ยอดนำเข้าLPGพุ่ง |
วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553 11:20 |
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า อาจจะขอความร่วมมือโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงแอลพีจีกลับมาใช้ น้ำมันเตา เพื่อลดภาระนำเข้าแอลพีจี พร้อมเตรียมรับมือกับสถานการณ์ด้านพลังงานปี 2553 โดยเฉพาะกรณีหากโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 เปิดเดินเครื่องเต็มที่ช้ากว่าแผนงานใน เดือน เม.ย.-พ.ค. 2553
ในขณะที่ ปตท.ได้เตรียมข้อมูลชี้แจงศาลปกครองกรณีมาบตาพุด ซึ่งยอมรับว่าเป็นห่วงเรื่องโรงแยกก๊าซที่ 6 มากที่สุด เพราะหากผลิตไม่ได้ต้องนำเข้ามากกว่า 100,000ตัน/เดือน ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงเตรียมการเพื่อแก้ไขการขาดแคลนแอลพีจี ในประเทศ โดยพิจารณาการสนับสนุนการนำเข้าแอลพีจี ให้มากกว่า 100,000 ตัน/เดือน ซึ่ง ปตท.จะจัดทำคลังลอยน้ำในทะเล (Floating Storage) และขอให้เอกชนพิจารณาโอกาสการเลื่อนการปิดซ่อมประจำปีของโรงแยกก๊าซและโรง กลั่นน้ำมัน
ในขณะที่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีภาระที่ต้องชดเชยประมาณ 16,000 ล้านบาทต่อปี การบริหารจัดการการใช้แอลพีจี ในประเทศ เช่น จูงใจให้รถแท็กซี่ เปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวี (โครงการเปลี่ยนแท็กซี่ เป็นเอ็นจีวี 30,000 คัน เทียบเท่าการลดการใช้ แอลพีจี ประมาณ 30,000 ตันต่อเดือน) รวมถึงขอความร่วมมือจากโรงงานเอกชนให้ลดใช้แอลพีจี ซึ่งอาจจะกลับไปใช้น้ำมันเตาหรือเชื้อเพลิงอื่น เพื่อลดการใช้แอลพีจี
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในปัจจุบันจึงประมาณการณ์ว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.86 จากระดับ 84.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2552 อยู่ที่ระดับ 86.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2553 และคาดว่าราคาน้ำมัน ปี 2553 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (PIRA และ PURVIN & GERTZ) และในอนาคตอาจปรับสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
หากการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ (Emerging Countries) เช่น กลุ่มประเทศ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) และกลุ่มประเทศในเอเชีย ยังอยู่ในระดับสูงที่ทำให้การใช้น้ำมันขยายตัวเร็วกว่าอัตราการจัดหา โดยในช่วงปี 2552 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถูกนำมาใช้เป็นกลไกในการบรรเทาผลกระทบเพื่อลดภาระ ค่าครองชีพของประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล
รวมทั้งเป็นกลไกในการส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการส่งเสริมเอทานอลและไบโอดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันมียอดสุทธิ 20,678 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2552 เทียบกับ 11,069 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2551 เพิ่มขึ้น 87% แยกเป็นเงินสดในบัญชี 30,389 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2552 เทียบกับ 15,568 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2551 เพิ่มขึ้น 95% ในขณะที่หนี้สินเพิ่มขึ้น 9,711 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2552 เทียบกับ 4,499 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2551 เพิ่มขึ้น 116% โดยส่วนมากเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากภาระการชดเชยการนำเข้าแอลพีจี
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องสุทธิ 388.5 ล้านบาท/เดือน (12.95 ล้านบาท/วัน) ณ สิ้นปี 2552 เทียบกับ 2,616.3 ล้านบาท/เดือน (87.21 ล้านบาท/วัน) ณ สิ้นปี 2551 ลดลง 85% เนื่องจากรายจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 89% จาก 1,219.5 ล้านบาท/เดือน(40.65 ล้านบาท/วัน) ในปี 2551 เป็น 2,305.5 ล้านบาท/เดือน (76.85 ล้านบาท/วัน) ในปี 2552 โดยเฉพาะรายจ่ายจากการชดเชย แอลพีจี และน้ำมันไบโอดีเซล ส่วนในปี 2553 รายจ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการชดเชยการนำเข้าแอลพีจี ประมาณเดือนละ 1,500 ล้านบาท/เดือน และเอ็นจีวี ประมาณเดือนละ 300 ล้านบาท/เดือน