
ลึงค์เป็นสัญลักษณ์แทน
องค์พระศิวะ ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย
การนับถือลึงค์มีพัฒนาการมาจากการนับถืออวัยวะเพศชาย (Phallic Worship)
ปรากฏแพร่หลายในวัฒนธรรมของชนโบราณทั้งในเอเชียและยุโรป เช่น อิยิปต์
ซีเรีย บาบิโลเนีย แอสซีเรีย เปอร์เซีย อินเดีย กรีซ โรม อิตาลี สเปน
เยอรมันนี สแกนดิเนเวีย และกลุ่มประเทศในเอเชียอาคเนย์ เป็นต้น
คุยเฟื่องเรื่องลึงค์
นงคราญ สุขสม
อารัมภบท
ที่มาของบทความเรื่องนี้มีเหตุสืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2543
ข้าพเจ้าได้พบเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งโดยบังเอิญ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
นครศรีธรรมราช ภายหลังการทักทายกันอย่าง อบอุ่น
สอบถามสาระทุกข์สุขดิบของกันและกัน
และช่วยกันเติมเต็มให้กับช่วงเวลาที่ขาดหายไปกว่า 10
ปีที่ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตตามวิถีทางของตนเอง
ครั้นเมื่อคลายความตื่นเต้นลง วิสัยของคนเรียนโบราณคดีก็ปรากฏขึ้น
เพราะไม่มีเรื่องใดในวงสนทนาที่จะเอร็ดอร่อยไปกว่าการถกกันในเรื่องเนื้อหา
สาระทางวิชาการโบราณคดี
ภายหลังจากเพื่อนรุ่นพี่ท่านนี้เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจหน้าที่ที่
กรุงเทพมหานคร
แต่เรื่องราวที่ได้จากการสนทนากันในวันนั้นยังติดตรึงอยู่ในคลื่นสมองของ
ข้าพเจ้า ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาค้นคว้าเอกสารเพิ่มเติม
และเมื่อรำลึกถึงคำคมที่เพื่อนรุ่นพี่ท่านนี้เคยแสดงไว้สมัยข้าพเจ้ายังเป็น
นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
และถ้อยคำเหล่านั้นยังตกตะกอนอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำเสมอมา
คำคมนั้นอรรถาธิบายเกี่ยวกับการแสวงหาความรู้
และสรุปเป็นประเด็นในตอนท้ายว่า ความรู้เป็นเรื่องสากล
ทุกคนมีสิทธิที่จะรู้ในสิ่งที่เรารู้
เพราะฉะนั้นจงอย่าเก็บความรู้เอาไว้แต่เพียงลำพัง
เพราะความรู้จะมีคุณค่าถ้าได้บอกต่อให้ผู้อื่นร่วมรับรู้ด้วย
ถ้าหากความรู้นั้นถูกนำไปศึกษาค้นคว้าหาความหมาย ขยายความต่อ
ความรู้ก็จะแผ่กิ่งก้านไพศาล
จนทำให้เราสามารถมองเห็นป่าทั้งป่าแทนที่จะเห็นแต่ต้นไม้เพียงต้นเดียว
ณ บัดนี้
สิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นในหน้ากระดาษที่ผู้อ่านทุกท่านมีสิทธิ์ร่วมรับรู้
และร่วมคิดค้นหาความหมายไปกับเราด้วย
สาระของบทความนี้จึงเป็นการศึกษาค้นคว้าเรื่องโบราณคดีที่เก็บประเด็นมาจาก
การสนทนาในค่ำคืนหนึ่งของคนเรียนโบราณคดีสองคน
ต่างคนต่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เรียนรู้มาจากการทำงานในโลกกว้างนำมาสอด
ประสานเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่กันและกัน

เบื้องลึกของ “ลึงค์” : ความจริงที่คาดไม่ถึง
ก่อนจะนำเข้าสู่เนื้อหาของการสนทนาเรื่อง “ลึงค์”
ข้าพเจ้าขอปูพื้นฐานเพื่อผู้อ่านจะได้มองเห็นภาพของลึงค์ในประเด็นของหัวข้อ
สนทนาอย่างเข้าใจ ลึงค์เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ
ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย
การนับถือลึงค์มีพัฒนาการมาจากการนับถืออวัยวะเพศชาย (Phallic Worship)
ปรากฏแพร่หลายในวัฒนธรรมของชนโบราณทั้งในเอเชียและยุโรป เช่น อิยิปต์
ซีเรีย บาบิโลเนีย แอสซีเรีย เปอร์เซีย อินเดีย กรีซ โรม อิตาลี สเปน
เยอรมันนี สแกนดิเนเวีย และกลุ่มประเทศในเอเชียอาคเนย์ เป็นต้น
คติการบูชาอวัยวะเพศชายนี้มีพัฒนาการอย่างมากในประเทศอินเดีย
ชาวอินเดียใช้ลึงค์เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ
หมายความว่ารูปเคารพของพระศิวะมักปรากฏในรูปลึงค์
มากกว่ารูปเทพที่เป็นมนุษย์
การบูชาลึงค์นิยมบูชาร่วมกับโยนิคืออวัยวะเพศหญิง
