Dr,Sawai Boonma's Article on Land Grabbing

8 views
Skip to first unread message

Dr.Samai Jai-Indr

unread,
Jun 14, 2009, 11:26:10 AM6/14/09
to bioenergygroup
Below is an article by Dr.Swai Boonma about the land-grabbing scheme in many poor countries. It is a good read.
 
ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:26:26 น.
แสดงความคิดเห็น [2] , จำนวนผู้อ่าน [476]
"ขายธาตุกับขายชาติ"
By sawai

ชีวิตประกอบด้วยธาตุสี่ ชีวิตอยู่ไม่ได้หากขาดไปเพียงธาตุเดียว ชาติก็เช่นกัน ตอนนี้ชาติที่กำลังจะขาดธาตุหนึ่งธาตุใดจึงใช้กลยุทธ์สารพัดเพื่อหามาเพิ่ม ชาวอเมริกันและพันธมิตรใช้กลยุทธ์ที่สุดป่าเถื่อน กล่าวคือ ส่งกำลังทหารเข้าไปรุกรานในย่านตะวันออกกลางเพื่อหวังครอบครองธาตุไฟ ส่วนชาวตะวันออกกลางเองใช้กำลังเงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการขายธาตุไฟออกไปหาซื้อธาตุน้ำ ตามรายงานข่าว ชาวซาอุดีอาระเบียและเพื่อนบ้านออกไปกว้านซื้อ หรือไม่ก็เช่าที่ดินจำนวนมากจากชาวซูดาน เอธิโอเปีย อินโดนีเซียและเขมร ชาวจีนและชาวอินเดียก็พยายามทำเช่นเดียวกัน ที่ดินเหล่านั้นถูกนำมาใช้ในการผลิตอาหารและพืชพลังงานสำหรับส่งกลับไปใช้ในประเทศของเจ้าของเงิน

 

การออกไปซื้อหรือเช่าที่ดินไม่ใช่เพราะประเทศเหล่านั้นขาดธาตุดิน ซาอุดีอาระเบียมีพื้นที่กว่าสี่เท่าของเมืองไทยและมีประชากรเพียงราวหนึ่งในสามของไทยเท่านั้น แต่ที่ดินส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายเพราะไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยง ย้อนไปเมื่อสมัยราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดครั้งแรกๆ ชาวซาอุดีอาระเบียต้องการผลิตอาหารโดยการสูบน้ำบาดาลจากขุมใต้ดินขึ้นมาปลูกข้าวสาลี แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่านั่นเป็นการกระทำที่โง่เง่าเนื่องจากน้ำในขุมเหล่านั้นมีเพียงจำกัด เมื่อมันหมดไปพวกเขาจะไม่มีน้ำดื่ม ฉะนั้นพวกเขาจึงออกไปกว้านซื้อหรือเช่าที่ดินในประเทศที่มีแหล่งน้ำ จะเห็นว่าพวกเขาไม่ไปซื้อหรือเช่าที่ดินในออสเตรเลีย ทั้งนี้เพราะออสเตรเลียมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลก็จริง แต่ขาดน้ำ

 

ในขณะนี้ประเทศที่มีทั้งที่ดินและน้ำจำนวนมหาศาลสำหรับใช้ปลูกพืชอาหารคือแคนาดา แต่ยังไม่มีรายงานข่าวว่าชาวต่างชาติเข้าไปซื้อหรือเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อนำมาใช้ผลิตพืชอาหารเพื่อส่งกลับไปยังประเทศของตน ทั้งนี้คงเป็นเพราะแคนาดามีกฎหมายที่ไม่ยอมให้ชาวต่างชาติเข้าไปครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เริ่มมีการถกเถียงกันในประเทศนั้นเพื่อหาทางป้องกันชาวต่างชาติใช้บริษัทนายหน้าของชาวแคนาดาหลบเลี่ยงกฎหมายแล้ว

 

ในช่วงนี้เริ่มมีข้อมูลการไปกว้านซื้อหรือเช่าที่ดินของชาวต่างประเทศเผยแพร่ออกมาจากองค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งองค์กรเอกชนและองค์กรในเครือสหประชาชาติ เช่น กองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม ล่าสุดนิตยสาร The Economist ฉบับประจำวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมานำข้อมูลของ The International Food Research Institute ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยนโยบายเกี่ยวกับการผลิตอาหารและมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงวอชิงตันมาวิเคราะห์และเขียนเป็นบทความยาวถึงสามหน้ากระดาษ บทความนั้นได้รับความสนใจและถูกนำไปเผยแพร่และถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทางระบบอินเทอร์เน็ต

 

ข้อมูลนั้นบ่งว่าประเทศในแอฟริกาเป็นเป้าหมายหลักของชาติที่ขาดน้ำ เริ่มด้วยคองโกซึ่งขายหรือให้ชาวต่างประเทศเช่าที่ดินไปแล้ว 2.8 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 17.5 ล้านไร่ ตัวเลขนี้ไม่รวม 10 ล้านเฮกตาร์ที่ให้สหพันธ์ชาวนาของแอฟริกาใต้ใช้ทำประโยชน์ รองลงมาได้แก่แซมเบียซึ่งขายหรือให้เช่าไป 2 ล้านเฮกตาร์และซูดาน 1.5 ล้านเฮกตาร์ ประเทศเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายหลักด้วยปัจจัยหลายอย่างนอกจากการมีทั้งที่ดินและน้ำ เช่น ความยากจน การขาดเงินทุนและนักการเมืองที่ยินดีจะร่วมมือกับชาวต่างชาติ ในกลุ่มนี้ประเทศที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นพิเศษได้แก่ซูดานซึ่งขาดแคลนอาหารอย่างสาหัส ตามรายงานของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม ชาวซูดานราว 5.6 ล้านคนหรือเกือบ 15% ของประชากรทั้งหมดต้องพึ่งอาหารจากองค์การสหประชาชาติ ฉะนั้นในขณะที่ประชาชนของตนกำลังผจญกับความอดตาย อาหารที่ผลิตได้ถูกส่งไปเลี้ยงชาวต่างประเทศ

 

ประเด็นนี้จึงกำลังเป็นที่โต้เถียงกันอย่างเข้มข้นจนกลายเป็นประเด็นการเมือง ในมาดากัสการ์ ประธานาธิบดีถูกโค่นจากการที่จะให้บริษัทเกาหลีใต้เช่าที่ดินราวครึ่งหนึ่งของที่ดินการเกษตรในประเทศของตน จีนขู่ว่าจะถอนความช่วยเหลือจากแซมเบียถ้านักการเมืองฝ่ายค้านที่ต่อต้านการให้จีนใช้ที่ดิน 2 ล้านเฮกตาร์ปลูกพืชพลังงานชนะการเลือกตั้ง ณ วันนี้จีนมีโครงการซื้อหรือเช่าที่ดินในต่างประเทศมากที่สุด ทั้งนี้คงเพราะจีนต้องการทั้งอาหารและพลังงานสำหรับประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน รองลงมาได้แก่เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์

 

เมืองไทยเป็นเป้าหมายของทุนต่างชาติจำพวกนี้เช่นกันเพราะเมืองไทยมีทั้งที่ดินและน้ำค่อนข้างสมบูรณ์ในสายตาพวกเขา เท่าที่ผ่านมาคนไทยส่วนใหญ่ต่อต้านการลงทุนแบบนี้แต่ดูจะยังมีนักการเมืองจำพวกขายชาติพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ชาวต่างประเทศ คนไทยต้องต่อต้านอย่างเข้มข้นต่อไปเพราะเมืองไทยไม่มีที่ดินและน้ำมากมายดังที่พวกเขาเข้าใจกัน

 

ตามข้อมูลของสภาพัฒน์ ตอนนี้คนไทยไม่มีที่ทำกินถึงเกือบครึ่งล้านครอบครัว อีกราวสี่แสนครอบครัวบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าซึ่งถูกทำลายจนทำให้ระบบนิเวศของประเทศขาดสมดุลค่อนข้างร้ายแรงแล้ว เราอาจมีนโยบายโยกย้ายครอบครัวเหล่านั้นออกจากพื้นที่ป่าถ้าเราต้องการฟื้นฟูป่าให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม แต่ไม่ใช่เพื่อการให้ชาวต่างชาติเข้าไปครอบครองแทน ในด้านน้ำ จริงอยู่ในรอบปีเรามีฝนตกมาก แต่ทุกปีเรามีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ รัฐใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างระบบชลประทานให้คนไทย การให้ชาวต่างประเทศมาแย่งใช้น้ำที่หายากนี้ย่อมมีค่าเท่ากับการขายชาติด้วยในอนาคตหากมีนักการเมืองผู้ใดสนับสนุนให้ทุนจำพวกนี้เข้ามา เราต้องตราหน้าพวกเขาว่าสุดสามานย์เพราะมันเป็นการขายทั้งชาติและธาตุของพวกเราทุกคน

Email This Article Print This Article
* รายละเอียดเพิ่มเติม

ร่วมแสดงความคิดเห็นคลิกที่นี่

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 18:33:56 น.
ความคิดเห็นที่ 2 
ทำให้ที่ดินเป็นของสังคมส่วนรวม ตามที่ควรเป็นตามธรรมชาติและศีลธรรม ด้วยวิธีการภาษี ซึ่งประเมินใหม่ทุกสี่ปีหรือตามที่เห็นสมควร ตามการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าที่ดิน แล้วจะไม่ต้องกลัวการขายสมบัติชาติ หรือการเก็งกำไรสะสมเก็บกักที่ดิน ซึ่งถ่วงการผลิต ถ่วงความเจริญของชาติ ทำให้มีการจ้างงาน การลงทุนน้อยไป ค่าแรงต่ำไป ซึ่งเป็นความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่คนจนจำนวนมาก

เชิญอ่าน ทุนนิยมแท้คือรัฐสวัสดิการที่ไม่มีภาษีก้าวหน้า
http://bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=267&c=1
และ ความเป็นธรรมและผลดีของภาษีที่ดินใน http://th.wikipedia.org/wiki/เฮนรี_จอร์จ

สุธน หิญ http://geocities.com/utopiathai








IP : 125.24.178.26
E-mail :
วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 11:46:46 น.
ความคิดเห็นที่ 1 
ขณะนี้ก็มีชาวต่างชาติเข้ามากว้านซื้อที่ดินของไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ นายหน้าที่ถือสัญชาติไทยเหล่านั้นล้วนนำพาความย่อยยับมาสู่แผ่นดินเรา รัฐบาลมีปัญหารุมเร้ามากมายไม่ทราบว่าจะสนใจถึงจุดนี้หรือไม่ และนโยบายที่จะนำที่ดินราชพัสดุมาให้ประชาชนและเอกชนเช่าก็สุดแสนจะน่ากลัว กลัวข้าราชการและนักการเมืองที่ถือสัญชาติไทยจะช่วยกันรุมบดขยี้ชาติไทยอีก เราต้องร่วมกันอย่างแข็งขัน จริงใจและจริงจังเพื่อบรรเท่าปัญหาเหล่านี้

--
Dr.Samai Jai-Indr
Energy Standing Committee
House of Representatives
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages