นทนายความของผู้ออกหนังสือรับรอง ข้อ. 3
4. การลงทะเบียนสอบภาคปฏิบัติ
เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมภาคปฏิบัติแล้ว ให้ผู้เข้ารับการอบรมนำเอกสารประกอบการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ
ซึ่งประกอบด้วยแบบ อภป. สำเนาใบอนุญาตการเป็นทนายความของทนายความผู้รับรองการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ
และค่าธรรมเนียมการลงทะเบียนสอบ จำนวน 300 บาท มายื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอลงทะเบียนสอบภาคปฏิบัติตาม
กำหนดวัน เวลาที่สำนักฝึกอบรมประกาศกำหนด
5. การรักษาสถานภาพ
ผู้เข้ารับการอบรมที่ผ่านการสอบภาคทฤษฎี และผ่านการฝึกอบรมภาคปฏิบัติครบ 6 เดือน และไม่ผ่านการ
สอบข้อเขียนภาคปฏิบัติ ให้ลงทะเบียนรักษาสถานภาพ เพื่อขึ้นทะเบียนการสอบภาคทฤษฎีไว้ภายใน 60 วันนับแต่
วันประกาศผลการสอบภาคปฏิบัติ เพื่อใช้สิทธิ์ในการสอบภาคปฏิบัติในรุ่นต่อไป โดยไม่ต้องเข้ารับการสอบ
ภาคทฤษฎี และฝึกอบรมภาคปฏิบัติอีก โดยผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องรักษาสิทธิ์ และเสียค่าธรรมเนียมการรักษา
สถานภาพจำนวน 1,500.-บาท (หนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) ให้ต่อเนื่อง
6. การสอบปากเปล่า
ให้ผู้เข้ารับการอบรมที่ผ่านการสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว เข้ารับการสอบปากเปล่า ตามกำหนด
วันเวลาและหลักเกณฑ์ ที่สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความประกาศกำหนด
7. การอบรมจริยธรรมและมรรยาททนายความ
ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่ผ่านการสอบปากเปล่าแล้วทุกคนลงทะเบียนเพื่อเข้าอบรมจริยธรรม และมรรยาท
ทนายความ โดยเสียค่าธรรมเนียม 500 บาท และให้เข้ารับการอบรมจริยธรรมและมรรยาททนายความ เป็นเวลา 3
ชั่วตามกำหนดวันเวลาที่สำนักฝึกอบรมฯ ประกาศกำหนด ผู้ที่เข้ารับการอบรมจริยธรรมและมรรยาททนายความ
ครบตามหลักเกณฑ์ที่สำนักฝึกอบรมฯ กำหนดจึงจะถือว่าเป็นผู้ผ่านการอบรมวิชาว่าความ มีสิทธิ์ในการยื่นคำขอ
จดทะเบียน เพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ
8. การรับประกาศนียบัตร
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่ผ่านการสอบภาคทฤษฎี, ภาคปฏิบัติ, สอบปากเปล่า และเข้ารับการอบรม
จริยธรรมและมรรยาททนายความแล้วเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ในการเข้ารับประกาศนียบัตรผู้ผ่านการฝึกอบรม กรณีผู้
เข้ารับการฝึกอบรมจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาภาครัฐบาลที่เอกสารประกอบการจดทะเบียนครบแล้ว หาก
ประสงค์จะจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ให้นำประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมวิชาว่าความใช้
ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นทนายความได้ที่ฝ่ายทะเบียนสภาทนายความ ตามรายละเอียดที่ฝ่ายทะเบียน
ประกาศกำหนด
แต่กรณีที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาภาคเอกชน ให้นำประกาศนียบัตร
ผู้ผ่านการอบรมวิชาว่าความ เพื่อเป็นหลักฐานการขอสมัครวิสามัญสมาชิกที่เนติบัณฑิตยสภา เมื่อเนติบัณฑิตยสภา
ประกาศรับแล้วจึงจะสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนทนายความได้
**********************************************
ข้อบังคับสภาทนายความ
ว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ
พ.ศ.2529
------------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27(3) และมาตรา 38 และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ
แห่งสภาทนายความ ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 คณะกรรมการสภาทนายความ
ออกข้อบังคับว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1. ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ พ.ศ.2529”
ข้อ 2. ข้อบังคับนี้ให้ใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3. ในข้อบังคับนี้
“สำนักฝึกอบรม” หมายถึง สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ
“คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการอำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ ซึ่ง
คณะกรรมการสภาทนายความได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมและบริหารกิจการตามข้อบังคับนี้
“ผู้อำนวยการ” หมายถึง ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ ซึ่ง
คณะกรรมการสภาทนายความแต่งตั้ง
หมวด 1
สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ
----------------------------------------------------------------
ข้อ 4. ให้สภาทนายความจัดตั้งสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ เรียกว่า “สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่ง
สภาทนายความ” เพื่อฝึกอบรมหลักปฏิบัติเบื้องต้นในการว่าความ ฝึกอบรมมรรยาททนายความ และการ
ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย
ข้อ 5. ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทย
(2) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาทางนิติศาสตร์ หรือประกาศนียบัตรในวิชา
นิติศาสตร์ ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรืออนุปริญญาจากสถาบันการศึกษา ซึ่งสภาทนายความเห็นว่า
สถาบันการศึกษานั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่ผู้ได้รับปริญญาตรี หรืออนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรควรเป็น
ทนายความได้
(3) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และไม่เป็นผู้ได้กระทำการ
ใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต
(4) ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(5) ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความ ซึ่งได้ผ่านการฝึกอบรมที่จัดโดยสำนักฝึกอบรมตามหลักสูตรและวิธีการ
ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้เท่านั้นมีสิทธิขอจดทะเบียนเป็นทนายความเว้นแต่ผู้ที่ได้เคยปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการ
พิจารณาคดีในศาลมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี อาจขอให้คณะกรรมการพิจารณาสั่งยกเว้นให้จดทะเบียนและรับ
ใบอนุญาตเป็นทนายความได้โดยไม่ต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามข้อบังคับนี้
ข้อ 6. ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารกิจการของสำนักฝึกอบรมตามนโยบาย หรือมติของคณะกรรมการ
ข้อ 7. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสภาทนายความเรียกว่า
“คณะกรรมการอำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ” ประกอบด้วยผู้อำนวยการ ซึ่งทำ
หน้าที่เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่นซึ่งคณะกรรมการสภาทนายความแต่งตั้งไม่เกิน 15 คน ทั้งนี้ ให้
นายก อุปนายก เลขาธิการสภาทนายความเป็นที่ปรึกษาโดยตำแหน่ง
ข้อ 8.ให้คณะกรรมการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระของคณะกรรมการสภาทนายความ ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งให้เข้า
รับตำแหน่ง
คณะกรรมการสภาทนายความอาจมีมติให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง หรือทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งก่อน
ครบวาระก็ได้ และจะแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นกรรมการแทนกรรมการที่ตาย ลาออก หรือต้องพ้น
ตำแหน่งก่อนวาระก็ได้ คณะกรรมการหรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งได้เท่าวาระของ
กรรมการที่ตนแทน
ข้อ 9.ในกรณีที่คณะกรรมการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ไม่ว่าจะเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
หรือก่อนครบกำหนดวาระก็ตาม ให้ผู้อำนวยการยังคงรักษาการในตำแหน่งเช่นนั้นต่อไปจนกว่าจะมีคณะ
กรรมการชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่
ข้อ 10.ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) กำหนดนโยบาย และแนวทางปฏิบัติในการบริหารกิจการสำนักฝึกอบรมให้บรรลุตาม
วัตถุประสงค์ของสภาทนายความ
(2) กำหนดรายละเอียดของหลักสูตรการศึกษา และฝึกอบรม ตลอดจนเปลี่ยนแปลง หรือ
ปรับปรุงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการศึกษาและฝึกอบรมให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง
(3) กำหนดค่าธรรมเนียม หรือค่าลงทะเบียน ที่จะพึงเรียกเก็บจากผู้เข้ารับการฝึกอบรมแต่
ต้องไม่เกินสามพันบาท
(4) จัดทำประมาณการรายรับ - รายจ่าย และรายงานเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของสำนัก
ฝึกอบรมเสนอต่อคณะกรรมการสภาทนายความ เพื่อให้ความเห็นชอบ
(5) จัดทำรายงานการฝึกอบรมเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสภาทนายความ
(6) คัดเลือก แต่งตั้ง และสับเปลี่ยนผู้บรรยาย ผู้ทดสอบและผู้ควบคุมหรือผู้ให้การฝึก
อบรมตามที่เห็นสมควร
(7) แต่งตั้งและถอดถอนที่ปรึกษา หรือคณะที่ปรึกษาซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งได้ตามที่
เห็นสมควร
( ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ที่จำเป็นและสมควร เพื่อให้กิจการของสำนักฝึกอบรมสำเร็จผล
ลงด้วยดี
ข้อ 11. ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้กำหนดนัดและเรียกประชุมคณะกรรมการได้ตามความจำเป็นและ
เหมาะสม
ในการประชุมคณะกรรมการจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์
ประชุม ให้ผู้อำนวยการหรือกรรมการที่ผู้อำนวยการมอบหมายทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม
มติของที่ประชุมคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก ในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่
ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
หมวด 2
หลักสูตร
----------------------------------------------------------------
ข้อ 12. ให้สำนักฝึกอบรมจัดให้มีการฝึกอบรมวิชาว่าความเป็นประจำทุกปี ปีละไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง
ข้อ 13. หลักสูตรการฝึกอบรมวิชาว่าความ แบ่งเป็น 2 ภาคดังนี้
(1) ภาคทฤษฎี ให้สำนักฝึกอบรมกำหนดการอบรมภาคทฤษฎีโดยมีระยะเวลาให้ฝึกอบรม
ไม่น้อยกว่า 90 ชั่วโมง ในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ก. มรรยาทและจริยธรรมทนายความ
ข. วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ค. วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ง. วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายอื่น
จ. หลักการให้คำปรึกษากฎหมาย
(2) ภาคปฏิบัติ ให้ฝึกอบรมภาคปฏิบัติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
การฝึกอบรมภาคปฏิบัติอาจกระทำได้ โดยให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมฝึกหัดงานที่สำนักฝึกอบรม
หรือที่สำนักงานทนายความก็ได้ แต่ระยะเวลาฝึกหัดงานแห่งใดแห่งหนึ่ง หรือทั้งสองแห่งรวมกันต้อง
ไม่น้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดในวรรคแรก
หมวด 3
เบ็ดเตล็ด
------------------------------------
ข้อ 14. คณะกรรมการมีสิทธิที่จะคัดชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมออกจากทะเบียน หรือสั่งพักการฝึก
อบรมได้ ตามระยะเวลาที่เห็นสมควร หากปรากฏว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมขาดคุณสมบัติ หรือประพฤติตน
ไปในทางที่อาจจะทำให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือความเสียหายแก่สำนักฝึกอบรม หรือแก่สภาทนายความ
ข้อ 15. ให้ผู้อำนวยการ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกาศกำหนดเวลาทำการของ
สำนักฝึกอบรม กำหนดเวลาฝึกอบรม กำหนดการสอบและการวัดผล กำหนดการสัมมนาหรือการประชุม
ตลอดจนวันหยุดทำการแต่ละปี เป็นการล่วงหน้า
หมวด 4
บทเฉพาะกาล
------------------------------------
ข้อ 16. ให้ผู้ที่ผ่านการอบรมวิชาว่าความ ของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยรุ่น 11 และ
รุ่น 12 ประจำปี 2527 และปี 2528 ตามลำดับ และได้รับวุฒิบัตรแล้วเป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมวิชาว่าความ
ตามข้อบังคับนี้
ประกาศ ณ วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2529
คำนวณ ชโลปถัมภ์
นายกสภาทนายความ
(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 103 ตอนที่ 103 วันที่ 19 มิถุนายน 2529)

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Download : http://www.lawyerscouncil.or.th/depart2/11-04-51.pdf
 
 
ข้อมูลจาก สภาทนายความ


แบ่งปันช่วงเวลาพิเศษของคุณด้วย Photo Gallery Windows Live Photo Gallery
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages