การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในองค์การธุรกิจ

5,420 views
Skip to first unread message

Ms.Rinda

unread,
Dec 7, 2009, 3:26:59 AM12/7/09
to sia...@googlegroups.com

 

การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในองค์การธุรกิจ

         บุคคลแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งความสามารถและบุคลิกภาพ ความแตกต่างระหว่างบุคคลดังกล่าวส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานแต่ละประเภทได้แตกต่างกัน การรับพนักงานเข้าทำงานในองค์การธุรกิจ ถ้าจัดให้มีกระบวนการคัดเลือกโดยยึดหลักปรัชญาความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยคัดเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ย่อมส่งเสริมให้องค์การธุรกิจเจริญก้าวหน้า และยังเป็นผลดีต่อตัวพนักงานที่ได้งานซึ่งเหมาะสมกับตนเอง ซึ่งการที่จะได้คนที่มีเหมาะสมกับงานเข้ามาเป็นพนักงานตำแหน่งต่าง ๆ ในองค์การธุรกิจ มักขึ้นอยู่กับกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ถ้าทำการคัดเลือกโดยมีเกณฑ์การคัดเลือกและมีระบบงานในการคัดเลือกเป็นอย่างดี ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้คนที่เหมาะสมมาเป็นพนักงานมากขึ้น ผู้เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้จัดการงานธุรกิจ จึงควรให้ความสำคัญและสนใจศึกษาหลักการและแนวทางในการดำเนินงานเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน

          ที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะว่าด้วยความสำคัญของการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ลักษณะที่ควรพิจารณาในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน เครื่องมือที่ใช้ ขั้นตอนในการดำเนินการคัดเลือกซึ่งจะช่วยให้ดำเนินการคัดเลือกอย่างถูกต้องและได้คนที่เหมาะสมเข้ามาเป็นพนักงาน

6.1 ความสำคัญของการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน

          การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ( personnel selection ) จัดเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการบริหารงานบุคคล มีความสำคัญทั้งกับองค์การธุรกิจและตัวพนักงานเอง อาจกล่าวสรุปความสำคัญเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

     6.1.1 การคัดเลือกช่วยให้ได้พนักงานที่เหมาะสมกับงาน

          ในการได้บุคคลที่เหมาะสมกับงานเข้ามาเป็นพนักงาน ช่วยให้พนักงานผู้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลดีต่อบริษัทหรือองค์การธุรกิจ และต่อพนักงานเอง

     6.1.2 การคัดเลือกช่วยให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้น

          พนักงานที่ได้งานโดยตรงตามความสามารถและบุคลิกภาพ มีแนวโน้มที่จะเกิดความพอใจในงาน มีความสุขกับงาน ทำงานได้ดีมากขึ้น ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในงาน ซึ่งมักมีผลสืบเนื่องไปสู่ความสำเร็จในชีวิตด้วย

     6.1.3 การคัดเลือกช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนงานบ่อย

          การได้บุคคลที่เหมาะสมกับงานเข้ามาทำงาน ช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนงานบ่อยของพนักงานลงไปได้ การเปลี่ยนงานบ่อยมักไม่เกิดผลดีกับตัวพนักงานและองค์การธุรกิจ ในส่วนตัวของพนักงาน การเปลี่ยนงานบ่อย ทำให้ต้องย้อนกลับไปนับเริ่มต้นใหม่แทนที่จะได้ก้าวไปข้างหน้าได้เรื่อย ๆ อาจส่งผลให้ก้าวไม่ทันเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน และต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับงานใหม่และที่ทำงานใหม่อยู่บ่อย ๆ ซึ่งบางทีทำให้เกิดความเครียดและสุขภาพจิตเสื่อม สำหรับผลกระทบต่อองค์การในกรณีที่เปลี่ยนพนักงานบ่อย ทำให้งานไม่ต่อเนื่อง และต้องใช้เวลาและแรงงานในการสอนแก่พนักงานใหม่อีกด้วย

6.2 ลักษณะที่ควรพิจารณาในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน

          ในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน อาจพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ ดังนี้

     6.2.1 ความสามรถของผู้สมัคร

          การพิจารณาความสามารถของผู้สมัครอาจพิจารณาได้หลายด้านด้วยกันดังนี้

          6.2.1.1วุฒิการศึกษา การพิจารณาวุฒิการศึกษาโดยดูความสอดคล้องกับงานในหน้าที่หรืตำแหน่งงาน ถ้าไม่ได้วุฒิที่จบในสาขานั้น ๆ ก็ควรจบในสาขาที่ใกล้เคียงที่ สามารถถ่ายทอดประสบการณ์กันได้ หรือวุฒิอาจไม่ใกล้เคียงกับงานที่ทำ แต่บุคคลผู้นั้นเป็นผู้ที่มีทักษะประสบการณ์ในงานที่จะทำเป็นอย่างดี ก็อาจใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาได้

          6.2.1.2 ประสบการณ์ ถ้าได้พนักงานใหม่ซึ่งมีประสบการณ์ในงานที่จะรับเข้ามาทำ จะช่วยให้เรียนรู้งานได้เร็วขึ้น หรืออาจจะทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาสอนงานให้ใหม่ แต่บางครั้งองค์การก็ตอ้งคำนึงด้วยว่าผู้สมัครงานบางคนแม้อาจจะไม่เคยงานมาก่อน แต่เมื่อมีแววว่าจะทำงานได้ดี และองค์การให้โอกาส หลายคนทำงานได้ดีกว่าผู้ผ่านประสบการณ์มาก่อน จึงควรให้ความยุติธรรมและให้โอกาสแก่ผู้สมัครประเภทนี้บ้าง

          6.2.1.3 เชาวน์ปัญญาความถนัด และผลสัมฤทธิ์ของผู้สมัคร เชาวน์ปัญญาเป็นความสามารถโดยรวมทางสติปัญญาของบุคคล ส่วนความถนัดเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลมีแนวโน้มจะทำอะไรได้ดีถ้ามีโอกาสฝึกฝน และผลสัมฤทธิ์ เป็นผลการเรียนรู้ของบุคคลภายหลังจากที่เขาได้ทำกิจกรรมหรือได้ผ่านกระบานการเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ ไปแล้ว ถ้าองค์การธุรกิจสามารถคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นพนักงานโดยได้บุคคลที่มีเชาวน์ปัญญาดี มีความถนัดสอดคล้องกับงาน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือการทำกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับงานที่จะทำสูง มักมีแนวโน้มว่าพนักงานผู้นั้นน่าจะทำงานได้ดีมากขึ้น

          การพิจารณาความสามารถของผู้สมัครในด้านเชาวน์ปัญญา ความถนัดและผลสัมฤทธิ์เพื่อรับบุคคลเข้าทำงานอาชีพในองค์การธุรกิจนั้น มักนิยมพิจารณาที่ความถนัดซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะอย่างหรือความสามารถเป็นด้าน ๆ ของบุคคล โดยนักจิตวิทยามีความเชื่อว่า ผู้มีความถนัดในแต่ละด้านมักประสบความสำเร็จในงานอาชีพที่จะต้องใช้ความสามารถหรือความถนัดในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งแต่ละคนจะมีแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ก็ควรให้ความสนใจพิจารณาเชาวน์ปัญญา และผลสัมฤทธิ์ด้วย ได้มีผู้ทำการค้นคว้ารวบรวมงานวิจัย และสรุปจากการศึกษาวิจัยจำนวน 185 เรื่องไว้ในปี ค.ศ. 1948 เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสติปัญญากับงานอาชีพประเภทและระดับต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า สติปัญญามีความสัมพันธ์กับงานของพนักงานขาย ( saleman ) งานของพนักงานเสมียน ( clerical worker ) งานของผู้ชำนาญการที่ควบคุมดูแลพนักงาน ( supervisor ) และงานของพนักงานตั้งแต่ระดับได้ฝีมือ ฝีมือระดับกลาง จนถึงพนักงานระดับสูง มีจำนวนน้อยมากที่เชาวน์ปัญญาสูงแล้วไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน ดังนั้น ในการรับคนเข้าทำงานจึงควรมีเกณฑ์ด้านสติปัญญาได้ด้วย ถ้าสติปัญญาต่ำกว่าคนปานกลางทั่วไปมักทำงานไม่สำเร็จ แต่ถ้าสูงกว่าปานกลางก็มีแนวโน้มจะเปลี่ยนงานได้ ในการคัดเลือกคนเข้าทำงาน ควรคัดคนสติปัญญาต่ำออกไปก่อนเพื่อประสิทธิภาพขององค์การธุรกิจ ส่วนความสามารถด้านผลสัมฤทธิ์นั้น อาจพิจารณาจากผลการเรียน ผลงานที่ผ่านมา หรือตัวอย่างงาน ( portfolio ) ของผู้สมัคร

