สวัสดีครับ อดิศร ครับ
อันดับแรก ก็คงต้องมาพิจารณาความเป็นธรรมให้พนักงานคนนี้ก่อนนะครับ โดยพิจารณาว่าทางเราเองมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนในการเอาผิดมากน้อยแค่ไหนเสียก่อน หากพบว่าข้อมูลนี้เป็นความจริงก็ไม่ยากครับ สามารถพิจารณาทางวินัยไปได้เลย ขั้นตอนแรกก็ควรมีการตักเตือนด้วยวาจา ซึ่งตามที่คุณบอกมาก็ได้มีการเตือนกันแล้ว ทีนี้หากเค้ายังมีพฤติกรรมเช่นเดิม ก็สามารถพิจารณาโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือได้ครับ การตักเตือนเป็นหนังสือนั้น ในเอกสารหนังสือตักเตือนต้องมีข้อความที่บ่งบอกถึงการเตือนด้วยครับ เช่น หากพนักงานกระทำผิดในทำนองนี้อีกทางบริษัทจะพิจารณาโทษในระดับที่สูงขึ้นจนถึงขั้นเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และผู้ออกใบเตือนนั้นจะต้องเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนายจ้างนะครับ ๆไม่งั้นหนังสือเตือนนี้จะเป็นโมฆะได้ครับ
ทีนี้มาตรการนี้ก็จะควบคุมได้แล้วครับ เพราะหากพนักงานได้รับหนังสือเตือนจากนายจ้าง และยังกระทำผิดซ้ำอีก นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ เป็นไปตามมาตรา 119
อยู่ที่จะพิจารณาให้โอกาสอีกสักครั้งหรือไม่เท่านั้น หากจะให้โอกาสทำงานต่อได้ก็ควรลงโทษด้วยการพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างไปอีกสักครั้งก่อน สามวัน ห้าวัน หรือเจ็ดวันก็แล้วแต่ครับ แต่หากยังไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมของเค้าได้อีก ก็คงไม่ต้องเอาไว้แล้วครับ เพราะนายจ้างก็เสียหาย ก็ควรเลิกจ้างไปครับ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยครับ
อดิศร
สวัสดีครับ อดิศร ครับ
กรณีนี้ก็เป็นเรื่องของบทกำหนดโทษลูกจ้างที่ฝ่าฝืนวินัยของบริษัทและกระบวนการพิจารณาทางวินัยนะครับ ขออธิบายดังนี้ครับ
ในเรื่องของบทกำหนดโทษนั้น ตามมาตรา 108 นายจ้างจะต้องกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ชัดเจน รวมถึงวินัยต่าง ๆ ที่นายจ้างจะต้องกำหนดข้อห้ามและ/หรือข้อปฏิบัติไว้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายด้วยครับ บทกำหนดโทษนั้นกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่านายจ้างจะต้องกำหนดอะไรไว้บ้าง แต่ที่จะมีผลต่อการเลิกจ้างลูกจ้างนั้นคือบทกำหนดโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือครับ เพราะหากลูกจ้างกระทำผิดซ้ำคำเตือนโดยที่นายจ้างมีหลักฐานการตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว นายจ้างก็สามารถที่จะเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ครับ ทีนี้ในหนังสือเตือนนั้นโดยมากนายจ้างก็เขียนกันไม่ถูกทำให้เป็นโมฆะได้ครับ เดี๋ยวจะอธิยายอีกทีนะครับ ว่าที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไร
มาดูที่บทกำหนดโทษกันก่อนครับ อย่างที่บอกว่ากฎหมายไม่ได้ระบุไว้ แต่ทั้งนี้นายจ้างก็ควรกำหนดให้เกิดความเป็นธรรมแก่ลูกจ้างมากที่สุดด้วยครับ และนอกจากนี้แล้วเวลาที่จะวินิจฉัยมูลฐานความผิดก็จะต้องถูกต้องแม่นยำด้วย ไม่ใช่นึกจะลงโทษอย่างไร ข้อหาอะไรก็เอาที่ความรู้สึกอย่างเดียว ซึ่งทำให้การพิจารณาโทษผิดพลาดได้ครับ