แทนศักติหรือเทพีซึ่งเป็นพลังอำนาจฝ่ายหญิงหรืออิตถีพละ
ซึ่งก็คือพระนางปารวตีหรือพระอุมานั่นเอง
การบูชาลึงค์ร่วมกับโยนิถือว่าได้บุญมาก
ในคัมภีร์พราหมปุราณะ ได้เล่าเรื่องการนับถือลึงค์ไว้ว่า
พระศิวะเป็นผู้ประทานลึงค์ให้คนนับถือบูชาแทนพระองค์
โดยมีเรื่องสืบเนื่องมาว่าครั้งหนึ่งบนวิมานเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของ
พระศิวะและพระนางอุมาเทวี
วันหนึ่งพระศิวะกับพระชายากำลังร่วมสังวาสกันอยู่ บังเอิญพระพรหม
พระวิษณุและเทพยดาต่างๆ พากันไปเข้าเฝ้าพระศิวะ
แต่เนื่องจากขณะนั้นพระศิวะกำลังเริงกามและมึนเมาจึงไม่ได้สนพระทัยว่าใครจะ
มาเข้ามาเห็นภาพอนาจารของพระองค์
พวกเทพยดาเหล่านั้นพากันตำหนิติเตียนพระศิวะต่างๆนานา แล้วพากันกลับไป
พระศิวะเมื่อเสร็จกิจสร่างเมาได้สติแล้ว
จึงตรัสถามบรรดาข้าราชบริพารถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
เมื่อทราบรายละเอียดก็เสียพระทัยมากจนสิ้นพระชนม์ทั้ง 2 พระองค์
ก่อนสิ้นพระชนม์ได้ตรัสสั่งว่าต่อไปนี้พระองค์จะถือกำเนิดในรูปใหม่เป็น
รูปอวัยวะเพศชายที่มีชื่อเรียกว่า “ลิงคัม”
หากผู้ใดประสงค์จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไกรลาสจะต้องบูชาลึงค์ของพระองค์ 1
ลึงค์มีหลายรูปแบบและหลายประเภทแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง
และวัสดุที่ใช้สร้าง รวมทั้งมีลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติด้วย
ในที่นี้จะกล่าวถึงลึงค์ 2 ประเภทที่พบในประเทศไทย คือ
1. สวยัมภูลึงค์ เป็นลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ลึงค์ประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นก้อนหินหรือโขดหิน
หรืออาจหมายถึงภูเขาทั้งลูกที่มีอยู่ตามธรรมชาติและมีลักษณะคล้ายกับอวัยวะ
เพศชาย ชาวอินเดียจะให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้
และมุ่งหมายว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้มนุษย์ไว้
สักการะบูชา
ในคาบสมุทรภาคใต้ของไทยมีสวยัมภูลึงค์เพียงแห่งเดียวอยู่ที่โบราณสถานเขาคา
อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
2. มานุษลึงค์ เป็นลึงค์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นตัวแทนของพระศิวะ
จัดเป็นประเภทที่พบมากที่สุด
มนุษย์สร้างลึงค์ขึ้นตามกฎเกณฑ์ที่บ่งบอกไว้ในอาคม
มานุษลึงค์ที่สมบูรณ์แบบจะต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ 3 ส่วน คือ
ส่วนล่างสุดเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียกว่า “พรหมภาค”
ส่วนกลางรูปแปดเหลี่ยมเรียกว่า “วิษณุภาค”
และส่วนยอดเป็นแท่งทรงกระบอกยอดมนเรียกว่า “รุทรภาค”
ในสามส่วนนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ รุทรภาค ซึ่งหมายถึงพระศิวะ
มานุษลึงค์จะวางอยู่บนแท่นฐานซึ่งก็คือฐานโยนิ
ในกรณีที่ลึงค์และฐานโยนิสลักจากหินชิ้นเดียวกัน (มักจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก)
ส่วนที่โผล่พ้นฐานโยนิขึ้นมามักมีแต่ส่วน “รุทรภาค” หรือเรียกว่า
“บูชาภาค” สำหรับลึงค์และโยนิที่สลักแยกส่วนกัน
ส่วนของฐานโยนิจะมีช่องหรือรูสำหรับสวมส่วนฐานของลึงค์
ช่อง(รู)ที่ฐานโยนิมักจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสรองรับส่วน “พรหมภาค”
ของลึงค์ กล่าวคือเมื่อนำ
ลึงค์มาสวมเข้ากับฐานโยนิ ส่วนพรหมภาคจะฝังลงไปในฐานโยนิ
เหลือแต่ส่วนวิษณุภาคและรุทรภาคเท่านั้นที่โผล่พ้นฐานขึ้นมา
ในการประกอบพิธีบูชาลึงค์จะมีขั้นตอนการอภิเษกลึงค์
คือการสรงลึงค์ด้วยน้ำนม น้ำ เนยเหลว หรือน้ำมันศักดิ์สิทธิ์
น้ำที่ได้จากการสรงลึงค์เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์
นำไปใช้ในการปะพรมเป็นน้ำมนต์หรือนำไปบูชาต่อไป
ประเด็นการสนทนาในวันนั้นเริ่มจากคำถามของรุ่นพี่ที่อยากทราบว่า
ทำไมลึงค์ที่วางอยู่บนฐานโยนิจึงไม่เอาส่วนหัวลึงค์(รุทรภาค)ปักลงไปในช่อง
(รู)ของฐานโยนิ แม้ว่าคำถามดูเหมือนจะมีเลศนัย
แต่เมื่อคิดว่าครั้งหนึ่งในอดีตนามมาแล้วแม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ยังเคยตั้งข้อ
สงสัยว่าทำไมลึงค์ที่วางอยู่บนฐานโยนิจึงอยู่ในรูปลักษณะเช่นนั้นซึ่งดูจะ
ผิดธรรมชาติ
และด้วยเหตุที่เป็นคนคิดอะไรไม่ค่อยลึกซึ้งจึงตอบไปตามความเข้าใจเอาเองว่า
ลึงค์ที่ตั้งวางในลักษณะโผล่หัวขึ้นมาจากฐานโยนิเพราะส่วนสำคัญที่สุดของ
ลึงค์คือส่วนรุทรภาคหรือบูชาภาค ในการบูชาคงตั้งใจจะบูชา “รุทรภาค”
คือส่วนที่แทนองค์พระศิวะ ถ้าเอาส่วนหัวทิ่มลงไปในรู (hole)
ส่วนที่จะโผล่ออกมาคือวิษณุภาคและพรหมภาค ซึ่งน่าจะผิดหลักการในการบูชา
นอกจากนี้ยังได้กล่าวอ้างถึงคัมภีร์ลิงคปุราณะ
ตอนที่ว่าด้วยการสร้างรูปเคารพปาง “ลิงโคทภวมูรติ”
กล่าวถึงเหตุการณ์ในยุคสิ้นกัปป์และกำลังจะขึ้นกัปป์ใหม่
เมื่อพระวิษณุและพระพรหมถกเถียงกันว่าใครใหญ่กว่ากันในฐานะผู้สร้างโลกและ
จักรวาล
จนกระทั่งพระศิวะบันดาลให้เกิดลึงค์ขนาดมหึมาที่ห้อมล้อมด้วยเปลวเพลิง
เทพทั้งสองจึงหยุดทะเลาะวิวาทกันแล้วหันมาสนใจเสาเพลิงดังกล่าวว่าเกิดขึ้น
ได้อย่างไร เริ่มต้นจากที่ใดและไปสิ้นสุดที่ใด
พระวิษณุแปลงกายเป็นหมูป่าขุดลงไปหาโคนลึงค์
พระพรหมแปลงเป็นหงส์บินขึ้นไปหาส่วนยอดลึงค์
ปรากฏว่าพระวิษณุหาจุดเริ่มต้นไม่พบ แต่พระพรหมลีลาท่านแพรวพราวกว่า
ระหว่างแปลงเป็นหงส์เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า
ท่านได้พบดอกไม้ดอกหนึ่งหล่นลงมาจากสวรรค์
ครั้นสอบถามดอกไม้จึงทราบว่าหล่นลงมาจากเครื่องประดับพระเศียรของพระศิวะ
พระพรหมจึงขอให้ดอกไม้ไปเป็นพยานเท็จเพื่อหลอกพระวิษณุว่าทรงค้นพบส่วนยอด
ของเสาลึงค์และเก็บดอกไม้มาจากเครื่องประดับเศียรพระศิวะ
ดอกไม้ก็ตกลงยอมไปเป็นพยานเท็จให้
พระวิษณุถูกหลอกหลงกลพระพรหมจึงยอมรับนับถือพระพรหมเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
สูงสุด
ระหว่างนั้นเสาเพลิงได้ระเบิดออกปรากฏรูปพระศิวะออกมาจากกลางเสา
ทรงทราบว่าพระพรหมกล่าวเท็จ เป็นเทพเจ้าที่ไม่ซื่อสัตย์
จึงสาปแช่งพระพรหมว่าต่อไปนี้จะไม่มีผู้ใดเคารพนับถือท่าน
ท่านจะไม่มีวิหาร(วัด)หรือแม้แต่งานฉลองในพิธีบูชาของตัวท่านเอง
ส่วนดอกไม้ก็โดนหางเลขในฐานะพยานเท็จ
พระศิวะทรงสาปแช่งว่าต่อไปนี้เมื่อเจ้าถูกนำไปบูชาในวิหารขอให้เจ้าจงมีอายุ
สั้น จงเหี่ยวเฉาภายหลังจากที่ถูกนำไปบูชาในวิหารของเรา
ส่วนพระวิษณุได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพผู้ซื่อสัตย์
เพราะฉะนั้นขอให้ท่านจงเป็นที่รักและได้รับการบูชาจากประชาชนเช่นเดียวกับ
พระองค์ 2
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำอธิบายว่า
ทำไมวัดในอินเดียจึงมีแต่วัดของไศวนิกายและไวษณพนิกาย
ในขณะที่พระพรหมไม่เป็นที่นิยมนับถือและไม่มีวัดและเทศกาลบูชาในส่วนของ
พระองค์เอง เมื่อนำอธิบายเรื่องการตั้งวางลึงค์บนฐานโยนิ
ส่วนที่เป็นพรหมภาคจึงจมอยู่ในฐานโยนิ
มีแต่วิษณุภาคและรุทรภาคเท่านั้นที่ได้รับการบูชา
คำอธิบายของข้าพเจ้าได้รับการติติงว่าเป็นความคิดที่ติดอยู่ในกรอบทางประติ
มาณวิทยา (Iconography)
ถ้าจะคิดให้ทะลุกรอบนี้ออกไปต้องคิดในเชิงทฤษฎีสัญญะวิทยา (Semiology)
เพราะฉะนั้นปุจฉาข้อใหม่จึงถามว่า
หากภาพลึงค์ที่ตั้งวางบนฐานโยนิเลียนแบบจากปรากฏการณ์จริงในเชิงสังวาส
เราจะเห็นภาพนี้ได้เมื่อเราอยู่ที่ไหนถ้าสมมติให้ตัวเราเป็นมด (ตัวเล็กๆ)
คำถามนี้สร้างความงวยงงอย่างสุดขีด
ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยถูกใครตั้งคำถามพิสดารล้ำลึกขนาดนี้มาก่อน
ภายหลังจากคิดอยู่หลายตลบในที่สุดก็ตัดสินใจยอมแพ้
เพราะไม่สามารถหาคำตอบได้ ในที่สุดคำเฉลยของคำถามนี้ก็คือ
ต้องอยู่ข้างในจึงจะสามารถมองเห็นภาพดังกล่าวนี้ คำว่า “อยู่ข้างใน”
ในที่นี้หมายความว่าอยู่ในช่องคลอดจึงจะมองเห็นภาพเชิงสังวาสนี้
และนั่นเป็นการยืนยันว่าเหตุใดศาสนสถานที่ชาวอินเดียเรียกว่า วิมาน
(VIMANA)
ซึ่งประกอบด้วยห้องที่ใช้เป็นที่ประดิษฐานสัญลักษณ์สูงสุดจึงถูกเรียกว่า
ห้องครรภคฤหะ (GARBHAGRIHA)
นั่นหมายความว่าพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์กำลังดำเนินอยู่ในห้องครรภ์
อยู่ข้างในและอยู่ในจุดกำเนิดของจักรวาล
ข้าพเจ้ายอมรับแนวคิดนี้อย่างตื่นตาตื่นใจ
นึกชื่นชมคู่สนทนาว่าเป็นคนช่างคิดเหลือเกิน เรื่องมหัศจรรย์ลึกล้ำแบบนี้
คนส่วนใหญ่มักคาดไม่ถึง
แม้แต่นักวิชาการนามอุโฆษทั้งหลายเองก็มักติดอยู่ในกรอบความคิดทางประติมา
ณวิทยาด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนท่านผู้ใดจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้หรือไม่อย่างไร
ก็มิอาจปฏิเสธภูมิปัญญาของชาวอินเดียโบราณ
ที่ได้อธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในความหมายของเทพเจ้า
โดยใช้สื่อสัญลักษณ์ทางเพศแทนความหมายของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง
โชคลาภและความเจริญรุ่งเรือง
ระบบสัญลักษณ์ทางประติมากรรม
ได้สะท้อนถึงความเชื่อในความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างจักรวาลและโลก
ขยายผลต่อไปยังระบบสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมเนื่องในศาสนาฮินดู ศาสตรา
จารย์โรเบิรต์ วอน ไฮด์ เกลเดร์น (Robert Von Heine Geldern)
ได้ให้ทัศนะที่สะท้อนถึงความเชื่อในความสัมพันธ์ระหว่างจักรวาลและโลก
ซึ่งขอยกข้อความนี้มานำเสนอเพื่อจะได้นำไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีสัญญะ
วิทยาต่อไป“
อิทธิพลของความเชื่อในระบบจักรวาลที่มีต่อสถาปัตยกรรมในประเทศอารยะแถบอินโด
จีนและอินโดนีเซียได้มีนักปราญช์หลายท่านกล่าวถึงไว้แล้ว
แต่ในแง่ความสำคัญอย่างแท้จริงในฐานะที่ความเชื่อนี้ที่มีต่อแรงบันดาลใจแก่
สถาปัตยกรรมของอาณานิคมฮินดู ยังไม่เป็นที่ตระหนักกันโดยสมบูรณ์
ความสัมพันธ์นี้มีพื้นฐานมาจากโลกทรรศน์ที่มีกำเนิดมาจากโลกตะวันออก
ความสัมพันธ์เชิงไสยศาสตร์ระหว่างอนุจักรวาลและมหาจักรวาล
ระหว่างโลกของมนุษย์กับจักรภพ
ระหว่างสิ่งที่ปรากฏในโลกมนุษย์ในด้านหนึ่งกับทิศและกลุ่มดาวต่างๆ
ตามความเชื่อนี้ธาตุต่างๆ สี สัตว์ พืช หิน โลหะ อวัยวะของร่างกาย อัตตา
เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น อายุ เพศ ความสมถะ ตัณหาราคะ การเกิด
การตาย สรรพสิ่งเหล่านี้ล้วนมีที่ซึ่งกำหนดไว้แล้วในจักรวาลทั้งสิ้น
และถูกควบคุมโดยอิทธิพลของดวงดาว ด้วยเหตุดังนี้ทำให้สิ่งของแต่ละสิ่งมี
“สถานะทางไสยศาสตร์” ของตนในโครงสร้างของจักรวาล และมี
“จังหวะเวลาทางไสยศาสตร์”
ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์ต่างๆ
มนุษยชาติย่อมอยู่ภายใต้การควบคุมของพลังแห่งจักรวาลตลอดไป
แนวคิดนี้ถูกนำไปปฏิบัติต่อกลุ่มทางสังคมมากเสียยิ่งกว่าต่อปัจเจกบุคคล
ราชอาณาจักร นคร ราชวงศ์ ไม่มีสิ่งใดจะสามารถรุ่งเรืองได้
นอกเหนือจากทุกอย่างจะมีความสอดคล้องกลมกลืนกับพลังอำนาจของจักรวาลนี้
และเพื่อที่จะบรรลุถึงความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้
มนุษย์ได้พยายามสร้างอาณาจักร เมืองหลวง พระราชวัง
เทวสถานในรูปของจักรวาลเล็กๆ(Microcosm)
ซึ่งเป็นรูปจำลองย่อของโครงสร้างมหาจักรวาล (Macrocosm)
มนุษย์ต้องพยายามรวมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ตามมิติของพื้นที่และเวลา พวกเขาพยายามทำให้ราชสำนัก รัฐบาล หัวเมือง
การชั่ง ตวง วัด เงินตรา จารีตประเพณีและกิจกรรมต่างๆ
ประสานกลมกลืนกับกฎของธรรมชาติ ” 3
คำอธิบายของ Hiene-Geldern ชี้ให้เห็นว่าอาณาจักรโบราณในวัฒนธรรมฮินดู
