"จักรกฤษณ์ ธนวิรุฬห์"BLISS คาดภายในสิ้นปีนี้กลับเข้าเทรดในกระดานSET ได้ หลังฐานะการเงินดีขึ้นแถมรับงานต่อเนื่อง ทั้งนี้คาดปีนี้พลิกมีกำไร 100 ลบ. จากปีก่อนขาดทุน 50 ลบ. หลังทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ ทั้งปีมั่นใจรายได้ แตะ1 พันลบ. จากปีก่อน มีรายได้ 300 ลบ. พร้อมคาดปี57 ล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ราว 200 ลบ. หมดเกลี้ยงทั้งจำนวน หวังกลับมาจ่ายปันผลได้ในปี58 เล็งประมูลงานแท็บแล็ตในปีหน้า มูลค่าราว1.8 หมื่นลบ. คาดมีลุ้นได้งาน25% เล็งตั้งบริษัทย่อย "บลิส สปอร์ต" บริหารสนามมวย-จัดงานอีเวนท์ หนุนรายได้เพิ่ม
นายจักรกฤษณ์ ธนวิรุฬห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารและการเงิน บมจ.บลิส-เทล (BLISS) เปิดเผยในงานสัมมนา Exclusive Hooninside ครั้งที่4 เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2556 ในหัวข้อ "โฉมใหม่ BLISS " ว่า คาดหุ้น BLISS จะกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) อีกครั้ง ได้ภายในปีนี้ หลังผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ดีขึ้นตามลำดับ และบริษัทฯ มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้รับงานจัดหาแท็บเล็ต ของภาครัฐฯ ที่บริษัทฯ เป็นคู่สัญญากับJAS มีมูลค่างานราว 760 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ ได้เซ็นสัญญางานดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ จะรับรู้รายได้งานนี้ในช่วงQ4/56
"การกลับเข้ามาเทรดอันนี้ขึ้นอยู่กับทางตลาดฯ เรายื่นขอกลับมาเทรดตั้งแต่เดือนส.ค. ล่าสุดตลาดก็แจ้งเราว่ากำลังรอความเห็นของทาง ก.ล.ต. เมื่อเรื่องส่งกลับมาทางตลาดฯ ก็จะรวบรวมพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง" นายจักรกฤษณ์ กล่าว
นายจักรกฤษณ์ กล่าวถึงความคาดหวังหลังเข้ามาบริหารงาน ในBLISS ว่าทางกลุ่มใหม่ที่เข้ามาบริหารจะไม่มีการขายหุ้นที่ถืออยู่ราว60% ออกอย่างแน่นอน โดยอยากให้นักลงทุนมองหุ้น BLISS เป็นหุ้นที่สามารถเลือกลงทุนในระยะยาวได้ ไม่อยากให้มองเป็นหุ้นปั่นเหมือนในอดีต โดยบริษัทฯ จะมีการเปลี่ยนบอร์ดการบริหารงารในสัปดาห์หน้า และจะนำนายสุรพล โอภาสเสถียร ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติหรือเครดิตบูโร มาเป็นประธานกรรมการตรวจสอบ ขณะที่ตนจะขึ้นมาเป็นCEO
นายจักรกฤษณ์ กล่าวเพิ่มด้วยว่า คาดบริษัทฯ จะพลิกมีกำไรได้ในปีนี้ราว100 ล้านบาท จากปีก่อนบริษัทฯ มีผลขาดทุนอยู่ประมาณ 50 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะรับรู้รายได้จากงานแท็บเล็ตที่บริษัทฯ เพิ่งได้งานมามูลค่า 760 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ หาโรงงานผลิตในจีนได้ต้นทุนที่ไม่สูง อีกทั้งยังมีงานเกี่ยวกับธุรกิจเทเลคอมที่จะรับรู้รายได้ในอีก2 ไตรมาสนี้อีกราว 300 ล้านบาท
นอกจากนี้คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้จะอยู่ที่ 30% จากปีก่อนติดลบ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบริหารงานลดลง เพราะโดยส่วนใหญ่บริษัทฯ วางระบบไอที ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่มาก และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเหมือนช่วงจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ
ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของบริษัทฯ มาจากงานภาครัฐฯ ราว10% อีก90% เป็นงานของภาคเอกชน โดยรายได้80 % จะมาจากงานวางระบบไอที อีก20% มาจากงานเทเลคอมและธุรกิจเกี่ยวกับซอร์ฟแวร์
เขากล่าวต่อว่า บริษัทฯ มั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน มีรายได้อยู่ที่ 300 ล้านบาท จากการที่บริษัทฯ จะรับรู้รายได้จากงานในมือ ที่มีอยู่300 ล้านบาท และงานแท็บเล็ตมูลค่า 760 ล้านบาทที่จะส่งมอบในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมคาดไตรมาส3/56 จะมีรายได้ราว100 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัทฯ ยังมีงานติดตั้งระบบกล้อง CCTV มูลค่า 1,000 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้มูลค่า 200 ล้านบาท และงานติดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ ตามโรงเรียนทั่วประเทศ ที่ต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ รวมถึงงานนำสื่อดิจิตอลเกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอนที่ได้ลิขสิทธ์จากNational Geographic ไปสอนครูทั่วประเทศมูลค่าราว 24 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ปีนี้เช่นกัน
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีรายได้ราวไตรมาสละ2-3 ล้านบาท จากบริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจโรงแรมในพัทยา จ.ชลบุรีเข้ามาสนับสนุนอีกด้วย
ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 200 ล้านบาท หมดทั้งจำนวนได้ภายในปี57 โดยจะนำกำไรจากการดำเนินงานมาล้างขาดทุนสะสมดังกล่าว ซึ่งหากบริษัทฯ ล้างขาดทุนสะสมได้หมดจะสามารถเริ่มกลับมาจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ ในปี58
สำหรับ ปีหน้า(2557) จะมีงานประมูลโครงการแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการออกมาอีกราว 1.8 หมื่นล้านบาท จากปีนี้มีออกมาราว 4,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ จะเข้าประมูลงานนี้ด้วย โดยคาดว่าจะมีโอกาสได้รับงานราว 25% ของมูลค่างานรวมทั้งหมด
"แท็บเล็ต ปีที่แล้วประมูล 1,000 ล้านบาท ปีนี้4,000 ล้านบาท ปีหน้า 18,000 ล้านบาท แล้วก็มีไม่กี่เจ้าที่สามารถเข้าประมูลแท็บเล็ตได้ ซึ่งปีหน้าเรายังจับมือกับJAS อยู่ ถ้าเราได้50% ก็ 9,000 ล้านบาท จะทำให้รายได้เราภายใน3 ปี มีโอกาสแตะ10,000 ล้านบาท 5 ปี 2-3 หมื่นล้านบาท มาร์จิ้นไม่ต่ำกว่า10% " นายจักรกฤษณ์ กล่าว
นายจักรกฤษณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า มีแผนตั้งบริษัทลูก ชื่อ "บลิส สปอร์ต" เพื่อบริหารงานสนามมวยลุมพินีแห่งใหม่ ที่จะถูกย้ายไปแถวรามอินทรา รวมทั้งจะใช้เป็นสถานที่สำหรับจัดงานอีเวนท์ และคอนเสริต์ ซึ่งมีความจุได้ราว 6,000 ที่นั่ง เป็นห้องแอร์ทั้งหลัง ขณะที่บริษัทฯ จะได้สิทธิ์ในการบริหารสื่อโฆษณาภายในสนามดังกล่าวด้วย โดยบริษัทฯ จะถือหุ้น51% อีก49% จะถือโดยกลุ่มทหาร และคาดว่าจะมีรายได้ราวปีละ400 ล้านบาท
ราคาหุ้น BLISS อยู่ที่ 0.04 บาท
ที่มา: หุ้นอินไซด์วันที่ : 30 กันยายน พ.ศ. 2556