ความรู้เรื่องอัคคีภัย |
||
|
ความรู้ เรื่องอัคคีภัย คัดลอกมาจากสมาคมอาสาสมัคร บรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย http://members.spree.com/fire_rescue/public.htm |
||
|
|
หลัก การป้องกัน และระงับอัคคีภัย 1. กำจัดสาเหตุ 2. คุมเขตลุกลาม 3. ลดความสูญเสีย การ ป้องกันไฟ คือ การกำจัดองค์ประกอบของไฟ และการดับไฟ คือ การกำจัดองค์ประกอบของไฟเช่นกัน เอาละครับทีนี้เรามาทำความ เข้าใจความหมายของ "3-4-6 เดินชิดขวารักษาชีวิต" เลข 3 คือ องค์ประกอบของไฟ ซึ่งประกอบด้วย 3 อย่างคือ 1. อากาศที่มี ออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 16% 2. เชื้อเพลิง ส่วนที่เป็นไอ 3. ความร้อนเพียงพอที่จะทำให้เกิดการลุกไหม้ ดังนั้นวิธีการดับไฟจึงมี อย่างน้อย 3 วิธีด้วยกัน คือ 1.ทำให้อากาศขาดออกซิเจน 2.ตัดเชื้อเพลิง และ 3.ลดความร้อน เลข 4 คือ ประเภทของไฟ มี 4 ประเภท ไฟ ประเภท A คือไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของแข็ง เช่น ฟืน ฟาง ยาง ไม้ ฝ้า กระดาษ พลาสติก รวมทั้งตัวเราเอง วิธี การดับที่ดีที่สุดคือ การลดความร้อน (ใช้น้ำ) ไฟ ประเภท B คือไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของเหลวและก๊าซ เช่น น้ำมันทุกชนิด แอลกอฮอล์ ทินเนอร์ ยางมะตอยและก๊าซติดไฟ วิธี การดับที่ดีที่สุดคือ การทำให้อับอากาศ โดยคลุมดับ,ใช้ผงเคมี,โฟม ไฟ ประเภท C คือไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของแข็งที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด การอาร์ค การสปาร์ค วิธี การดับที่ดีที่สุดคือ ตัดกระแสไฟฟ้าแล้วจึงใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไล่ออกซิเจน ไฟ ประเภท D คือไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นโลหะและสารเคมีติดไฟ เช่น วัตถุระเบิด,ปุ๋ยยูเรีย(แอมโมเนียมไนเตรด) ผงแมกนิเซียม,ผงอลูมิเนียม วิธีการดับดีที่สุดคือ การทำให้อับอากาศขาดออกซิเจน เลข 6 คือ ชนิดของเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (ถือหิ้ว) เครื่องดับเพลิงมีมากกว่า 20 ชนิดแต่ที่นิยมใช้ในประเทศไทย มี 6 ชนิดคือ 1. เครื่องดับเพลิงชนิดกรดโซดา (นิยมบรรจุในถังสีแดง ไม่มีสาย ไม่มีดันบีบ) การใช้ต้องทำให้หลอดบรรจุโซดาแตก เพื่อทำปฏิกิริยากับน้ำ ให้เกิดแก๊สขับดัน ซึ่งยุ่งยากซับซ้อนตรวจสอบยาก ปัจจุบันไม่นิยมใช้ไม่มีจำหน่ายในเมืองไทยแล้ว ใช้ดับไฟประเภท A อย่างเดียว
2.เครื่องดับเพลิงชนิดฟองโฟม (นิยมบรรจุถังสีครีม หรือ ถังสแตนเลสมีหัวฉีดเป็นฝักบัว) บรรจุน้ำยาโฟมผสมกับน้ำ แล้วอัดแรงดันเข้าไว้ เวลาใช้ เมื่อบีบคันบีบ แรงดันจะดันน้ำผสมโฟมผ่านหัวฉีดคล้ายฝักบัวพ่นออกมาเป็นฟอง พุ่งไปปกคลุมบริเวณ ที่เกิดเพลิงไหม้ ทำให้อับอากาศและลดความร้อน ใช้ดับไฟประเภท B และ A ![]() 3.เครื่องดับเพลิงชนิดน้ำสะสมแรงดัน (นิยมบรรจุถังสแตนเลส) บรรจุน้ำอยู่ในถังแล้วอัดแรงดันเข้าไว้ จึงเรียกว่า น้ำสะสมแรงดัน ใช้ดับไฟเฉพาะประเภท A 4.เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ซีโอทู (นิยมบรรจุถังสีแดง มีกระบอก) บรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไว้ในถังที่ทนแรงดันสูง ที่ปลายสายฉีดจะมีลักษณะเป็นกระบอกหรือกรวยเวลาฉีดดับเพลิงจะมีเสียงดังเล็ก น้อย พร้อมกับพ่นหมอกหิมะ ออกมาไล่ความร้อนและออกซิเจนออกไป ควรใช้ภายในอาคารโดยเข้าฉีดใกล้ฐานของไฟให้มากที่สุด เมื่อใช้งานแล้วจะไม่มีสิ่งสกปรก หลงเหลืออยู่ ใช้ดับไฟประเภท C และ B 5.เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (นิยมบรรจุถังสีแดง) บรรจุผงเคมี ซึ่งมีหลายชนิด หลายคุณภาพไว้ในถังแล้วอัดแรงดันเข้าไว้ เวลาใช้ผงเคมีจะถูกดันออกไปปกคลุมไฟทำให้อับอากาศ ควรใช้ภายนอกอาคาร เพราะผงเคมีเป็นฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย ทำให้เกิดความ สกปรก อาจทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหายได้ ใช้ดับไฟได้ดี คือ ประเภท B ผงเคมีไม่เป็นสื่อไฟฟ้า สามารถฉีดดับไฟประเภท C ได้ (แต่อุปกรณ์ไฟฟ้าอาจเสียหายได้) การดับไฟประเภท A ต้องมีความชำนาญและควรใช้น้ำดับถ่าน ![]() 6.เครื่องดับเพลิงชนิดน้ำยาเหลวระเหย บีซีเอฟ ฮาลอน 1211 (นิยมบรรจุถังสิเหลือง) บรรจุน้ำยาเหลวระเหยชนิด โบรโม คลอโร ไดฟลูโอโร ซึ่งเป็นสาร ซีเอฟซี ไว้ในถังใช้ดับไฟได้ดี แต่มีสารพิษและปัจจุบันองค์การสหประชาชาติประกาศให้เลิกผลิต พร้อมทั้งให้ทุก ประเทศลดการใช้จนหมดสิ้น เพราะเป็นสารที่ทำลายสิ่งแวดล้อมโลก ใช้ดับไฟประเภท C,B และประเภท A ซึ่งต้องมีความชำนาญ
การ ตรวจสอบแรงดันในถังดับเพลิง ถ้ามีมาตรวัด ต้องดูที่เข็ม "เข็มตั้งยังใช้ได้ เข็มเอียงซ้ายไม่ได้การ" หากแรงดันไม่มีเข็มจะเอียงมาทางซ้าย ต้องรีบนำไปเติมแรงดัน อย่าติดตั้งไว้ให้คนเข้าใจผิดว่ายังใช้ได้ ถ้าไม่มีมาตรวัด (ซีโอทู) ใช้วิธีชั่งน้ำหนักก๊าซที่อยู่ในถัง หากลดลงต่ำกว่า 70% ควรนำไปอัดเพิ่ม
การ ติดตั้งเครื่องดับเพลิง ควรติดตั้งสูงจากพื้นดิน ถึงส่วนที่สูงที่สุดของเครื่องดับเพลิงไม่เกิน 150 ซม. เพื่อให้ทุกคนสามารถหยิบใช้ได้สะดวก และควรมีป้าย ชี้ตำแหน่งที่ตั้งเครื่องดับเพลิงไว้เหนือเครื่องดับเพลิงเพื่อให้มองเห็น ชัดเจน เครื่องดับเพลิงทุกเครื่องที่ติดตั้งในประเทศไทยต้องมีรายละเอียดเป็นภาษา ไทย "เดิน ชิดขวา" เป็นหลักสากลในเรื่องทิศทางการเดินอย่างปลอดภัย คือ ให้เดินสวนทิศทางของรถยนต์ ประเทศไทยเรารถวิ่งชิดซ้าย คนจึงต้องเดินชิดขวา เพื่อจะได้แลเห็นกันทั้งรถทั้งคน อีกทั้งในกรณีฉุกเฉินที่มีฝูงชนจำนวนมาก การหนีภัยจะได้รับความปลอดภัยมากขึ้น ไม่เกิดการชน หรือ กีดขวางทางกัน ยามวิกฤติ จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมากในสถานที่คับแคบ ให้ใช้คำบอกกล่าวว่า "เดินชิดขวา-แถวเรียงเดี่ยว-ห้ามดึง-ห้ามดัน-ห้าม ผลัก-ห้ามแซง ก้มหัวต่ำ"(ในกรณีมีควัน) ลด ความสูญเสีย ด้วยการ สำรวจตรวจตรา จัดหาเครื่องมือ ฝึกปรือผู้ใช้ สำรวจตรวจตรา อุปกรณ์ต่างๆ ว่ายังทำงานได้หรือไม่
จัดหาเครื่องมือ เมื่อสำรวจแล้วว่ายังขาดสิ่ง ใด ควรจัดซื้อ จัดหาตามความเหมาะสม ฝึกปรือผู้ใช้ เมื่อมีอุปกรณ์แล้ว ควรฝึกอมรมให้บุคลากรมีความรู้โดยเน้นว่า "อย่าเพียงชมการสาธิต แล้วคิดว่ารู้ คนรู้จะต้องฝึก" และต้องทำแผนฉุกเฉิน และทำการฝึกซ้อมตามแผนนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ เอาละครับหากท่านทนอ่านมาได้ถึงตรงนี้ ท่านคงได้ความรู้ติดไปบ้างไม่มากก็น้อย เรื่องของอัคคีภัยนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดได้เป็นสิ่ง ดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่าโจรปล้น 10 ครั้งไม่เท่ากับไฟไหม้ครั้งเดียว ก่อนจะจบผมฝากกลอนเล็กๆ น้อยไว้เตือนใจ
บ้านเมืองจะปลอดภัย เพราะผู้ใหญ่เป็นสำคัญ รู้จริงและร่วมกัน อย่าเพียงฝันวันวันไป คนรู้จะต้องฝึก อย่าเพียงนึกว่าง่ายดาย หางกระดิก เพราะหัวส่าย อย่ารอตายแล้วจึงเตรียม | |