Bangkokbiznews : DPM Trairong and Economic Policy : Focus on Renewables, Logistics and Irrigation

3 views
Skip to first unread message

Dr.Samai Jai-Indr

unread,
Jan 20, 2010, 9:06:40 PM1/20/10
to bioenergygroup

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯด้านเศรษฐกิจให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อใน"เครือเนชั่น"เกี่ยวกับแนวทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว 30-40ปีข้างหน้า

นายไตรรงค์ ชี้ว่า "นโยบายด้านเศรษฐกิจที่จะดำเนินการนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ต้องมองว่าในอนาคตลูกหลานจะอยู่อย่างไร ต้องแยกเป็นเรื่องๆ ขณะนี้ ตนกำลังวาดภาพอยู่ว่าอีก 30-40 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เราคงเลือกไม่ได้ว่าจะเลือกอุตสาหกรรม หรือภาคเกษตรอย่างใดอย่างหนึ่ง คิดว่าทั้งสองเรื่องต้องไปพร้อมกัน และต้องสร้างสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ที่เราจะทำจะมีของเก่าที่ทำไว้แล้ว 90% ที่จะนำมาโมดิฟาย และเพิ่มเติมของใหม่เข้าไปอีก 10%"

โดยเริ่มจากเรื่อง น้ำมัน มีการคาดการณ์กันว่าอีกไม่เกิน 40 ปี น้ำมันจะหมดโลกหากไม่มีการค้นพบแหล่งใหม่ ถ้าเราประเมินว่าอีก 40 ปีน้ำมันในโลกจะหมดไป 75% ยังเหลืออยู่ 25% ราคาน้ำมันก็ต้องทะยานขึ้นอยู่แล้ว เมื่อคิดอย่างนี้ก็ต้องมาเตรียมตัว ซึ่งโชคดีที่ประเทศไทยปลูกพืชอะไรก็ขึ้น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงชี้ทางสว่างให้เราเห็นว่าประเทศไทยต้องยึดภาคเกษตรเป็นหลัก เราจะพัฒนาอะไรขึ้นมาต้องยึดภาคเกษตรเป็นฐาน

ดังนั้น เราต้องมาดูเรื่องพลังงานทดแทน ควรจะนำพืชเกษตรทั้งมันสำปะหลัง กากน้ำตาล ปาล์มน้ำมันมาแปรสภาพเป็นไบโอดีเซล เอทานอล อย่างน้อยต้องทำให้ได้ 50% ของการใช้พลังงานในประเทศ เมื่อมีเป้าหมายอย่างนี้แล้วก็จะรู้ในอีก 3 ปี หรือ 5 ปีข้างหน้า จะต้องมีการผลิตหรือสร้างโรงงานจำนวนเท่าใด ถ้าฝ่ายนโยบายไม่ชี้ชัดลงไป ส่วนราชการก็จะไม่เจรจากัน ต่างคนต่างไม่ทำ จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงเกษตรฯ ไปกำหนดปริมาณการผลิตพลังงานทดแทนและการปลูกพืชพลังงานให้สอดคล้องกัน และลงนามบันทึกความเข้าใจซื้อขายสินค้าในราคาที่เกษตรกรพอใจ โดยรัฐบาลจะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทั้งหมด มาผลิตเป็นพลังงานทดแทน

นายไตรรงค์ ย้ำว่า การพัฒนาเรื่องพลังงานทดแทนไม่กระทบกระเทือนต่อการผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน เราต้องเพิ่มศักยภาพการผลิตอาหารควบคู่ไปด้วย ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการเรื่องอาหารและพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติอาหารและพลังงานของโลก ได้สั่งให้ฝ่ายเลขานุการที่มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรให้ไปจัดทำแผนผลิตสินค้าเกษตร ว่า ตรงไหนควรผลิตอะไร อย่างไร รวมทั้งให้ไปดูเรื่องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การเพิ่มผลผลิต แต่ไม่ใช่การขยายพื้นที่การผลิตเพิ่มขึ้น
 สำหรับแนวทางการเพิ่มศักยภาพการผลิตอาหารนั้น สิ่งสำคัญ คือ ต้องพัฒนาระบบชลประทาน 24 ล้านไร่ที่มีอยู่ให้เต็มที่ เพราะปัจจุบันแผนของประเทศมีเยอะ แต่ไม่ได้นำเอามาปฏิบัติเป็นพวกนาโต No Action Talk Only อย่างเขตชลประทานในเมืองไทย คนก็จะท่องว่าเมืองไทยมีเขตชลประทาน 30 ล้านไร่ ตนถามกรมชลประทานว่าเขตชลประทานมีเท่าไร เขาบอกว่ามี 28 ล้านไร่ เมื่อเช็ครายละเอียดจริงมีเพียง 24 ล้านไร่ แต่ใน 24 ล้านไร่มีเขตชลประทานจริงๆ 12 ล้านไร่ อีก 12 ล้านไร่ยังไม่ได้ทำ ความจริงถ้าเราทำเขตชลประทานให้ได้ 24 ล้านไร่ จะทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว นอกจากนี้ ก็จะต้องพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ 60 ล้านไร่ ที่อยู่ในภาคอีสาน ตามแนวพระราชดำริแก้มลิง

ส่วนการวางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมที่ผ่านมา เรามียุทธศาสตร์อุตสาหกรรมที่ดีอยู่เยอะ แต่ไม่ปฏิบัติ ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด คือ ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมปี 2541-2545 ที่มีอยู่ 9 แผนงาน และได้วางแผนปรับปรุงพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน 440 โครงการ แต่ทำจริงเพียง 50 โครงการแล้วเลิก พอเลิกแล้วความสามารถภาคอุตสาหกรรมก็สู้เขาไม่ได้ เพราะต้นทุนการผลิตแพง ก็ไปเขียนยุทธศาสตร์ใหม่อีก คือ ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมปี 2548-2551 แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรกับแผน จึงต้องเอายุทธศาสตร์ทั้งหมดมาดูใหม่

นอกจากนั้น ต้องวางยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ เพราะต้นทุนโลจิสติกส์ของเราอยู่ที่ 20% ของรายได้ประชาชาติ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านได้พัฒนาระบบขนส่งทางรางคืบหน้าไปมากแล้ว แต่คนไทยยังไม่กระดิก

สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เคยทำวิจัยว่าถนนในเมืองไทยมีมากเกินความต้องการแล้วเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ถ้าเราไม่มีสติเราก็ทำไปเรื่อยๆ ต้องมาดูว่าการก่อสร้างถนน และการก่อสร้างระบบชลประทานและระบบรถไฟทางคู่อันไหนสร้างอนาคตให้ประเทศใน 30-40 ปีได้ดีกว่า คนเรามันต้องเปลี่ยนความคิดบ้าง ไม่ใช่เคยตั้งงบแบบนี้ทุกปีก็ทำแบบเดิมทุกปี ส่วนโครงการที่ตั้งงบไปแล้วและทำไปแล้วก็ให้ทำไป แต่ในปีต่อไปก็จะต้องลดอัตราส่วนลงมา

"ผมพูดทั้งในสภาและหลายที่ว่าถ้ารัฐบาลจะกู้เงินต้องกู้เงินมาทำเรื่องแบบนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และกระตุ้นการเพิ่มรายได้ประชาชาติ ไม่ใช่กู้เงินมาสร้างถนนปลอดฝุ่น ถ้าผมเข้ามาแล้วผมจะไม่ให้กู้ เพราะไม่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศในระยะยาว เราต้องกู้เงินมาลงทุนในเรื่องที่สร้างศักยภาพและเป็นประโยชน์จริงๆ ส่วนโครงการไทยเข้มแข็งต้องทบทวนบ้างยังไม่ได้ดูรายละเอียด"

อีกปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขให้ได้ คือ เรื่องนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ต้องวางกรอบว่าจะอยู่อย่างไรระหว่างอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม เพราะถ้าปล่อยปละละเลยแล้วมาทะเลาะกันแบบนี้ มันเสียบรรยากาศการลงทุน การประชุมสภาสมัยประชุมนี้เราต้องออกกฎหมายมาให้ได้ เพื่อให้กฎหมายสามารถตอบสนองความต้องการ ม. 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อที่จะได้รู้ว่าหน่วยงานไหนต้องทำอะไรบ้าง ต้องมีความชัดเจนและใช้แบบฟอร์มนี้ทั่วราชอาณาจักร ให้ปัญหามาบตาพุดเป็นบทเรียน ประชาชนต้องได้รับการดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม

 



--
Dr.Samai Jai-Indr,
RTN Pomprachul, Samutprakarn
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages