รวยหุ้นสูตร " เสี่ยวิลลี่" " วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา" หุ้นไร้อนาคต = หุ้นสร้างอนาคต

435 views
Skip to first unread message

[Ms.Rinda]

unread,
Aug 3, 2009, 4:35:01 AM8/3/09
to SiamHRM Group

 

รวยหุ้นสูตร "เสี่ยวิลลี่" "วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา" หุ้นไร้อนาคต = หุ้นสร้างอนาคต

 

Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

 


Monday, August 03, 2009  12:19

 

52385 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT

 

 

 

          สูตรรวยหุ้นของ "เสี่ยววิลลี่" วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา การเลือกหุ้นมีความยากระดับหนึ่ง การรู้จักจังหวะเข้า-ออกก็ยากขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยากที่สุดหาใช่สูตรที่เป็น"รูปธรรม" แต่เป็นเรื่องของความเชื่อที่ว่า ก้อนกรวดสักวันจะกลายเป็นทองคำ..หุ้นที่ไร้อนาคตคือหุ้นที่สร้างอนาคต

 

          ความเสี่ยงที่แฝงไว้ในความเชื่อที่น้อยคนจะเชื่อกลับกลายเป็นหุ้นที่สร้างความร่ำรวยให้กับวิรัตน์ นักลงทุนมักเรียกหุ้นพวกนี้ว่า "หุ้นเน่า-หุ้ขายฝัน" แต่หุ้นเหล่านี้มักถูก "สร้างราคา" จนน่าอัศจรรย์ใจในเวลาต่อมา

 

          สำหรับหุ้นพวกนี้วิรัตน์เรียกมันสวยหรูว่า "หุ้นเทิร์นอะราวด์" ซื้อตอนถูกๆ ไม่มีใครเห็นคุณค่า และรอขายตอนแพงๆ ตอนที่แมลงเม่ามารุมตอม

 

          หุ้นตัวล่าสุดที่ทำเงินให้เสี่ยวิลลี่เป็นกอบเป็นกำคือหุ้น ดราก้อน วัน (D1) ของ "เสี่ยจี้" จเรรัฐ ปิงคลาศัย ในบัญชีผู้ถือหุ้นเขามีอยู่ถึง 61.50 ล้านหุ้น มากเป็นอันดับที่สอง(ปัจจุบันขายไปแล้วบางส่วน" ขณะที่หุ้นตัวที่สร้างชื่อเสียงให้กับวิรัตน์คือหุ้นเอ็ม พิคเจอร์ส เอ็มเตอร์เทนเม้นท์(MPIC) ตั้งแต่สมัยยังเป็น ทราฟฟิกคอร์นเนอร์โฮลดิ้งส์(TRAF) ครั้งนั้นวิรัตน์ได้กำไรไปอย่างอื้อซ่า! (เริ่มซื้อแถวๆ 1.80 บาท ก่อนจะถูกกระชากขึ้นไปทำนิวไฮ 21.90 บาท)

 

          "เสี่ยวิลลี่" ในตลาดหุ้นวัย 46 ปีรายนี้มีชื่อเล่นจริงๆ ว่า "เฮียแป๊ะ" เป็นทายาทคนโต "รุ่นที่สาม" ของห้างหุ้นส่วนจำกัดโอ้วเฮียบเซ่งเซียงโงวกิม พื้นฐานครอบครัวอุดมสินวัฒนาทำธุรกิจค้าสเตนเลสมายาวนานนับ "ครึ่งศตวรรษ" ปัจจุบันเป็นผู้ค้าสเตนเลสรายใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

 

          วิรัตน์จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์(สาขาไฟฟ้ากำลัง) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และจบปริญญาโทบัญชีจุฬา) หลังจากคลุกคลีกับธุรกิจค้าสเตนเลสของตระกูลโดยรับผิดชอบด้านการเงิน ทำให้วิรัตน์เริ่มเห็นช่องทางเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วในฐานะผู้บริหาร "พอร์ตกงสี" และในฐานะ "ตั๊วเฮีย" ของน้องๆ อีก 2 คน คือ สมศักดิ์ และ วิเศษ อุดมสินวัฒนา

 

          เมื่อต้นปี 2551 วิรัตน์เคยเล่าให้ฟังว่าพอร์ตหุ้นกงสีที่ดูแลมีมูลค่าประมาณ 500-800 ล้านบาท ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ลงทุนในหุ้นประมาณ 10-15 บริษัท ผ่านโบรกเกอร์คู่ใจ 3 แห่งหลัก ได้แก่ บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย) บล.ธนชาต และ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)

 

          ประนกรรมการบริษัท บ็อกซ์ แอสเซ็ท จำกัด เจ้าของโครงการ Box Zone @ Ratchada บริหารพื้นที่หลังห้างเอสพลานาดรัชดาฯ เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่าหลังผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำรอบนี้ทำให้แนวคิดการลงทุนเปลี่ยนไปมาก เพราะช่วงที่มีปัญหาการเมืองและวิกฤติซับไพร์มจะใช้กลยุทธ์ "เข้าเร็ว-ออกเร็ว" ถือหุ้น 1 ตัวไม่เกิน 1 เดือน มีกำไร 10-15% ก็ขาย

 

          "วันนี้ผมเปลี่ยนแนวมาเน้นลงทุนยาว ตั้งแต่ 3 เดือนถึง 1 ปี และเชื่อว่าตั้งแต่ปีหน้า (2553) เป็นต้นไปทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เล่นหุ้นตอนนี้ต้องถือคติอดเปรี้ยวไว้กินหวานดีที่สุด"

 

          วิรัตน์กล่าวถึงสูตรการลงทุนที่แตกต่างจากนักลงทุนทั่วไปและเป็นกลยุทนธ์ที่ประสบความสำเร็จมาตลอด แม้บางครั้งต้องใช้เวลาในการถือหุ้นค่อนข้างนานก็ตาม

 

          "ผมชอบทำอะไรสวนทางคนอื่น(แนวคิด contrarian คือการลงทุนแบบสวนกระแส) อธิบายง่ายๆ คือ กล้าซื้อในขณะที่คนอื่นขายและกล้าขายในตอนที่คนอื่น(แห่)ซื้อ เห็นได้จากหุ้น D1 วันนั้แทบไม่มีใครสนใจคำพูดของ"พี่จี้"(จเรรัฐ ปิงคลาศัย) จริงอยู่ผู้ชายคนนี้ชอบขายฝันพูดอะไรต้องเอา 10 หาร แต่อย่างน้อยเขาไม่มีทางทำให้ตัวเองเสียหน้าและเขาไม่มีทางโกยกำไรแบบ "จุ๋มจิ๋ม" ผมเกาะขบวนไปกับเขา ผลสุดท้ายได้กำไรหุ้น D1 มหาศาลเลย"

 

          บทสัมภาษณ์ครั้งก่อนวิรัตน์อธิบายสไตล์การลงทุนของตัวเองไว้ว่า ปกติจะไม่ได้เทรดหุ้นทุกวัน แต่จะเก็บจังหวะ เล่นเป็นช่วงๆ ช่วงที่ทยอยสะสมก็จะ "ซื้อเก็บ" อย่างเดียวและชอบหุ้น High Risk...High Return โดยเฉพาะ "หุ้นเทิร์นอะราวด์" เพราะผลตอบแทนขาขึ้นมีโอกาสได้ Upside Gain มหาศาล สมมติเราตั้งงบประมาณซื้อหุ้นตัวนี้ไว้ 20 ล้านบาท โอกาสขาดทุนก็แค่ "ศูนย์" แต่ขาขึ้นมันไม่มีลิมิต

 

          การลงทุนในลักษณะนี้ ในมุมมองชองวิรัตน์ เขาให้ทัศนะว่า..