บทกำหนดโทษที่เหมาะสมนั้น ควรเริ่มจากสถานเบาที่สุดก่อน โดยปกติก็จะใช้การตักเตือนด้วยวาจาครับ ซึ่งการตักเตือนด้วยวาจาก็อาจทำเป็นสองระดับก็ได้ เช่นการตักเตือนด้วยวาจาอย่างไม่เป็นทางการและการตักเตือนด้วยวาจาอย่างเป็นทางการ การตักเตือนด้วยวาจาอย่างไม่เป็นทางการนั้นจะใช้ในกรณีที่ลูกจ้างทำความผิดครั้งแรกหรือเป็นลูกจ้างใหม่ที่เพิ่งมาทำงานได้ไม่นาน และก็อาจทำอะไรผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ หรือเป็นการฝ่าฝืนโดยไม่มีมีเจตนาครับ ถ้าความเสียหายแก่นายจ้างมีไม่มากมายอะไร ก็ควรใช้การตักเตือนด้วยวาจาอย่างไม่เป็นทางการก่อนได้ครับ วิธีการก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่เรียกพนักงานมาคุยตักเตือนและชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้เป็นการส่วนตัวครับ ซึ่งก็อาจมีพยานมาร่วมรับฟังด้วยก็ได้ ส่วนการตักเตือนด้วยวาจาอย่างเป็นทางการนั้น ก็เช่นเดียวกัน แต่เราจะบันทึกเอกสารระบุฐานความผิดตามระเบียบ และให้พนักงานลงชื่อไว้เป็นหลักฐานครับ ใช้ในโทษสถานเบาที่พนักงานไม่ได้มีเจตนาเช่นเดียวกัน
โทษลำดับต่อไปที่ถือว่าแรงขึ้นมาก็คือการตักเตือนเป็นหนังสือ วิธีการนี้นายจ้างจะต้องมีหนังสือเตือนที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยครับ ที่เป็นข้อบังคับเลยก็คือในหนังสือเตือนนั้นจะต้องมีข้อความที่บอกถึงการเตือนด้วย เช่น หากพนักงานกระทำความผิดเช่นนี้หรือทำนองนี้อีกในคราวต่อไป บริษัทอาจเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เป็นต้นครับ หนังสือเตือนที่ไม่มีข้อความระบุไว้อย่างนี้ กฎหมายจะไม่ถือว่าเป็นหนังสือเตือน และจะเป็นโมฆะครับ นอกจากนี้ในหนังสือเตือนก็จะต้องลงนามผู้ถูกเตือน ลงนามผู้ออกหนังสือเตือนซึ่งจะต้องเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนายจ้างนะครับ อายุความในหนังสือเตือนนั้นนายจ้างกำหนดไว้ได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำความผิดครับ
ผลของหนังสือเตือนนั้นค่อนข้างแรงนะครับ เพราะหากลูกจ้างกระทำความผิดซ้ำและอายุความยังไม่หมด นายจ้างก็สามารถเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้เลยครับ ทีนี้ก็แล้วแต่ว่าจะกำหนดเตือนเป็นหนังสือกี่ครั้งก็ได้ หรือไม่จำเป็นต้องกำหนดจำนวนครั้งก็ได้ครับ ก็แล้วแต่ความเหมาะสม ของแต่ละที่
โทษขั้นต่อไปก็คือเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ แต่ทั้งนี้เราอาจกำหนดโทษไว้รองรับอีกขั้นหนึ่งโดยเป็นการสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างก็ได้ครับ โทษพักงานนี้ก็ควรใช้ในกรณีที่ลูกจ้างกระทำความผิดและถูกพิจารณาเลิกจ้าง แต่ลดหย่อนโทษเพื่อให้โอกาสในการทำงานอีกสักครั้งโดยสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างไปก่อนก็ได้ หากลูกจ้างยังแก้ไขปรับปรุงตัวเองไม่ได้แล้วก็ค่อยเลิกจ้างไปครับ
คำถามข้อที่ 1. ของคุณ ในความเห็นผมถึงแม้นายจ้างจะมีสิทธิตามกฎหมายที่กำหนดได้ แต่เวลานำบทกำหนดโทษอย่างนี้ไปใช้จะยุ่งยากครับ และอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างได้ เพราะโดยลักษณะการกระทำความผิดของลูกจ้างนั้น ย่อมมีผลหนักเบาในความเสียหายแตกต่างกันไปตามกรณีที่เกิดขึ้น บทกำหนดโทษจึงควรมีความยืดหยุ่นและมีช่องให้พิจารณาให้ความเป็นธรรมมากกว่านี้ครับ
เพราะการตักเตือนเป็นหนังสือนั้นถือว่าแรงพอสมควรเลยนะครับ หากลูกจ้างทำผิดซ้ำนายจ้างก็เลิกจ้างได้
ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างคนหนึ่งฝ่าฝืนวินัย เล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่มีเจตนา กับลูกจ้างอีกคนหนึ่งซึ่งฝ่าฝืนโดยเจตนา เราจะลงโทษสองคนนี้อย่างไรให้เป็นธรรม ถ้าบทกำหนดโทษกำหนดไว้ว่าตักเตือนเป็นหนังสือโดยไม่มีบทที่เบากว่านี้ ทั้งสองคนก็จะถูกพิจารณาตักเตือนเป็นหนังสือทั้งคู่ และลูกจ้างที่ไม่ได้เจตนาก็คงไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควรครับ จึงขอแนะนำว่าควรมีบทกำหนดโทษโดยการตักเตือนด้วยวาจาอีกสักหน่อยครับ ส่วนการตักเตือนเป็นหนังสือนั้นก็อาจกำหนดไปครั้งเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีครั้งที่ 2 หรือ 3 ก็ได้นะครับ แล้วแต่ครับ คือมีไว้ก็ดีในแง่ที่เปิดโอกาสให้พนักงานมากหน่อย แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันเพราะความเด็ดขาดในการพิจารณาให้พนักงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ก็จะน้อยลงไปด้วยครับ