          สำหรับอิทธิพลของความถนัดต่อแนวโน้มความสำเร็จในอาชีพอาจแสดงให้เห็นได้ในตารางต่อไปนี้

          ตารางแสดลักษณะของความถนัดด้านต่าง ๆ และงานอาชีพที่มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จสำหรับผู้มีความถนัดแต่ละด้าน

ความถนัด

งานอาชีที่มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จ

1.ความถนัดด้านภาษา

วิทยากรผู้ให้การฝึกอบรม นักกฎหมาย ทนายความ นักภาษาศาสตร์ นักวิจารณ์ งานติดต่อกับบุคคล การพูด การเขียน การโฆษณา

2. ความถนัดด้านตัวเลข

นักสถิติ นักบัญชี พนักงานการเงิน นักการคลัง นักการธนาคาร นักเศรษฐศาสตร์

3. ความถนัดด้านมิติสัมพันธ์

งานวิศวกร งานสถาปนิก นักวางผังเมือง นักเขียนแบบ นักออกแบบ งานตกแต่ง

4. ความถนัดด้านความจำ

เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้และงานอาชีพทุกชนิด

5. ความถนัดด้านการสังเกตรับรู้

งานที่อาศัยความประณีตละเอียดเพื่อการรับรู้และตรวจสอบประเภทงานเสมียน งานพิมพ์ งานช่างประเภทต่างๆ

6. ความถนัดด้านเหตุผล

เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้และงานอาชีพทุกชนิด

          จากตารางซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้มีความถนัดแต่ละด้านจะมีแนวโน้มทำงานบางประเภทได้ดีเป็นพิเศษ ในเชิงจิตวิทยามักใช้คามรู้ดังกล่าวนี้เพื่อการแนะแนวอาชีพ แนะแนวศึกษาต่อ และทำนายแนวโน้มของบุคคลว่าจะทำอะไรได้ดีเพียงใดถ้าได้รับการฝึกฝน ซึ่งนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในองค์การธุรกิจได้ โดยวัดความถนัดของบุคคลในกรณีที่อาจจบไม่ตรงสาขาที่ต้องการ หรือในกรณีที่รับใครก็ได้เข้ามาเพื่อให้เรียนรู้งานหรือเพื่อฝึกงานให้ใหม่ทั้งหมด ถ้าบุคคลที่รับเข้ามามีความถนัดตามต้องการ ก็อาจมีแนวโน้มว่าจะทำงานนั้น ๆ ได้ดีกว่าผู้ไม่มีความถนัดในงาน หรือกิจกรรมดังกล่าว

     6.2.2 บุคลิกภาพของผู้สมัคร

บุคลิกภาพในบุคคลที่ควรพิจารณามีหลายด้าน ในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานควรเน้นพิจารณาบุคลิกภาพที่สัมพันธ์กับงานที่จะให้ทำเออร์เนส อาร์ ฮิลการ์ด ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพด้านต่าง ๆ ในบุคคลตามทฤษฎีโครงสร้างบุคลิกภาพของกิลฟอร์ด ซึ่งนำมาอธิบายให้สัมพันธ์กับการเลือกบุคคลเข้าทำงานในองค์การธุรกิจโดยสังเขปได้ดังนี้

          6.2.2.1ลักษณะร่างกายและสภาพอารมณ์ ( physique and temperament ) ลักษณะทางกายได้แก่ ขนาด สัดส่วน ความแข็งแรงหรือความบอบบางกิริยาท่าทาง รูปร่างหน้าตา ซึ่งงานแต่ละงานอาจต้องการผู้ทำงานที่มีลักษณะแตกต่างกันไป ด้านสภาพอารมณ์และความรู้สึก ได้แก่การแสดงออกทางอารมณ์ การทำงานของระบบในร่างการเมื่อเกิดอารมณ์ ลักษณะดังกล่าวนี้มีผลต่อการทำงานบางลักษณะ

          6.2.2.2 เชาวน์ปัญญาและความสามารถอื่น ๆ ( intellectual and values ) เชาวน์ปัญญาและความสามารถเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพ แต่เนื่องจากเป็นเรื่องซับซ้อน เมื่อกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลจึงมักแยกความสามารถไปเป็นอีกหัวข้อหนึ่ง ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า

          6.2.2.3 ความสนใจและค่านิยม ( interests and values ) ได้แก่การมีใจผูกพันจดจ่อและเพลิดเพลินกับบางสิ่งบางอย่าง การยึดมั่นปฏิบัติบางเรื่อง ซึ่งหลายอย่างมีอิทธิพลต่อการทำงานของบุคคลมาก

          6.2.2.4เจตคติทางสังคม ( social attiludes ) ได้แก่การมีความคิดความเห็น ความเชื่อ ความรู้สึกบางประการต่อสังคม ต่อกลุ่มที่บุคคลเข้าไปเป็นสมาชิก เช่น เป็นสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์นิยม กลุ่มแรงงาน กลุ่มแนวร่วมใหม่ กลุ่มสมัชชาคนจน ซึ่งบุคคลมักมีเจตคติไปในแนวเดียวกับกลุ่มที่เขาเข้าไปเป็นสมาชิก อาจเคร่งในคำสอนของศาสนา อาจอนุรักษ์ของเก่าและ วิถีชีวิตแบบเก่า หรืออาจชอบวิถีรุนแรง วิธีก่อม๊อบ หรือการนัดหยุดงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่องาน

          6.2.2.5แรงจูงใจ ( motivatuonal dispositions ) ได้แก่ แรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรมในบุคคล ซึ่งมักมีต่าง ๆ กัน และมีอิทธิพลมาสู่แรงจูงใจในการทำงาน บางคนต้องการความก้าวหน้า ความสำเร็จ ตำแหน่งงาน บางคนต้องการเพียงเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนสูงหรือบางคนอาจจะเฉื่อยชา ไม่ต้องการสิ่งใดจริงจัง ขอเพียงให้ได้งานและอยู่ไปวัน ๆ ผู้พิจารณาเลือกคนเข้าทำงานก็ตอ้งเลือกคนซึ่งมีแรงจูงใจที่สอดคล้องกับความต้องการขององค์การ

          6.2.2.6 การแสดงออกและลักษณะเฉพาะบุคคล ( expressive and stylistic traits ) ได้แก่ ลักษณะในด้านใดด้านหนึ่งเกี่ยวกับความสุภาพอ่อนโยน ความช่างคุย การยึดมั่นถือมั่น ความลังเลไม่แน่นอน ความอยากรู้อยากเห็น ความคล่องในสังคม ความเป็นคนช่างคิด ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้เป็นตัวกำหนดบทบาทในการทำงานและท่าทีปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่น ซึ่งมีผลมากต่อการทำงาน ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ควรเลือกลักษณะให้สอดคล้องกับงานที่ต้องปฏิบัติ

          6.2.2.7 แนวโน้มพยาธิสภาพ ( pathological trends ) ได้แก่ลักษณะสุขภาพจิต และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมทั่วไป ซึ่งในการเลือกคนเข้าทำงาน ควรพิจารณาลักษณะนี้ให้ดีเนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้มีปัญหาด้านจิตใจนับวันจะมากขึ้น

          ลักษณะบุคลิกภาพทั้ง 7 ประการที่กล่าวมานี้ บางด้านเป็นลักษณะเฉพาะที่มีแนวโน้มเหมาะสมกับงานอาชีพบางงาน บางด้านเป็นผลข้างเคียงที่ส่งเสริมการทำงานหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เช่น แนวโน้มของพยาธิสภาพซึ่งเป็นเรื่องของสุขภาพจิตและการปรับตัวของบุคคล ถ้าโน้มเอียงไปในทางผิดปกติ ไม่ว่าจะทำงานใดก็ดูจะเป็นอุปสรรคต่องานทั้งนั้น ส่วนบุคลิกภาพด้านการแสดงออกและลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้น เป็นเรื่องที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจมาก เพราะเป็นสิ่งบ่งบอกความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมในงานบางด้านได้เป็นอย่างดี