กำหนดรูปทรงแบบแผนทางสถาปัตยกรรมของเมืองด้วยความเชื่อว่า
อาณาจักรของตนเป็นภาคหนึ่งของจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์
ศาสนสถานเป็นที่สถิตของเทพเจ้า ณ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล ฉะนั้นจึงต้อง
“ถอดแบบ”
มาจากแบบแผนรูปของจักรวาลชนิดที่ตนเชื่ออยู่เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของราช
อาณาจักรและของพระองค์
ความรู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการพื้นที่และอวกาศคือ สถาปัตยกรรม
ถูกกำหนดด้วยความรู้ต่อจักรวาล
พื้นที่ถูกสร้างความหมายขึ้นและถูกแปรสภาพหรือสร้างขึ้นเป็นวัตถุด้วย
ระเบียบกฏเกณฑ์ตามความรู้นั้น
ถอดรหัส “ลึงค์” ด้วยทฤษฎีสัญญะวิทยา
ทฤษฎีสัญญะวิทยา (Semiology) 4
สามารถถอดความหมายจากรากศัพท์เดิมได้ว่าเป็น “ศาสตร์แห่งสัญญะ” (Science
of sign) ที่พยายามจะอธิบายถึงวัฏสงสารของสัญญะ คือการเกิดขึ้น การพัฒนา
การแปรเปลี่ยน รวมทั้งการเสื่อมโทรม
ตลอดจนการสูญสลายของสัญญะหนึ่งๆที่ปรากฏออกมาอย่างเป็นแบบแผนและระบบระเบียบ
ทฤษฎีนี้กำเนิดมาจากการคิดค้นของนักภาษาศาสตร์เมื่อคริตศตวรรษที่ 19
โซซูร์(Saussure) นักภาษาศาสตร์ชาวสวิส
ผู้บุกเบิกวางรากฐานทฤษฎีสัญญะวิทยาได้นิยามวิชา Semiology ใหม่ว่า
เป็นศาสตร์ที่ศึกษาวิถีชีวิตของสัญญะที่อยู่ในปริบทหนึ่งๆ ( life of sign)
สัญญะ (Sign) หมายถึง สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความหมาย (meaning)
แทนของจริง/ตัวจริง(object) ในตัวบท (text) และในบริบท (context)หนึ่งๆ
ตัวอย่างเช่น “แหวนหมั้น”
เป็นสัญญะใช้แทนความหมายที่แสดงถึงความผูกพันระหว่างหญิงชายคู่หนึ่งในบริบท
ของสังคมตะวันตก หากเป็นบริบทของสังคมอื่นก็อาจใช้หมู ใช้กำไล
ใช้อย่างอื่นๆเป็นสัญญะแทน เป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่าสัญญะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าตัวของมันเอง
เป็นตัวแทนความหมายของความเป็นจริง สัญญะที่เรารู้จักกันมากที่สุดก็คือ
ภาษา
ในสัญญะหนึ่งๆจะมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นตัวหมาย (Signifier)
และตัวหมายถึง (Signified) ยกตัวอย่างแสดงความสัมพันธ์ระหว่างของจริง
ตัวหมาย และตัวหมายถึง เช่น สัตว์ปีกชนิดหนึ่งเป็นของจริง (Reference)
ในบริบทของสังคมไทยได้สร้างสัญญะเขียนเป็นตัวอักษรว่า “ไก่”
สังคมอังกฤษเขียนว่า “ chicken” เมื่อใส่เสียง(sound)
โดยเปล่งออกมาเป็นถ้อยคำว่า “ไก่” ส่วนนี้เรียกว่า “ตัวหมาย” (Signifier)
เมื่อคนในแต่ละวัฒนธรรมได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้สัญญะ (เช่นอ่านออก)
เมื่อเห็นสัญญะ “ไก่” หรือ “chicken”
ในหัวสมองหรือความคิดคำนึงของเขาก็จะเกิดแนวคิดจินตนาการของภาพ “ไก่”
ขึ้นมา ที่เราเข้าใจกันว่า “เป็นภาพในใจหรือภาพในความคิด” (concept)
ซึ่งก็คือตัวหมายถึง (Signified) เพราะฉะนั้นอักษร “ไก่”
จึงหมายถึงสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวมัน
แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความหมายแทนของจริง
ซึ่งก็คือการสร้างระบบสัญลักษณ์ (symbol)
นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นสิ่งที่สัญญะวิทยาสนใจ
วิเคราะห์ คือความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวบท” (text) กับปริบท (context)
คำว่า “con” หรือ “บริ” มีความหมายถึงสิ่งที่อยู่รอบๆ ดังนั้น context
หรือบริบท จึงหมายถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวบทนั่นเอง
เมื่อนำทฤษฎีสัญญะวิทยามาถอดรหัส “ลึงค์และโยนิ”
จึงมองได้ว่าสิ่งที่เห็นคือ “ตัวหมาย” ตัวมันเองแทนสิ่งที่เป็นของจริง
และมีความหมายมากกว่าตัวของมัน ความสัมพันธ์ของลึงค์และโยนิ
เป็นความสัมพันธ์ตามกฎของธรรมชาติซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในเชิงสังวาส
(เพราะกำลังอยู่ในห้วงแห่งการกระทำระหว่างกัน)
อากาศที่อยู่โดยรอบในห้องและตัวห้องแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทและบริบท
ซึ่งคนโบราณได้กำหนดเป็นตัวหมายถึง จึงเรียกว่า “ห้องครรภ์หรือครรภคฤหะ”
ภาพในความคิดจึงเป็นลึงค์ที่กำลังอยู่ในห้องครรภ์ และมีความหมายโดยนัย
(Connotative meaning) ที่สัมพันธ์ระหว่างโลกและจักรวาล
ตามความเชื่อทางอุดมคติของศาสนาฮินดู ระหว่างมนุษย์ โลก
และจักรภพที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลมกลืนไปตามกฎของธรรมชาติ
กล่าวโดยสรุปทฤษฎีสัญญะวิทยา
เป็นเครื่องมือในการหาความหมายที่อยู่ภายใต้สัญญะหนึ่งๆ
ทฤษฎีสัญญะวิทยาเสนอว่าอย่าอ่านความหมายลงไปที่ตัวอักษร (alphabet)
เพราะตัวอักษรเองไม่มีความหมายอะไรในตัวจนกว่าจะมาอยู่ในบริบททางวัฒนธรรม
หนึ่งๆที่มีรหัสกำหนดความหมายเอาไว้
เมื่อนำทฤษฎีสัญญะวิทยามาถอดรหัสประติมากรรมหรือสถาปัตยกรรม
จึงหมายความว่าอย่าเพียงแค่อ่านลงไปบนตัววัตถุ(ที่อาจถูกตีความทางประติมา
ณวิทยาไว้แล้ว) แต่ให้อ่านบริบทของวัตถุจึงจะเห็นรหัสที่ตัว
วัตถุไม่ได้บอก หรือความหมายที่ซ่อนอยู่ข้างใน
รหัสเป็นแบบแผนขั้นสูงที่ซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสัญญะต่างๆ
หรือพูดง่ายๆก็คือ เราจะนำเอาสัญญะย่อยๆต่างๆมาสัมพันธ์กัน
แบบแผนนี้จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างที่อยู่ในหัวสมองของเรา
และจะทำงานในการรับรู้และตีความเมื่อเราเปิดรับสัญญะต่างๆ
และในกระบวนการถอดรหัส (Decoding)
ผู้รับและผู้ส่งไม่จำเป็นต้องถือรหัสเล่มเดียวกัน
การถอดรหัสเพี้ยนเป็นกฎของการสื่อสารมิใช่เป็นข้อยกเว้น
เนื่องจากฝ่ายผู้รับเองก็มีกรอบอ้างอิง (Reference) ที่นำมา
สร้างรหัสต่างๆมากมาย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการถอดรหัสที่ผิดพลาด
มีเพียงการถอดรหัสที่แตกต่างไปจากผู้ส่งเท่านั้น 5
วิธีการถอดรหัสให้ใกล้เคียงกับผู้ส่งมากที่สุดก็จำเป็นต้องคิดแบบผู้ส่ง
เข้าไปนั่งในหัวใจของผู้ส่ง ศึกษาวัฒนธรรมของผู้ส่ง
ดังนั้นการใช้ทฤษฎีสัญญะวิทยานำมาอธิบายหลักฐานทางโบราณคดีจึงเป็นการทลาย
กรอบทางประติมาณวิทยาซึ่งอนาคตข้างหน้ามีโอกาสที่จะเดินไปถึงทางตัน
“ตามพรลิงคเศวร” : สัญญะของลึงค์อันเป็นหัวใจของแคว้น
การสนทนาเรื่องลึงค์ในที่สุดก็ลงเอยที่เมืองตามพรลิงค์
หากอ้างอิงทฤษฎีเชิงสัญญะวิทยาก็อาจกล่าวได้ว่า
ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าได้พยายามถอดรหัสคำว่า “ตามพรลิงค์” เสียใหม่
แตกต่างจากการถอดรหัสแบบเดิม คำว่า ตามพรลิงค์
ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 24 เขียนด้วยอักษรขอม ภาษาสันสกฤต อ่านว่า
“ตามพรลิงเคศวร” ซึ่งศาสตราจารย์เซเดส์ และศาสตราจารย์แสง มนวิทูร
ต่างแปลเหมือนกันว่าหมายถึง เมืองตามพรลิงค์ จารึกหลักนี้เขียนขึ้นเมื่อปี
พ.ศ. 1773
แต่ชื่อตามพรลิงค์ก็มีแนวโน้มว่าเป็นชื่อที่มีมาก่อนหน้านี้นานแล้ว
อย่างน้อยใน พ.ศ. 1544 หนังสือซุ่ง ฉี(เอกสารจีน) ได้บันทึกชื่อเมือง “ตัน
มาย หลิว” (TAN MEI LIV) 6 เป็นเมืองที่ส่งบรรณาการไปเมืองจีน
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อเดียวกับเมืองตามพรลิงค์
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าชื่อ “ตามพรลิงค์” หรือ “ตามพรลิงเคศวร”
เป็นชื่อลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ของแคว้น
ทำให้แคว้นนี้ถูกกำหนดเรียกโดยชื่อของลิงค์ แนวความคิดที่เชื่อว่า
“ตามพรลิงเคศวร”
เป็นชื่อของลึงค์นั้นมาจากการศึกษาเปรียบเทียบกับรัฐ/แคว้น/อาณาจักร
ที่ปกครองภายใต้อุดมการณ์ของศาสนาฮินดู ที่สำคัญคือกัมพูชาและจามปา
ดังได้กล่าวแล้วว่าเมืองหรืออาณาจักรเป็นภาคหนึ่งของจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์
การเชื่อมโยงจักรวาลและโลก
คือการจัดการพื้นที่และอวกาศด้วยกระบวนการเข้ารหัส (Encoding)
ซึ่งก็คือการสร้างสถาปัตยกรรมซึ่งถูกกำหนดด้วยระบบสัญลักษณ์
การประดิษฐานศิวลึงค์ในศาสนสถาน ณ ศูนย์กลางของราชธานี
เป็นการสร้างศูนย์กลางจักรวาลและโลกลงไปที่อาณาจักรนั้น
ศิวลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นขวัญของบ้านเมือง/แว่นแคว้น/อาณาจักร
ซึ่งเชื่อกันว่า(ลึงค์)ได้รับมอบมาจากพระศิวะ (พระอิศวร) โดยผ่าน
พราหมณ์ และพราหมณ์จะเป็นผู้มอบลึงค์ดังกล่าวถวายแด่กษัตริย์ผู้เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ การรวม
เป็นหนึ่งเดียวระหว่างกษัตริย์และเทพเจ้าประกอบขึ้นบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์
ไม่ว่าภูเขานั้นจะเป็นภูเขาธรรมชาติหรือภูเขาจำลอง
พิธีกรรมดังกล่าวนี้เรียกว่าลัทธิเทวราช
เริ่มปรากฏในราชอาณาจักรกัมพูชาในรัชสมัยพระพระเจ้าชัยวรมันที่ 2
ประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 14
ด้วยการสถาปนาลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขามเหนทรบรรพตหรือยอดเขาพนมกุเลน
ลัทธิเทวราชเป็นที่นิยมสืบต่อมาในกัมพูชา
มีการสร้างลิงคะประดิษฐานอยู่ในปราสาทบนยอดเขาที่ดัดแปลงเป็นรูปทรงพีระมิด
แทนสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ
ลิงคะเหล่านั้นซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นหลักหรือหัวใจของเมืองล้วนมีชื่อ
เรียกด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อ พ.ศ. 1424 พระเจ้าอินทรวรมัน
ได้สถาปนาลัทธิเทวราช(การสร้างลึงค์) ขึ้นที่ปราสาทบากอง ในนาม
“อินทเรศวร” ต่อมาประมาณ พ.ศ.1432-1443 พระเจ้ายโศวรมันที่ 1
ได้ประดิษฐานลึงค์ในนาม “ยโศธเรศวร”
ขึ้นที่ภูเขากลางเมืองยโศธรปุระ(เมืองพระนครเมืองแรก) คือปราสาทพนมบาแค็ง
ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1490-1510 พระเจ้าราเชนทรวรมันได้สถาปนาลึงค์ในนาม
“ราเชนทรภัทเรศวร” ประดิษฐานไว้ในศาสนสถานองค์กลางของปราสาทแปรรูป7
ในจามปา(ประเทศเวียดนาม) มีลึงค์นามว่า “ภัทเรศวร”
สถาปนาโดยพระเจ้าภัทรวรมัน ประดิษฐานอยู่ในปราสาทมิเซิน
ซึ่งเป็นเทวสถานแห่งแรกของจามปา
ชื่อของ”ลึงค์” เป็นคำสนธิระหว่างพระนามของกษัตริย์กับพระอิศวร
ลึงค์เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ของพระศิวะ
จึงเป็นตัวแทนของพระราชอำนาจของกษัตริย์
ทำให้พระองค์ดำรงสถานะของความเป็นเทพเจ้าบนโลกมนุษย์อันเป็นภาคจำลอง
ของมหาจักรวาล
เพราะฉะนั้นภารกิจสำคัญอันดับแรกๆของการสร้างบ้านแปงเมืองคือการสร้างวัด
/ศาสนสถาน วัดจึงเป็นศูนย์กลางของเมือง
สิ่งสำคัญภายในวัดมักถูกกำหนดให้เป็นชื่อวัดด้วย
มีตัวอย่างให้เห็นมากมายสืบกันต่อมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น
วัดมหาธาตุ สิ่งสำคัญที่สุดของวัดคือพระธาตุ
เป็นเหตุให้ชื่อวัดถูกกำหนดเรียกเป็นชื่อเดียวกับพระธาตุ
หรือวัดพระศรีสรรเพ็ชรในพระนครศรีอยุธยา
ชื่อวัดมาจากพระนามของพระพุทธรูปประธานภายในวัด เป็นต้น
นอกจากนี้หากมองลงไปในระดับบ้านก็จะเห็นว่าชื่อวัดกับชื่อบ้านมักจะเป็นชื่อ
เดียวกัน
ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าชื่อตามพรลิงค์มาจากชื่อลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็น
หัวใจของเมือง/แคว้น/อาณาจักร
ลึงค์นี้ประดิษฐานอยู่บนภูเขาซึ่งปัจจุบันรับรู้กันนาม “เขาคา”
เป็นลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ(สวยัมภูลึงค์)
ชื่อเมือง/แคว้น/อาณาจักรจึงถูกกำหนดเรียกเป็นชื่อเดียวกับชื่อลึงค์
ข้อสมมติฐานนี้ได้รับการสนับสนุนจากคู่สนทนาทุกประการ
โดยขยายความต่อสอดรับกับแนวคิดของข้าพเจ้า
กล่าวคือได้มีการยกตัวอย่างคำว่า “มนุษย์” ซึ่งแปลว่า “ใจ”
เมื่อพูดถึงมนุษย์ได้มีการสร้างสัญญะโดยชี้ไปที่ใจ ไม่ใช่ที่ร่างกาย
(body) ใจในที่นี้หมายถึงจิต(mind) และจิตจึงเป็นที่มาของตัวตน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ คำว่า “ปุระ” ซึ่งปัจจุบันรับรู้กันว่าหมายถึง
“เมือง” แต่ในอดีต “ปุระ” เป็นสัญญะที่รับรู้กันในความหมายของ “วัด”
ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวัดฮินดูในเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่เรียกวัดว่า
“ปุรา” (Pura)
ด้วยเหตุนี้ชื่อของเมือง(โบราณ)จึงเป็นไปได้ที่จะมาจากชื่อของวัด
เพราะต้องการระบุลงไปที่หัวใจของเมืองซึ่งก็คือ “วัด”
จากการถอดรหัสโดยการตีความว่าเขาคาคือที่ประดิษฐานลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ที่
มีนามว่า “ตามพรลิงเคศวร” ภูเขาทั้งภูเขาเป็นศาสนสถานซึ่งก็คือวัด
การชี้ไปที่หัวใจของเมืองและสิ่งสำคัญของวัดซึ่งก็คือลึงค์
จึงกลายเป็นสัญญะที่รับรู้กันต่อมาในชื่อ “เมืองตามพรลิงค์”
บทส่งท้ายของบทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นประโยชน์ของทฤษฎีสัญญะวิทยา
ที่สามารถนำมาใช้ในการอธิบายหรือหาความหมายให้กับสิ่งต่างๆรอบตัวได้ในทุกๆ
วงการ
ในแวดวงโบราณคดีหากนักโบราณคดีจะเริ่มมองสัญญะและใช้ทฤษฎีสัญญะวิทยา
วิเคราะห์หลักฐานที่ต่างไปจากกรอบทางประติมาณวิทยา
อาจทำให้เราได้พบรหัสใหม่ๆที่ตัวเราเองไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ทฤษฎีสัญญะวิทยาจึงเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มขอบฟ้าทางปัญญา
--------------------------------------------------
1 ผาสุข อินทราวุธ , ศิวลึงค์ : ในภาคใต้ , สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 9 ,2529 หน้า 3535-3536
2 Shakuthala jagannathan , Elephanta , India Book House Education Trust , Bombay , page 14-17
3 เซเดส์ ,ยอร์ช , เมืองพระนคร นครวัด นครธม , ปรานี วงษ์เทศ แปลจาก ANGKOR ; AN INTRODUCTION , 2543, หน้า 63-64
4 กาญจนา แก้วเทพ, การวิเคราะห์สื่อ : แนวคิดและเทคนิค ,
ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , กรุงเทพฯ :
บริษัท อินฟินิตี้เพรส จำกัด , 2541 , หน้า 80-82
5 กาญจนา แก้วเทพ , เรื่องเดิม , หน้า 95
6 ชื่อ ตัน หม่า หลิง อันน่าจะหมายถึงเมืองตามพรลิงค์ ปรากฏในหนังสือของเจาจูกัว เมื่อ พ.ศ. 1768 และหนังสือของ
หวัง ต้า หยวน เมื่อ พ.ศ. 1873-1883
7 เซเดส์ , เรื่องเดิม , หน้า 147
--------------------------------------------------
หนังสืออ้างอิง
กาญจนา แก้วเทพ , การวิเคราะห์สื่อ : แนวคิดและเทคนิค ,
ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ:
บริษัท อินฟินิตี้เพรส จำกัด,2541
เซเดส์, ยอร์ช , เมืองพระนคร นครวัด นครธม , ปรานี วงษ์เทศ แปลจาก ANGKOR
: AN INTRODUCTION , ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ , กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน ,
พิมพ์ครั้งที่ 6 , 2543
ผาสุข อินทราวุธ, “ ศิวลึงค์ : ในภาคใต้ ” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 9
, สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา , กรุงเทพฯ:
อมรินทร์การพิมพ์ ,2529
Shakuthala Jagannathan , Elephanta , India Book House Education Trust, Bombay
จาก :
โบราณคดี
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2207
รูปประกอบอินเตอร์เน็ต
--
เชิญ เข้ามาร่วม post ใน web board
http://www.thebestinsure.com/ บทความของใครได้ัรับการพิจารณาจากคณะกรรมการแล้วว่าน่าสนใจ และ มีประโยชน์ จะได้รับรางวัล กาแฟ 7 จากเวียตนามครับ
โดยจะพิจารณาให้ทุกเดือน