ในคำถามข้อที่ 2. ประเด็นนี้อยู่ที่การวินิจฉัยความผิดเป็นสำคัญครับ ที่คุณว่ารุนแรงไปนั้นถูกต้องครับ
แต่สาเหตุไม่ได้อยู่ที่บทกำหนดโทษที่ทำให้ดูรุนแรง แต่อยู่ที่เหตุผลว่า 1. ไม่มีบทที่ต่ำกว่านี้ และ 2. ที่สำคัญเป็นการวินิจฉัยมูลฐานความผิดตามระเบียบผิดพลาดแล้วครับ
ในกรณีนี้ไม่ควรวินิจฉัยว่าลูกจ้างขาดงาน ความหมายของการขาดงานคือลูกจ้างได้หยุดงานไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรครับ แต่กรณีนี้ลูกจ้างไม่ได้ขาดงานครับ ลูกจ้างลางานแล้วอาจจะมีเหตุผลอันสมควรแล้วว่าป่วยไม่สามารถมาทำงานได้ หรืออาจจะเป็นเพราะมีกิจธุระอันจำเป็นจึงไม่สามารถมาทำงานได้ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ลูกจ้างไม่ได้ขาดงาน การพิจารณาว่าลูกจ้างขาดงานจึงเป็นเหตุผลที่ไม่สมควรครับ เพราะลูกจ้างย่อมมีสิทธิในการลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริงตามมาตรา 32 และมีสิทธิลากิจเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ตามมาตรา 34 ถ้านายจ้างไปพิจารณาโทษอย่างนี้ลูกจ้างก็สามารถฟ้องนายจ้างได้ครับ แต่ถามว่าพนักงานผิดหรือไม่ที่ไม่ได้เขียนใบลาตามระเบียบ ก็ผิดครับ ดังนั้นการพิจารณาวินิจฉัยกรณีนี้ควรเป็นการพิจารณาโทษในข้อหา พนักงานไม่ปฏิบัติตามระเบียบในเรื่องของการลางานหรือข้อปฏิบัติในการเขียนใบลา จะตรงประเด็นกว่าครับ ไปลงโทษขาดงานไม่ได้ และหากนายจ้างไปหักค่าจ้างด้วยแล้วนายจ้างก็จะมีความผิดตามมาตรา 76 อีกด้วยซึ่งเป็นโทษอาญาในคดีแรงงานนะครับ จำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกินหนึ่งแสนหรือทั้งจำทั้งปรับครับ ทีนี้บทลงโทษในกรณีที่พนักงานไม่ได้เขียนใบลาตามที่กำหนดนั้น ก็ไม่ได้ทำให้นายจ้างเสียหายอะไรมาก และพนักงานก็อาจไม่เจตนา อย่างที่คุณบอกว่าลืมเพราะมัวแต่ทำงานอยู่
ก็เป็นความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น การพิจารณาที่ดีและเหมาะสมคือครั้งแรกก็เตือนด้วยวาจาอย่างไม่เป็นทางการไปก่อนครับ ซึ่งที่จริงแล้วหัวหน้าของพนักงานคนนั้นก็ควรต้องรับผิดชอบลูกน้องของตัวเองด้วย หัวหน้าเองก็ต้องคอยเตือนคอยถามลูกน้องตัวเองครับว่าเขียนใบลาหรือยัง ถ้ายังก็ให้ไปเขียนให้เรียบร้อย คือหัวหน้าที่ดีก็ต้องเอาใจใส่ด้วยครับ แต่ถ้ามีครั้งที่สองครั้งที่สามก็ควรพิจารณาโทษแรงกว่านี้แล้ว เพราะแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบอย่างมาก และเข้าข่ายจงใจด้วย โทษก็อาจจะหนักขึ้นไปจนถึงขั้นเลิกจ้างได้ แต่คงไม่มีใครที่จะมีเจตนาฝ่าฝืนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้หรอกครับ ไม่คุ้มกับการถูกเลิกจ้าง
ประเด็นนี้สำคัญมากนะครับ การวินิจฉัยต้องแม่นยำสามารถอ้างฐานความผิดตามระเบียบได้ถูกต้อง เพราะหากไม่ถูกแล้วจะเห็นว่ามีผลตามมาที่ทำให้นายจ้างเองเสียหายได้ครับ
ในข้อ 3. การเซ๊นต์สัญญาจ้างกฎหมายก็ไม่ได้ระบุไว้ว่ากี่วันครับ และสัญญาจ้างก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือก็ได้ จะตกลงกันด้วยวาจาก็ถือเป็นสัญญาจ้างตามกฎหมายแล้วครับ
แต่ทั้งนี้หากต้องการความชัดเจนก็ควรทำเป็นหนังสือไว้จะได้อ้างอิงได้ในภายหลัง และสัญญาจ้างก็ควรทำในวันแรกที่พนักงานเริ่มทำงาน เพราะถือว่าวันแรกที่พนักงานทำงานให้นายจ้างนั้นก็ถือว่าเป็นลูกจ้างโดยสมบูรณ์แล้วครับ จะได้ชี้แจงสัญญากันให้เรียบร้อยก่อน การทำงานวันต่อ ๆ ไปจะได้ไม่มีปัญหาครับ
อดิศร