          นอกจากแนวคิดเรื่องโครงสร้างของบุคลิกภาพที่สัมพันธ์กับอาชีพดังกล่าวแล้ว ยังมีคำอธิบายในเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายราย เช่น จากผลการศึกษาค้นคว้าของ วัชรี ธุวธรรม ที่ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพและอาชีพว่า บุคลิกภาพด้านการแสดงออกและลักษณะเฉพาะของบุคคลทั้งหลายในโลกมี 6 ลักษณะ แต่ละลักษณะมักเหมาะสมกับงานและอาชีพต่าง ๆ กันไป ซึ่งแสดงให้เห็นได้ในตารางต่อไปนี้

          ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพ การแสดงออก และอาชีพที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพ

การแสดงออกและลักษณะเฉพาะ

อาชีพที่มีแนวโน้มเหมาะสมกับบุคลิกภาพ

1.ลักษณะยึดมั่นในแบบแผนเดิม

2. ลักษณะสอบสวนหาความจริง

 

3. ลักษณะเข้าถึงสัจจะความจริง

4. ลักษณะศิลปิน

5. ลักษณะสังคม

 

6. ลักษณะเก่งกล้าริเริ่ม

  • มักคิดอะไรในแง่ปฏิบัติได้มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตตามที่สังคมคาดหวัง แก้ปัญหาอย่างถี่ถ้วน มีระบบ สมเหตุสมผล ไม่ออกนอกลู่นอกทาง
  • สำรวจตรวจสอบทุกสิ่งด้วยความระมัดระวัง ละเอียดถี่ถ้วนในการวิเคราะห์ปัญหา ชอบหาข้อเท็จจริง เป็นตัวของตัวเอง คิดละเอียด ช่างซักถาม
  • ค้นหาหนทางให้ได้มาซึ่งคำตอบเมื่อเกิดปัญหา มีความคิดคงที่แน่นอน ไม่เปลี่ยนใจง่าย นอกจากจะได้ประสบการณ์ตรง
  • ความคิดริเริ่ม ฉลาด ใช้มโนภาพได้ดี การสร้างงานศิลปะ การวางแผน การดัดแปลงปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ
  • ชอบอยู่กับคนมาก ๆ ชอบทำกิจกรรมประเภททำเป็นกลุ่มเป็นพวก เมื่อมีปัญหา เกิดขึ้นจะให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนมากกว่าความผิดถูก
  • รักผจญภัย ขยันกระตือรือร้นในงาน ชอบทดลองประสบการณ์ใหม่ ช่างพูด ช่างเจรจา มักจูงใจคนได้ดี

·  งานทะเบียน บางข้อมูล งานการเงิน การบัญชี งานคอมพิวเตอร์ งานรักษาเอกสาร งานเชาวเลข งานประเมิน งานควบคุมระบบ นักวิเคราะห์

·  นักสำรวจ นักเคมี นักฟิสิกส์ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องยนต์ ช่างเทคนิคด้านเครื่องยนต์ เครื่องจักร นักโปรแกรมคอมพิวเตอร์

นักธรณีวิทยา ผู้ทำงานในห้องปฏิบัติการ ช่างตรวจสอบคุณภาพ

  • ช่างซ่อม ช่างเครื่อง ช่างอาหลั่ย ชิ้นส่วน งานรับเหมาก่อสร้าง นักเล่นต้นไม้ งานบริการที่อาศัยความเป็นระบบระเบียบ งานดูแลหน่วยงาน หรือสวนสาธารณะ
  • นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ นักวิจารณ์ นักเขียนรายการวิทยุโทรทัศน์ บรรณาธิการหนังสือ นักออกแบบตกแต่ง งานดนตรี ละคร งานศิลป นักออกแบบแฟชั่น นักแสดง นักประชาสัมพันธ์ งานโฆษณา
  • งานบริการด้านท่องเที่ยว ต่างประเทศ นักแนะแนว นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม นักสันทนาการ บรรณารักษ์
  • นักธุรกิจการตลาด เจ้าของกิจการ ธุรกิจ นักกฎหมาย มัคคุเทศก์ ผู้จัดการบริษัท

จากตารางจะเห็นว่าผู้มีบุคลิกภาพแต่ละลักษณะ อาจเหมาะสมกับงานบางงาน และอาจไม่เหมาะสมกับงานบางงาน แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าองค์การธุรกิจได้พนักงานใหม่ที่มีลักษณะประจำตัวที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมกับงาน ก็มิได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในการทำงานไม่ได้เสียทีเดียว เนื่องจากทุกอย่างพัฒนาได้ ปรับเปลี่ยนได้ การฝึกฝนและค่อยปรับเปลี่ยนพนักงานทีละเล็กละน้อย บางทีอาจจะได้ลักษณะสร้างสรรค์ใหม่ ๆ จากพนักงาน การปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่ก็ไม่ยากจนเกินกว่าจะฝึกฝนหรือพยายาม

6.3 เครื่องมือที่ใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน

จากที่กล่าวมาในเรื่องลักษณะที่ควรพิจารณาในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ซึ่งควร

พิจารณาหรือประเมินบุคคลทั้งด้านความสามารถ และด้านบุคลิกภาพนั้น วิธีการพิจารณาหรือประเมินทำได้ 2 วิธีด้วยกัน คือ

          วิธีที่ 1 พิจารณาหรือประเมินโดยใช้เครื่องมือ ได้แก่ การใช้แบบทดสอบวัดความสามารถและบุคลิกภาพตามลักษณะที่ต้องการวัด

          วิธีที่ 2 พิจารณาหรือประเมินโดยไม่ใช้เครื่องมือหรือไม่ใช้แบบทดสอบ ซึ่งอาจจะเป็นการตรวจสอบผลงานที่ผ่านมา หรืออาจให้ลองปฏิบัติงานให้ดู           หรืออาจใช้การสังเกต การสัมภาษณ์ หรืออาจพิจารณาจากแฟ้มสะสมผลงานหรือตัวอย่างงาน ( portfolio ) ของผู้สมัครและอาจมีบางกรณีที่เมื่อผู้สมัครเข้ามายื่นใบสมัครก็รับเข้าทำงานเลยด้วยเหตุผลบางประการ

          ในการพิจารณาบุคคลเข้าทำงาน ควรใช้ทั้ง 2 วิธีประกอบกัน คือทั้งใช้แบบทดสอบและไม่ใช่แบบทดสอบ แล้วนำทั้ง 2 ส่วนมาพิจารณาร่วมกัน ในการใช้แบบทดสอบเพื่อคัดเลือกผู้สมัครเข้าทำงาน ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกต้องมีเกณฑ์การคัดเลือก ( criteria ) ก่อนว่าต้องการได้พนักงานลักษณะใด แล้วสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดผู้สมัครตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ หรือใช้แบบทดสอบมาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญสร้างไว้เพื่อวัดคุณลักษณะนั้น ๆ ตามต้องการ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการใช้แบบทดสอบลักษณะใด ผู้ใช้หรือผู้คัดเลือก พนักงานควรมีความรู้เรื่องการใช้แบบทดสอบนั้น ๆ หรืออาจอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบมาให้คำแนะนำหรือมาวัดและวิเคราะห์ผลการทดสอบให้

          ในที่นี้จะกล่าวถึงแบบทดสอบที่อาจใช้วัดความสามารถ และบุคลิกภาพของผู้สมัครโดยสังเขป โดยเลือกนำมากล่าวเฉพาะที่อาจนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในองค์การธุรกิจเป็นบางส่วนเท่านั้น ดังนี้

     6.3.1 แบบทดสอบวัดความสามารถ

          ตัวอย่างแบบทดสอบวัดความสามารถที่อาจเลือกใช้ในการรับบุคคลเข้าทำงานในองค์การธุรกิจ เช่น แบบทดสอบชุดต่อไปนี้

          6.3.1.1 แบบทดสอบวัดความสามารถในการประกอบอาชีพของฟลานาแกน ( Flanagan Aptitude Classification Test : FACT )

