![]() |
จะด้วยเสียงบ่นหรืออาการถอดใจต่อระบบการศึกษาไทยที่ “อ่อนด้อย” เด็กที่จบปริญญาตรี “ทำงาน ไม่ได้-ทำงานไม่เป็น” ไม่สามารถตอบโจทย์การสร้าง “คน” ที่ “คิด-อยู่-ดู-ฟัง เป็น” จึงมีคนพยายามสร้าง โรงเรียนทางเลือกสำหรับเด็กและพ่อแม่
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ท่านกล่าวว่า “หลักการสำคัญคือการสร้างพฤติกรรมเคยชินที่เอื้อต่อการบำรุงรักษาธรรมชาติ… เป็นหัวใจของการแก้ปัญหาซึ่งจะต้องเน้นสำหรับเด็ก…
ท่าทีของจิตใจที่ชื่นชมความงามของธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น เมื่อใดที่พฤติกรรมที่ดีมีรากฐานทางจิตใจด้วย พฤติกรรมนั้นจะมั่นคงยั่งยืนคงอยู่เรื่อยไป… ถ้าเป็นพฤติกรรมเคยชินอย่างเดียว แม้จะมีความสุขทางจิตใจมาช่วย แต่ถ้าไม่มีปัญญากำกับ ก็ยังไม่แน่นไม่มั่นคงโดยสมบูรณ์ แต่ยังพอมีปัญญามองเห็นเหตุผลเห็นคุณค่าและเห็นด้วย เกิดความชัดแจ้งด้วยปัญญาของตนเองแล้ว พฤติกรรมก็แน่นถึงที่สุด”
ถ้าพูดถึงการศึกษาวิถีพุทธ คนมักจะนึกถึงการเข้าวัดฟังธรรม แต่พระพุทธศาสนาจะพูดเรื่องการศึกษาว่า “ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต” จึงทำให้คนที่เข้าใจแก่นของหลักพุทธศาสนาจึงมีความมุ่งมั่นว่า โรงเรียนที่มีการเรียนการสอนแบบ “วิถีพุทธ” น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ปกครองและเป็นโอกาสสำหรับ เด็ก ๆ ที่ได้เรียนรู้อย่างบูรณาการ
“ครูอ้อน” บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ทอสี “โรงเรียนวิถีพุทธ” ซึ่งครูอ้อนปลุกปั้นจนวันนี้ครบ 20 ปีแล้ว มีพระอาจารย์ชยสาโรเป็นองค์ประธานที่ปรึกษา ครูอ้อนกล่าวย้ำเรื่องการศึกษาว่า “ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต” แต่เรามาแยกส่วนว่าการศึกษาก็คือส่วนหนึ่ง การพัฒนาชีวิตก็คือส่วนหนึ่งคือการไปที่วัด ซึ่งมันไม่ใช่ มันคือสิ่งเดียวกัน ที่ผ่านมาคนไม่เข้าใจ นึกว่าการพัฒนาการศึกษาเป็นหน้าที่ของครู การพัฒนาชีวิตก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะพาลูกไปบ่มเพาะที่วัด
“ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเข้าใจหลักการว่า ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต มันไม่ใช่ว่าเรียนแต่ในห้องเรียน ทุกลมหายใจมันเป็นการศึกษา ห้องเรียนของเรามันไม่ใช่แค่ห้องเรียนที่โรงเรียน ธรรมชาติก็เป็นห้องเรียน นอกห้องเรียนก็ห้องเรียน บ้านก็เป็นห้องเรียน ตัวสำคัญที่สุดคือตัวเองคือห้องเรียนที่ศึกษาเรื่องภายนอก อาทิ เรื่องการแต่งกายเป็นอย่างไร การสำรวมกาย วาจา เป็นอย่างไร นี่คือห้องเรียนที่เอาตัวเองเป็นห้องเรียน ซึ่งห้องเรียนในตัวเองมี 2 ตัวคือ “กาย กับ ใจ” และ “ห้องเรียนภายใน” เป็นตัวที่สำคัญที่สุด แต่ระบบการศึกษาไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้”
ครูอ้อนกล่าวว่า “ห้องเรียนนี้” เป็นห้องเรียนที่คนมองข้าม และไม่ได้ศึกษาเลย ทำให้มีคำพูดที่ว่าเรียนความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เพราะว่าเราไม่ได้เอาสิ่งที่เราเรียนรู้กลับมาพัฒนาชีวิตของเรา เราขาดการเชื่อมโยง เราเอาปริมาณเป็นตัวตั้ง เรียนเยอะ ๆ เพื่อที่จะไปสอบ ยิ่งรู้มากสอบได้คะแนนเยอะ เราไม่ได้เอาตัว “คุณค่า” เป็นตัวตั้ง แล้วเราก็ไม่ได้เอา “ชีวิต” เป็นตัวตั้ง มันถึงเกิดปัญหาเยอะแยะมากมาย กลายเป็นว่าความรู้แน่นหนา การศึกษาน้อยลง
เมื่อถามถึงการทำหลักสูตรอย่างไรให้สมดุลระหว่างวิถีพุทธกับวิชาการ ครูอ้อนบอกว่า “เราคลำทางอยู่นาน จนกระทั่งไปอ่านหนังสือท่านพระพรหมคุณาภรณ์ การทำสมดุลกับชีวิต วงที่หนึ่งคือตัวเรา วงที่สองคือสังคม บ้าน ครอบครัว ชุมชน วงที่สามคือธรรมชาติ วงที่สี่คือเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นนี่คือ 4 วงที่เราเรียน แต่พอเรียน ๆ มันไม่ใช่ มันบูรณาการไม่ได้ เพราะว่าไม่ว่าเราจะทำอย่างไรเกี่ยวกับตัวเรา มันก็ต้องสัมพันธ์กับชุมชน กับธรรมชาติและเทคโนโลยี จนกระทั่งคุณครูแจ๊ส (พัชนา มหพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ) คิดหลักสูตร “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” มันคือหลักที่ว่าไม่ว่าทำอะไรมันจะมีผลกระทบเป็นเหตุต่อเนื่องถึงกัน ทุกอย่าง
![]() |
การศึกษาที่ผ่านมามุ่งเอาวิชาเป็นตัวตั้ง มิได้เอาชีวิตหรือจิตใจของมนุษย์เป็นตัวตั้ง จึงเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งนอกตัวของมนุษย์เท่านั้น และเป็นการเรียนรู้แบบแยกส่วน ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนได้ “รู้จักตน” เพื่อ “พัฒนาตน” จึงเกิดเป็นปัญหาต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งเชิงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ย้อนกลับมาทำลายตนเองกันอย่างปัจจุบัน
“การเรียนรู้แบบเชื่อมโยง” จึงเป็น “คำตอบ” และ หลักการ” ที่สำคัญในการจัดการศึกษาของโรงเรียนทอสี เป็นหลักสูตรสำหรับอนุบาลจนถึงประถม เป็นการเรียนปูพื้นฐานเรื่องของการสร้างพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงาม คือเรียนรู้เรื่องของตัวเราเอง บทเรียนสุดท้ายมันจะเป็นบทเรียนที่ “แกะสลักชีวิต” เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาคนอื่นเขาช่วยแกะให้คุณ แต่ต่อไปนี้คุณต้องแกะสลักตัวของคุณเอง คุณต้องการให้ชีวิตคุณเป็นแบบไหน ที่ผ่านมาสิ่งที่คุณครูให้เทคนิค พ่อแม่ให้เทคนิค คุณเข้ามหาวิทยาลัยคุณต้องรู้จักตัวคุณเอง จะพัฒนาชีวิตของคุณเองอย่างไร”
เมื่อถามว่าห้องเรียนของ “ทอสี” ต่างจากห้องเรียนที่อื่นอย่างไร ครูอ้อนย้ำว่า ถ้าเราพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม เด็กไม่มีทางจะขาดวิชาความรู้ทางวิชาการ เพราะวิชาชีวิต เราพัฒนาชีวิต เราปลูกฝังเรื่องการเป็นนักสังเกต เป็นนักใฝ่รู้ ฝึกให้เด็กตั้งคำถาม หรือคุณครูตั้งคำถาม เรากระตุ้นเด็กให้รู้จักช่างสังเกต สังเกตธรรมชาติ สังเกตภาษา เรียนรู้ “หลักสูตรภาษาชีวิต”
“เป็นการเรียนรู้ตัวเองผ่านสิ่งที่ใกล้ตัว เด็กเรียนรู้ภาษาจากชีวิตแรกของเขา เช่น กินนมอะไร ใช้แป้งอะไร ใช้รถยี่ห้ออะไร สิ่งเหล่านั้นสะกดอย่างไร หรือเรื่องของปฏิทิน ชื่อเดือน ชื่อวัน ไม่ใช่เรื่องยาก เช่น…เราจะมีแข่งกีฬาสีนะ เราจะแข่งเดือนธันวาคม เดือนนี้เดือนพฤศจิกายน ลองนับวันยังมีอีกวันกว่าไปถึงวันแข่งกีฬาสี เรานับเรื่องของจำนวน จากวัน จากปฏิทิน เราเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะนั้นเรียนแบบเรียนจากชีวิต ไม่ใช่เรียนจากตำรา เพราะฉะนั้นเรามีบทเรียนชีวิตที่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราอาศัยแต่บทเรียนที่อยู่ในตำรา จากห้องเรียน เด็กไม่มีทางเก่งได้”
หรือเราสวดมนต์ทุกเช้า ถามว่าเราเป็นชาวพุทธเรารู้หรือไม่ว่า “พุทธะ” แปลว่าอะไร บทสวดมนต์อันนี้จะพาเราไปรู้จักคำว่าพุทธะ แปลว่าผู้รู้ทุกสิ่ง ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพราะนั้นเด็กจะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราต้องเข้าใจความหมายของคำด้วย แล้วเราสามารถจะเชื่อมโยงชีวิตว่า อ้อ… เวลานี้คุณเป็นผู้ตื่น เวลานี้คุณเป็นผู้รู้หรือเปล่า
หรือเอาสิ่งที่เป็นชีวิตประจำวันของเขามาเรียน ใช้ตารางสอนมาเป็นบทเรียนในชีวิตได้ทันที อ้อ…วันพุธ เวลา 11.00 น. คุณเรียนวิชาอะไร นี่คือการอ่านตารางแมทริกซ์จะเชื่อมโยงไปสู่การอ่านแผนที่ การอ่านกราฟ หรืออะไรต่าง ๆ นี่คือพื้นฐาน
หรือตารางสอนเป็นประโยชน์มาก เด็กเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แต่เด็กไม่รู้ว่าวิชาวิทยาศาสตร์สะกดอย่างไร ก็ไปหาคำตอบได้จากคำว่าวิทยาศาสตร์จากตารางสอน หรือภาษาอังกฤษ เด็กสะกดอังกฤษด้วย ด.เด็กก็เรียนรู้ว่า อังกฤษ สะกดด้วย ษ เพราะฉะนั้นเด็กจะกลับไปเรียนรู้จากสิ่งที่ปรากฏอยู่
หรือตารางรถไฟภาษาอังกฤษจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ แล้วถามเขาว่าถ้าคุณต้องการขึ้นรถไฟจากอยุธยาไปเชียงใหม่ คุณต้องการออกจากอยุธยาเวลาเช้า ถามว่ามีเที่ยวรถไฟเที่ยวกี่โมง …เด็กก็ต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จากกรุงเทพฯ…ไปรังสิต …เที่ยวนี้ถ้าเป็นรถด่วนไม่แวะอยุธยา ถ้าเป็นช่วงเช้ามีเที่ยวเดียวหรือสองเที่ยว เขาก็ต้องศึกษา อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีวิต นี่เอาของจริงไม่ใช่ตำรา แล้วมันจะโยงเรื่องของคณิตศาสตร์ก็ได้ เที่ยวนี้ถึงเที่ยวนี้ใช้เวลากี่ชั่วโมง แล้วก็ได้เรียนภาษาต่างประเทศด้วย
เหล่านี้เป็นบทเรียนที่มาจากในหนังสือกับบทเรียนที่อยู่ในวิถีชีวิต เพราะว่าเราต้องการให้เด็กของเรามีพฤติกรรมคุ้นเคยกับสิ่งที่ดีงาม ในการที่สังเกตสิ่งแวดล้อมที่รอบตัว เรากำลังสร้างสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าเราเรียนแต่วิชาการมันไม่มีโอกาสที่จะสร้างพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงาม ได้ ได้แต่ตอบแต่ข้อสอบ ทำแต่คะแนนได้ดี
ฉะนั้นพฤติกรรมคุ้นเคยจะเป็นตัวฐานที่สร้างตั้งแต่เล็ก ๆ ไม่ใช่มาสร้างเอาตอนโต ถ้าใช้หลักสร้างพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงาม ตั้งเล็ก ๆ ทำไมฝรั่งถึงชอบอ่านหนังสือ ทำไมฝรั่งถึงเป็นคนที่ชอบช่วยตัวเอง เขาจะหยิบอะไรกิน เขาต้องรู้ เขาต้องอ่านฉลากต่าง ๆ แต่คนไทยไม่ต้องเลย เด็กอยากกินอะไรไม่ต้องอ่าน ทุกอย่างมันอยู่ในจานเรียบร้อยแล้ว คุณไม่ศึกษาว่าหมดอายุเมื่อไหร่ มันมีส่วนผสมของอะไรบ้าง
วิถีชีวิตคนไทยไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือไม่ได้ให้คุณค่าของการที่เรามีความรู้รอบตัวเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนค่านิยมคนไทย และเราจะต้องมาให้คุณค่ากับเด็กที่ให้ความสำคัญ หรือให้คุณค่ากับเด็กที่มีพฤติกรรมกับการคุ้นเคยที่ดีงาม เช่น มีความขยัน มีความอดทน มีลักษณะที่เป็นผู้ช่างสังเกต
“เราต้องมาสร้างค่านิยมของสังคมให้เกิดขึ้น ถ้าเราไม่มาเชิดชูสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีทางที่คนไทยจะเก่งกว่านี้ มัวเอาแต่คะแนนค่านิยมเดิม ๆ ขอให้รวย ๆ เป็นเจ้าคนนายคน มุ่งไปอย่างนี้”
เมื่อถามว่าการสร้างเด็กให้มีค่านิยมเก่า ๆ เขาจะอยู่ในสังคมยากไหม ครูอ้อนเชื่อว่า “เขาน่าจะเข้าใจสภาพสังคม เขาจะเป็น ผู้นำสังคม ไม่ใช่เป็นผู้ตาม และไม่เชื่อว่าเด็กจะอยู่ยาก การศึกษาแบบวิถีพุทธทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น 1.เข้าใจตัวเอง 2.เข้าใจ คนอื่น และ 3.ยอมรับผู้อื่นมากขึ้นว่า สมมติว่าเรามาถกเถียงด้วยความคิดที่เอาชนะคะคานกัน พี่จะไม่เอาชนะคะคานกับความคิด ของใคร เพราะถือว่าเหตุปัจจัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน และไม่มีความคิดของใครถูกหรือผิด เพราะฉะนั้นการที่คุณมาโต้เถียงกัน และพยายามเอาชนะคะคานกัน นั่นคือการที่คุณเอาตัวตนของคุณมาทะเลาะกัน”
“แต่ในความเป็นจริง ความคิดมันก็คือแค่ความคิด ถ้าเขาคิดต่างจากเรา นั่นคือสิ่งที่เราต้องยอมรับ จะไปหวังให้ใครทุกคนมามี ความคิดเหมือนกับเรา แล้วเป็นพวกเรา ไม่ใช่ และคนที่คิดเหมือนเราคือพวกเราหรือเปล่า มันก็ไม่ใช่ มันก็ไม่แน่ ในอนาคตอาจจะ ไม่เหมือนกันก็ได้ เขาไม่เหมือนหรือเราอาจจะไม่เหมือนเขาก็ได้ เราจะมาเอาเป็นเอาตายกับเรื่องความคิดมันก็ไม่ได้ ทุกวันนี้ทุกคนเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองว่าของฉันถูกของเธอผิด แต่เมื่อไหร่ที่เราศึกษาพุทธศาสนาแล้ว ทำให้เราจะรู้ว่าความคิดมันเล่นตลกกับเราตลอดเวลา แล้วมันไม่ใช่ของใคร ของคนใดคนหนึ่ง และการที่เราคิดได้ตรงนั้นไม่ใช่ว่าเราเก่ง เพราะเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้ เราคิดตรงนั้นได้ แต่คนอื่นที่คิดไม่ได้ เพราะเหตุปัจจัยที่ไม่สามารถทำให้เขาคิดตรงนั้นได้ ทำให้เรามีเมตตากับเขามากขึ้น ทำให้เรายอมรับเขามากขึ้น”
ในประเด็นนี้ ดร.วิทิต รัชชตาตะนันท์ กล่าวเสริมว่า “ถ้าพูดระดับลึก ๆ คือการที่เราคิดดี ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนดี เพราะว่าความคิดก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย และอย่ามาโยงกับความเป็นตัวตนของเรา คิดดีก็คือเป็นความคิดที่ดี หรือถ้าคิดชั่วก็เป็นความคิดที่ชั่ว แต่ไม่ใช่พอคิดชั่วปุ๊บ คนนี้เป็นคนชั่ว เพราะว่าคนมันเปลี่ยนกันได้ ประเด็นนี้ถ้าแยกแยะตรงนี้แล้ว ก็จะเข้าใจชัดขึ้น และโอกาสที่เราจะเข้าอกเข้าใจคนอื่น เห็นอกเห็นใจ มีเมตตาคนอื่นก็จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าวันนี้คิดชั่ว คนนี้คิดชั่วแล้วชั่วตลอด คบไม่ได้ …ไม่ใช่ ถ้าคุณคิดอย่างนั้นมันก็จบ ต่อไปนี้ทำอะไรผิดทีเดียวแล้วจะไม่มีทาง คบค้ากันได้แล้ว หรือถ้าเราทำอะไรถูก ทำอะไรดี ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนที่ดีตลอดไป เปลี่ยนไม่ได้ ไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นก็เหมือนกับเราต้องประมาท ถ้าเรารู้ เราจะระวัง ไม่ประมาทเราต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ”
“ท่านอาจารย์ชยสาโรเคยเล่าว่า ท่านเทศน์แล้ว มีคนมา กราบท่าน บอกว่าวันนี้ท่านเทศน์ดีจริง ๆ ท่านถามว่าดีอย่างไร เขาบอกว่าสิ่งที่ท่านเทศน์ มันตรงกับที่ผมคิดเลย ท่านก็บอกว่า อ๋อ เหรอ มันจะเป็นอย่างไรถ้าเราผิด ทั้งคู่”
ดังนั้นหลักสูตรบ่มเพาะชีวิต ยึดหลักการ 2 นอก 2 ใน 2 ระดับ “2 นอก” คือ 1.พัฒนาความสัมพันธ์กับโลกวัตถุ สอนให้เด็กกินอยู่ดูฟังเป็น ท่านพระพรหมคุณาภรณ์บอกว่า การศึกษาเริ่มต้นเนื่องจากการกินอยู่เป็น นี่คือเป็นที่หนึ่ง ถ้ายังกินไม่เป็นถือว่ายังไม่มีการศึกษา
การ “กินเป็น” หมายถึง การรู้ว่าอะไรมีคุณค่า อะไรไม่มีคุณค่า และกินให้สมดุลกัน แค่คำว่า “กิน” คำเดียวก็สามารถนำมาศึกษาได้เยอะมาก รวมไปถึงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม การกินหอยเม่นดิบ รู้เลยว่านี่เป็นการเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เบียดเบียนชีวิตไปอีกเท่าไหร่
การศึกษาวิถีพุทธนำไปสู่เรื่องคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม ฉะนั้น กินอยู่ดูฟังเป็น เป็นคุณค่าแท้ จะหมายถึงการบริโภคทั่ว ๆ ไปด้วย
“นอกที่ 2″ คือความสัมพันธ์กับสังคม คือสอนให้สื่อสารเป็น เรื่องการสื่อสาร เช่น การพูดจริง ไม่จริง เป็นประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์ ถูกกาลเทศะ ไม่ถูกกาลเทศะ สุภาพ ไม่สุภาพ เจตนาดี เจตนาไม่ดี ถ้าจะ “สื่อสารเป็น” ต้องครบหมด บางคนพูดสิ่งที่เป็นความจริง แต่ไม่เป็นประโยชน์ มีเจตนาไม่ดี เพราะต้องการประจานคนอื่น เป็นต้น
“2 ใน” คือ 1.พัฒนาจิตใจ ให้สุขง่าย สุขเป็น ทุกข์ยาก ๆ 2.ปัญญาเป็นเรื่องที่คิดเป็น คิดอย่างไรให้ได้คุณค่าที่แท้จริง
“2 ระดับ” คือ 1.ระดับนักเรียน 2.ระดับครู และผู้ปกครอง อันนี้เป็นทัศนคติ เป็นเรื่องวิถีชีวิต เป็นเรื่องที่ต้องฝึกหัดขัดเกลา ทั้งเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ทุกคนต้องเป็นถ้วยน้ำ ก็พร้อมที่จะรับน้ำเพิ่ม ต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
นี่คือหลักสูตรวิถีพุทธที่จะพาคุณไปสู่ผู้ใฝ่รู้ มีฐานที่ดี มีรากแก้วที่ดี !