 

          "ผมมองต่างมุมว่า หุ้น TRAF (ปัจจุบันคือ MPIC) นี่แหละ คือ การตกปลาใน"บลูโอเชี่ยน" สำหรับหุ้นประเภทนี้ มีโอกาสเทิร์นอะราวด์สูง มันขึ้นกับว่าใครตาถึงและใครดวงดี คุณต้องมี 2 อย่าง(ถีงจะสำเร็จ)นั่นคือ เก่งกับเฮง"

 

          สำหรับวันนี้ เฮียแป๊ะ บอกว่าจะขอโฟกัสหุ้นในมือแค่ 5-6 ตัว ได้แก่ดราก้อน วัน (D1) เอ็ม พิคเตอร์สเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC) เวฟเอ็นเตอร์เทนเมนท์ (WAVE) วโรปกรณ์ (VARO) ไทย แคปปิตอลคอร์ปอเรชั่น (TCC) และไทยง้วน เมทัล (TYM) โดยหุ้น D1 จะเป็นตัวที่ต้องจับตามองเปิดพิเศษปัจจุบันได้ทยายขายออกไปบ้าง หลังจากกลุ่มเตชะอุบลเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่และราคาหุ้นปรับตัวสูงชึ้นอย่างมาก

 

          "ผมลงทุนห้น D1 ก็รูปแบบเดียวกันหุ้น MPIC ช่วงแรกๆ ตัวหุ้นไม่ได้น่าสนใจอะไร แต่พอมีชื่อตระกูลพูล-วรลักษณ์ และเตชะอุบลเข้ามาลงทุนหุ้น 2 ตัวนี้ก็น่าสนใจขึ้นมาทันที ถ้าหุ้น D1 ลงมาแถวๆ 0.50 บาท ก็จะเข้าไปเก็บเพิ่ม(ปัจจุบันอยู่ที่ 0.68 บาท ขึ้นมาจาก 0.11-0.12 บาท)"

 

          ทายาทรุ่นที่สาม หจก.โอ้วเฮียบเซ่งโวงกิม บอกอีกว่า ถึงจะเก็บหุ้น D1 เพิ่มก็จะไม่ขอเป็นกรรมการบริษัทและจะถือหุ้นตัวนี้ต่อไป เพราะมองว่าธุรกิจมีอนาคต ที่ทยอยขายออกมาบางส่วนเพราะต้องการนำเงินไปลงทุนหุ้นตัวอื่น ตอนนี้เล็งๆ หุ้นกลุ่มก่อสร้างรายใหญ่อยู่ตัวหนึ่ง และหุ้นก่อสร้างอีกตัวที่ซื้อหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ทนหรือไม่ทนแต่โครงการก่อสร้าง(ตามแผนไทยเข้มแข็ง 2555) ก็ต้องเดินหน้าต่อไป หุ้นกลุ่มก่อสร้าง "มาแน่นอน" (รีบเก็บตอนนี้ราคายังถูก)

 

          สำหรับหุ้นเวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์(ของประชา มาลีนนท์) ปัจจุบันถืออยู่ 5.83% เฉลี่ยต้นทุนราวๆ 10 บาทต่อหุ้น (ราคาตลาด 13.60 บาท) เท่าที่รักกลุ่มามาลีนนท์กำลังวางโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดคาดว่าไม่นานคงมีข่าวดี

 

          "ส่วนตัววโรกรณ์ (VARO) ผู้นำเข้าอะลูมิเนียมแก่งก็เป็นอีกตัวที่ผมจะลงทุนต่อไปตัวนี้ทุนมานาน 10 ปี (ลงทุนทั้ง 3 พี่ต้อง) เหตุผลที่ชอบเป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มโลหะ ที่สำคัญธุรกิจอะลูมิเนียมจะเป็นเครื่องชี้วัดอุตสาหกรรมโลหะได้เป็นอย่างดี และยังสอดคล้องกับธุรกิจหลักของครอบครัว"

 

          วิรัตน์อธิบายถึงหุ้นไทย แคปปิตอลคอร์ปอเรชั่น (TCC) ตัวนี้อาจจะเป็น "เพชรในตม" อีกตัวหลังบริษัทเปลี่ยนมาทำธุรกิจถ่านหินและให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือหุ้นตัวนี้ถือลงทุนมา 1 ปีแล้ว ปัจจุบันเหลือหุ้นประมาณ 1% มีต้นทุน 0.80-2 บาท

 

          สำหรับตัวไทยง้วนเมทัล (TYM) วันนี้มีอยู่ 0.77% คาดว่าจะถือลงทุนต่อไปหรือาจซื้อเพิ่มเติม เพราะได้ยินมาว่ากลุ่มจิระพงษ์ตระกูลเขาสนใจจะลงทุนทำโรงงานเอทานอลถ้าอดใจรออีกนิดคิดว่าได้กำไรแน่นอน นอกจากนี้ทายาทรุ่นที่สามของตระกูลค้าสเตนเลสเก่าแก่ ยังบอกอีกว่าสนใจลงทุนด้านอื่นๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันได้เช่าพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร เพื่อทำโครงการ Box Zone @ Ratchada หลังโรงภาพยนตร์เอสพลานาด เดิมตั้งใจจะทำเป็นชอปปิงโซนเหมือนที่เมเจอร์น รัชโยธิน แต่ไม่เวิร์คเพราะทำเลไม่โดนใจวัยรุ่น

 

          "ผมเลยตัวสินใจแบ่งพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร มาทำร้านอาหารสูตรไทยโบราณและห้องคาราโอเกะภายใต้ชื่อ "นครคารา" ลงทุน 20 ล้านบาท เปิดมาแล้ว 2-3 เดือนเสียงตอบรับค่อนข้างดี ส่วนพื้นที่อีก 2,000 ตารางเมตร จะแบ่งให้เช่าทำสปาหรือผับคาดว่าจะเริ่มในปีหน้า"

 

          นอกจากนั้นเมื่อปีกว่าที่ผ่านมาได้เทคโอเวอร์โครงการบ้านเดี่ยวที่พันทยามาบริหารจำนวน 30 ยูนิต มูลค่า 100 ล้านบาท ลงทุนเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท ตอนนี้ขายได้แล้ว 2-3 ยูนิต ราคาขายหลังละ 8-12 ล้านบาท โอนให้ลูกค้าแล้ว 1 ยูนิต

 

          "ปีนี้ ผมคงไม่หวังยอดขาย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยโครงการนี้ลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ คาดว่าจะเริ่มรุกการขายอย่างจริงจังตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป"

 

          นอกจากนี้ได้ลงทุนซื้อที่ดินเปล่าบนเขาใกล้วัดฉลอง (วัดหลวงพ่อแช่ม) ที่จังหวัดภูเก็ต พื้นที่ 40 ไร่ และที่เชี่ยงใหม่ ติดแม่น้ำปิงอีก 30 ไร่ คาดว่าจะนำที่ดินจังหวัดภูเก็ตไปทำโครงการกึ่งรีสอร์ทระดับ 4-5 ดาว มูลค่าโครงการประมาร 10,000 ล้านบาท ส่วนที่ดินที่เชียงใหม่ อาจทำเป็นรีสอร์ท 6 ดาว โครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะทำร่วมกับพันธมิตร อาเริ่มลงมือทำในปีหน้า

 

          วิรัตน์แจกแจงให้ฟังว่า มูลค่าการลงทุนของตระกูลอุดมสินวัฒนาทั้งในส่วนของหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนหุ้นประมาร 500 ล้านบาท ที่เหลือเป็นในส่วนของอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเปล่า

 

          ไปนี้ ผมมองว่ายังไม่เหมาะที่จะควักเงินลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตราบใดที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังไม่ผ่านจุดต่ำสุดแต่ระหว่างนี้ได้เตรียมแนวทางไว้หมดแล้ววันที่มั่นใจว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจริงๆ ก็จะเริ่มเดินหน้าทันที"

 

          วิรัตน์มีหลักยึดเรื่องการลงทุนไว้เสมอว่า...จะไม่ลงทุนอะไรที่เกินตัว และลงทุนในสิ่งที่ไม่คุ้มค่า เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติให้สืบต่อไปในฐานะผู้นำรุ่นที่สามของห้าอง โฮ้วเฮียบเซ่งเซียงโงวกิม

 

          แรงบวก "หุ้นเทิร์นอะราวด์"

 

          ทำไม! วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา จึงปักใจเชื่อเรื่องหุ้นเทิร์นอะราวด์ และแนวคิดการลงทุนแบบสวนกระแส ต้นแบบความเชื่อของเขาเกิดขึ้นมาจากความสำเร็จจากการลงทุนในหุ้น ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ช่วงที่กิจการตุกต่ำจนถึงสุดขีด เขาเชื่อว่าสักวันหุ้นตัวนี้จะต้องกลับมา

 

          วิรัตน์กล้าที่จะวัดดวงกับมัน และในที่สุดความคิดเขาถูกได้กำไรหุ้น STEC อื้อซ่า!ที่จริงแล้วเขาเลือกที่จะเสี่ยงในช่วงที่หุ้นตัวนี้ออกจากรีแฮปโก้ใหม่ๆ เมื่อหลายปีก่อนแน่นอนมันได้ "แรงบวก" จากความคาดหวังที่อยู่เหนือเหตุผลของปัจจัยพื้นฐานที่มาอธิบายทีหลัง

 

          ตอนนั้นหุ้น STEC ก็แทบจะหาอนาคตไม่เจอเหมือนกันหุ้น D1 แต่ด้วยความเชื่อลึกๆว่า สักวันหนึ่งมันจะต้องฟื้นตัว และถ้าวันนี้มาถึงนั้นหมายถึงว่า "คุณจะมีโอกาสได้กำไรมหาศาล"

 

          "ผมซื้อวอร์แรนท์ STEC ไว้เยอะ แล้วก็แปลงสภาพ สุดท้ายหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ให้กำไรค่อนข้างมาก และก็ไม่ได้ไปเก็บตอนราคาต่ำที่สุด มาเข้าช่วงที่หุ้น STEC เริ่มปรับตัวขึ้นมาแล้วตอนราคา 2-3 บาท แล้วขยายออกไปตอนราคา 6-8 บาท แต่หุ้นที่ทำให้ผม "เจ็บ" ขาดทุนไปเยอะ คือ หุ้นอินเตอร์แนชั่นแนลเอนจีเนียริง (IEC)" เจขาเคยเล่าให้ฟัง

 

          สำหรับกลเม็ดเคล็ดลับที่ทำให้เสี่ยวิลลี่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น เขาไขปริศนากับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่ามีกลยุทธ์การลงทุน 3 ประการ คือ 1. ต้องดูเม็ดเงิน(ฟันโฟลว์) ต่างชาติเป็นหลัก โดยให้สังเกตการลงทุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน(และห้นบริวารปตท.) และกลุ่มธนรคารพาณิชย์ ถ้าหุ้นพวกนี้ "ตื่น" ขึ้นแล้ว จากนั้นหุ้นกลุ่มดังกล่าวก็ "ร่วง" ไม่เป็นท่า รับรู้ได้เลยว่า "ฝรั่งกำลังหนี"

 

          "นี่คือเหตุผลว่าทำไม! พอร์ตของผมจะต้องมีหุ้นกลุ่มพวกนี้ เพื่อเป็นเครื่องชี้วัดภาพรวมการลงทุน

 

          2.จับตาดูกองทุนว่ามีวอลุ่มซื้อขายเป็นอย่างไร อธิบายง่ายๆ ว่า ถ้าเขาขายหุ้น(ขายสุทธิ) ติดต่อกันหลายวันผมก็จะรีบเช็คว่ามันมีข่าวอะไรไม่ดีที่เราไม่รู้หรือไม่

 

          "คนอย่างผมไม่กล้วตกรถไฟฟ้าหรอกหรือถ้ารู้สึกหวั่นไหวจริงๆ ผมก็จะรีบขายหุ้นออก"

 

          3.ดูเงินหน้าตักเราว่ามีจำนวนเท่าไร พร้อมจะลทุนได้มากน้อยแค่ไหน ลัษณะนิสัยผมไม่ชอบการ "ทุ่มเท" (ไม่ทุ่มซื้อครั้งเดียวจดหมายหน้าตัก) แต่จะทยอยเก็บสะสมมากกว่า ถ้าหุ้นตัวไหนมีสภาพคล่องดีจะลงทุนครั้งละ10 ล้านบาท ถ้าหุ้นไม่ค่อยมีสภาพคล่องมีวันละเท่าไรก็ลงเท่านั้นจะไม่ไล่ราคา

 

          "หุ้นเทิร์นอะราวด์ลงทุนช่วงแรกๆ อาจขาดทุน แต่ถ้าเชื่อแล้วว่าอนาคตดีแน่..ผมอดทนรอได้"

 

          การวางทบบาทของตัวเองในวันนี้วิรัตน์บอกว่าอยากเป็นแค่ "นักลงทุนธรรมดา" ที่มีมามมองและกลยุทธ์การลงทุนแตกต่างจากเซียนหุ้นรายอื่น"

 

          "ผมจะคัดหุ้นที่ดีที่สุดในเวลานั้นมา 10 ตัว และจะเลือกซื้อเลือก 5 ตัว โดยหุ้นทุกตัวผมติดดีแล้วว่าจะต้องได้กำไรอย่างน้อย 30% แม้จะช้าหน่อยแต่ก็ได้ชัวร์..ผมไม่ชอบเล่นหุ้นเอากำไรแค่ 5-10% มันจุ๋มจิ๋มเหินไป"

 

          นอกจาหนี้เขายังย้ำว่าชอบเล่นหุ้นคนเดียว ไม่ชอบรวมกลุ่มก๊วน(เล่นแท็กทีม) กับใครมีเพียงเพื่อนๆ ที่แลกเปลี่ยนทัศนคติกันเพราะในวงการนี้มีบทเรียนให้เห็นการเล่นหุ้นด้วยกันเรามักเสียเพื่อนดีๆ ไป

 

          "ผมมองว่าเรื่องหุ้นมันอ่อนไหวเหมือนเรื่องเงินๆ ทองๆ ในอดีตพอร์ตหุ้นผมเคยบวกถึง 60 ตัวขาดทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท เพราะมัวฟังคนโน้นทีคนนี้ที สุดท้ายรู้แล้วว่าไม่รุ่งเลยเปลี่ยนแนวมาเป็นตัวของตัวเอง"

 

          วิรัตน์ได้ประสบการณืไว้เป็นบทเรียนว่านักลงทุนคนอื่นมักเล่นหุ้นวันนี้เพื่อเอากำไรในวันพรุ่งนี้ แต่ไม่ใช่วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา..คนนี้

 

          "สำหรับผมจะเล่นวันนี้เพื่อรอรับกำไร

 

          "มหาศาล" ในอีกหลายๆ เดือนข้างหน้า"

 

          การลงทุนที่ไม่รู้จริงสำหรับวิรัตน์มันคือ "ความเสี่ยง" แม้จริง "ความโลภ" ที่จะเอากำไรมากๆไม่น่ากวัว โลภมากอย่างมากก็แค่ลลาภหาย แต่ "หายนะ" คือผลรวมของ "ความโลภ+ความมั่นใจ" และ "รู้ม่จริง" ต่างหาก        

 

          เต่าชนะกระต่ายเพราะ "สม่ำเสมอ" และ "อดทน" กระต่ายแพ้ เพราะ "มั่นใจ" และ "ประมาท" ถ้าสูตร รวยหุ้นแม่นยำเหมือนในตำรา คงไม่มีเสี่ยวิลลี่ "เซียนหุ้นนอกตำรา"

 

 

 

          บรรยายใต้ภาพ

 

          รวยหุ้นสูตร "เสี่ยวิลลี่" หุ้นไร้อนาคต = หุ้นสร้างอนาคต--จบ--

 

 

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.eset.com

 



__________ Information from ESET Smart Security, version of virus signature database 4299 (20090802) __________

The message was checked by ESET Smart Security.

http://www.eset.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages