• สำรวจค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการ 10 กลุ่มธุรกิจหลักของประทศ
• กลุ่มธุรกิจที่มีการปรับเงินเดือนสูงสุด 5 อันดับแรก • เปอร์เซ็นต์การปรับเงินเดือน โบนัส อุตสาหกรรมไหนมากที่สุด • แนวโน้มการว่างงานของคนไทย เพิ่มขึ้นหรือลดลง
กว่า 10ปีที่ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทยได้สำรวจอัตราค่าจ้างเงินเดือนเป็นประจำทุกปี และในปี 2554/2555 ทางสมาคมฯ โดยประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร หัวหน้าโครงการสำรวจอัตราค่าจ้าง ได้รวบรวมข้อมูลด้านการบริหารค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการ โดยมีบริษัทเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 149 บริษัท จำนวน 1 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 25 บริษัท, พลาสติก-เคมี-ยาง-หนัง-ปิโตรเลียม-แก๊ส 25 บริษัท, ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 16 บริษัท, พาณิชยกรรม 12 บริษัท, อาหารและเครื่องดื่ม 12 บริษัท, ค้าปลีก 9 บริษัท, การขนส่ง 9 บริษัท, โลหะและเหล็ก 8 บริษัท, และอื่นๆ 18 บริษัท
บริษัทที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดเป็นองค์การขนาดใหญ่ที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 4,000 ล้านบาท คิดเป็น 32.58% รองลงมาคือ องค์การที่มีรายได้ขนาดกลาง รายได้ต่อปี 501-1,000 ล้านบาท คิดเป็น 19.7% และรายได้ระหว่าง 101-500 ล้านบาทคิดเป็น 18.18%
ด้านอัตราแรกจ้างสำหรับผู้ที่จบการศึกษาใหม่ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีระยะเวลาการทดลองงานอยู่ที่ 119 วัน 74 บริษัท และ 120 วัน 40 บริษัท 90 วัน 18 บริษัท และ 180 วัน 8 บริษัท ผลการสำรวจอัตราเงินเดือนแรกจ้างแบ่งตามวุฒิการศึกษาพบว่า ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช. สายเทคนิคอยู่ที่ 6,950 บาท สายพาณิชย์ 6,600 บาท, ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปวส. หากเป็นสายเทคนิคอยู่ที่ 8,000 บาท ถ้าเป็นสายพาณิชย์ 7,650 บาท ระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมอยู่ที่ 15,000 บาท สาขาวิทยาศาสตร์ 13,000 บาท สาขาคอมพิวเตอร์ 12,750 บาท สาขาบริหารธุรกิจ 11,000 บาท สาขาบัญชี 12,000 บาท สาขาสังคมศาสตร์ 10,308 บาท ระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรม เงินเดือนแรกจ้างอยู่ที่ 18,235 บาท สาขาวิทยาศาสตร์ 17,260 บาท สาขาคอมพิวเตอร์ 17,000 บาท สาขาบริหารธุรกิจ 15,000 บาท สาขาบัญชี 16,000 บาท และสาขาสังคมศาสตร์ 15,000 บาท
การขึ้นเงินเดือนประจำปี 2555 เฉลี่ยของทุกกลุ่มธุรกิจอยู่ที่ 5.8% โดยกลุ่มธุรกิจที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนสูงที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ กลุ่มอื่นๆ 7.33%, กลุ่มการขนส่ง 6.57%, กลุ่มโลหะและเหล็ก 6%, กลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 5.95% และกลุ่มพาณิชยกรรม 5.93%
สำหรับการจ่ายโบนัสคงที่ทุกกลุ่มธุรกิจเฉลี่ย 1.89 เดือน กลุ่มธุรกิจที่มีการจ่ายโบนัสคงที่สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 6.35 เดือน, กลุ่มก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ 2 เดือน , กลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 1.80 เดือน, กลุ่มพลาสติก เคมี ยาง หนัง ปิโตรเลียม แก๊ส 1.7 เดือน กลุ่มการขนส่ง 1.5 เดือน
ส่วนการจ่ายโบนัสผันแปรประจำปีโดยเฉลี่ยทุกกลุ่มอยู่ที่ 2.56 เดือน กลุ่มธุรกิจที่มีการจ่ายโบนัสผันแปรสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ กลุ่มโลหะและเหล็ก 4 เดือน, กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 3.7 เดือน, กลุ่มการขนส่ง 3.25 เดือน, กลุ่มพลาสติก เคมี ยาง หนัง ปิโตรเลียม แก๊ส 2.66 เดือน กลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 2.37 เดือน
ขณะที่การจ่ายโบนัสคงที่และโบนัสผันแปรรวมประจำปี โดยเฉลี่ยทุกกลุ่มอยู่ที่ 2.79 เดือน กลุ่มที่มีการจ่ายโบนัสรวมสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 4.99 เดือน, กลุ่มโลหะและเหล็ก 4 เดือน, กลุ่มพลาสติก เคมี ยาง หนัง ปิโตรเลียม แก๊ส 2.92 เดือน, กลุ่มการขนส่ง 2.67 เดือน ส่วนกลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 2.58 เดือน
จากผลสำรวจเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553/2554 นั้น พบว่าเปอร์เซ็นต์ของการขึ้นเงินเดือน โบนัสคงที่ และโบนัสผันแปรนั้นมีแนวโน้มที่จะปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจดังกล่าวเป็นผลที่ได้จัดทำขึ้นก่อนหน้าการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ดังนั้น ผลพวงจากอุทกภัยดังกล่าวอาจทำให้การขึ้นเงินเดือน โบนัสคงที่ หรือโบนัสผันแปร ของแต่ละบริษัทนั้นลดต่ำลงไปอีก โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายของแต่ละบริษัทเป็นสำคัญ
มาถึงสรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มในปี 2555 จากรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า แนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2555 อยู่ที่ร้อยละ 4.1 เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 2.5 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ซึ่งลดลงจากปี 2554 ดังตาราง
| นอกจากนี้ได้มีการประมาณการเศรษฐกิจไทยของหน่วยงานวิจัยต่างๆ ส่วนหนึ่งสำรวจโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (ประเทศไทย) และส่วนหนึ่งรวบรวมโดยธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ค่าเฉลี่ยของผลประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2554 และ 2555 ลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อน
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคของประเทศเดือนตุลาคม 2554 เท่ากับ 113.07 สูงขึ้นจากเดือนกันยายน 2554 ร้อยละ 0.19 และสูงขึ้นจากเดือนตุลาคม 2553 ร้อยละ 4.19 เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ยังไม่สูงมากนักจากการดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดของกระทรวงพาณิชย์ และเทียบเฉลี่ยระยะ 10 เดือน (มกราคม – ตุลาคม 2554 กับช่วงระยะเดียวกันปี 2553) สูงขึ้นร้อยละ 3.79 ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2554 เท่ากับร้อยละ 3.2-3.7 โดยมีปัจจัยเสี่ยงของภาวะเงินเฟ้อมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งกระทบต่อแหล่งผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งการขนส่งต่างๆ
ในส่วนของอัตราการว่างงานจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า มีแนวโน้มที่ต่ำลงเนื่องจากการเติบโตจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงต้นปีแรก โดยมีรายละเอียด ดังนี้
|
| |