          แบบทดสอบชุดนี้มีลักษณะเป็นแบบทดสอบความถนัด ( aptitude test ) สร้างโดยฟลานาแกน ซึ่งก่อนที่เขาจะสร้างแบบทดสอบชุดนี้ เขาได้ทำการวิเคราะห์งาน ( job analysis ) ในองค์การธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยศึกษาว่างานนั้น ๆ จะสำเร็จได้ดี ควรมีความสัมพันธ์กับความถนัดด้านใดบ้าง แล้วจึงสร้างแบบทดสอบเป็นชุด ๆ เพื่อวัดความถนัดดังกล่าว แบบทดสอบของฟลานาแกนนี้ ใช้วัดความสามารถในการประกอบอาชีพได้ถึง 38 อาชีพ ซึ่งในการเลือกนำไปใช้ต้องวิเคราะห์งานนั้นก่อนว่าต้องการความถนัดด้านใด แบ่งได้ 19 ชุดย่อย ดังนี้

          ชุดที่ 1 ความช่างสังเกต ( inspection ) วัดความช่างสังเกต รอบคอบ รวดเร็ว ค้นหาความไม่สมบูรณ์ของสิ่งที่กำหนดให้จะมีภาพหลักให้ 1 ภาพในแต่ละข้อ แล้วมีภาพตัวเลือกอีก 5 ภาพ ให้หาภาพที่ไม่เหมือนภาพหลัก

          ชุดที่ 2 ความสามารถเชิงกล ( mechanices ) วัดความเข้าใจเชิงกล มีภาพเครื่องจักรกล แล้วถาม 2-3 คำถาม จากภาพ

          ชุดที่ 3 ตารางข้อมูล ( tables ) วัดความเข้าใจข้อมูลที่มีให้ในตาราง

          ชุดที่ 4 เหตุผล ( reasoning ) วัดเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์

          ชุดที่ 5 คำศัพท์ ( vocabulary ) วัดภาษา ความหมายคำศัพท์

          ชุดที่ 6 ต่อภาพ ( assembly ) วัดการมองเห็นส่วนประกอบจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แยกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้ต่อเป็นรูปสมบูรณ์

          ชุดที่ 7 การใช้วิจารณญาณ และการสรุปความ ( judqement and comprehension ) วัดความเข้าใจ โดยให้ใช้เหตุผลพิจารณาหาข้อสรุป โดยกำหนดข้อความนั้นหลาย ๆ ข้อ

          ชุดที่ 8 การซ่อนรูป ( component ) วัดความสามารถด้านมิติสัมพันธ์เกี่ยวกับซ่อนรูป โดยมีตัวเลือก ให้หาว่าตัวเลือกใดไปซ่อนอยู่ในภาพที่กำหนดให้

          ชุดที่ 9 การวางแผน ( planning ) วัดความสามารถในการวางแผนและจัดระบบในการให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทำความสะอาดบ้าน จะทำอะไรก่อนหลัง โดยมีลำดับสลับผิดที่แล้วให้เรียงใหม่

          ชุดที่ 10 คณิตศาสตร์ ( arithmetic ) วัดทักษะคณิตศาสตร์ บวก ลบ คูณ หาร

          ชุดที่ 11 การคิด ( ingenuity ) วัดความสามารถด้านการคิด เช่นให้เติม ให้ได้ความ ( คำตอบคือ ทดสอบ )

          ชุดที่ 15 การตื่นตัว ( Alertness ) วัดความเร็วในการตื่นตัวและการสังเกตจุดอันตราย เพื่อดูความรอบคอบ ความช่างสังเกตโดยให้ดูภาพ แล้วให้บอกว่าจุดอันตรายของภาพนั้น ๆ อยู่ที่ใดบ้าง

          ชุดที่ 16 การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ ( Coordination ) วัดความสามารถด้านประสาทสัมผัสของมือดูความเร็วและความแม่นยำในการใช้ดินสอลากเส้นในช่องแคบที่วกวนไปมา

          ชุดที่ 17 การทำตามแบบ ( Pattern ) วัดความสามารถในการคัดลอกโดยมีรูปภาพในตารางให้ดู แล้วให้ทำใหม่อีกตารางหนึ่ง กำหนดจุดเริ่มต้นในตารางให้

          ชุดที่ 18 รหัส ( Coding ) วัดความสามารถในการจำรหัส เช่น 2 = , 3 = 0 ฯลฯ ให้ดูคู่หลาย ๆคู่ แล้วให้ทำข้อสอบโดยให้จับคู่ให้ถูกต้องโดยรวดเร็ว

          ชุดที่ 19 ความจำ ( Memory ) วัดความจำ ให้อ่านสิ่งที่กำหนดให้แล้วถามความจำจากสิ่งนั้น

          6.3.1.2 แบบทดสอบวัดความถนัดเชิงเสมียนมินิโซตา ( The Minesota Vocational Test For Clerical Workers )           แบบทดสอบวัดความถนัดเชิงเสมียนของมินิไซตาเป็นที่รู้จักแพร่หลาย คำว่าความถนัดเชิงเสมียนมีตั้งแต่ความสามารถในการจัดมอบหมายงานให้คนอื่นทำ การควบคุมกิจกรรมการทำงาน การดูแลต้อนรับลูกค้า การทำหน้าที่ควบคุมการผลิต งานร่างเอกสาร การจัดทำเอกสารสรุปผลงาน จนกระทั่งถึงงานพิมพ์ดีด และงานส่งเอกสาร ด้วยเหตุผลที่งานเสมียน ( clerical jobs ) มีลักษณะงานที่แยกชนิดออกไปได้มากมายดังนั้น บริษัทส่วนมากเมื่อประกาศรับบุคคลเข้าทำงานก็มักใช้แบบทดสอบวัดความถนัดเชิงเสมียนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาผู้สมัคร

          ตัวอย่างแบบทดสอบความถนัดเชิงเสมียนมินิโซตา ซึ่งวัดอัตราเร็วในการรับรู้ และความถูกต้องในการรับรู้ เช่น 2 ชุดย่อย ต่อไปนี้

          ( 1 ) เปรียบเทียบจำนวน ( number comparison ) โดยโจทย์กำหนดจำนวนเลข 200 คู่ มีตัวเลขตั้งแต่ 3 ถึง 12 หลัก ให้กาเครื่องหมาย x ลงระหว่างกลางคู่ที่เหมือนกัน

          ( 2 ) เปรียบเทียบชื่อ ( name comparison ) มีลักษณะเหมือนเปรียบเทียบจำนวนเพียงแต่เปลี่ยนจากจำนวนมาเป็นชื่อของบริษัท ชื่อถนน ฯลฯ ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน

          วิธีคิดคะแนนจากแบบทดสอบดังกล่าว มีการหักคะแนนสำหรับคำตอบที่ผิด และดูความเร็วในการทำงานด้วย

          6.3.1.3 แบบทดสอบวัดความถนัดเชิงจักรกลของเบนเนท ( Bennett Test of Mechanical Jobs ) ความถนัดเชิงจักรกลประกอบไปด้วยความสามารถ 3 ด้าน คือ

          ( 1 ) การควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ( decterity )

          ( 2 ) ความรู้ทั่วไปด้านกลไกและเหตุผลเชิงจักรกล ( mechanical information and mechanical reasoning )

          ( 3 ) มิติสัมพันธ์ ( spatial relation )

          แบบทดสอบวัดความถนัดเชิงจักรกลของเบนเนทมีหลายลักษณะ และหลายชุด ทั้งชุดที่ใช้วัดความถนัดเชิงจักรกลในสตรี ( ชุด W ) ชุดสำหรับคัดเลือกคนเข้าเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์

          ( ชุด BB ) และชุดที่ใช้วัดผู้ใหญ่ทั่วไปและคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ( ชุด AA ) สำหรับชุด AA นี้ โดยแต่ละข้อมีเป็นรูปภาพแล้วให้ตอบคำถามสั้น ๆ มุ่งวัดความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของงานอุตสาหกรรมในชีวิตประจำวัน

     6.3.2 แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ

          แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ หรือแบบสำรวจบุคลิกภาพนั้น มีทั้งแบบที่สร้างขึ้นเพื่อวัดบุคลิกภาพเป็นด้าน ๆ เช่น แบบสำรวจความสนใจ แบบสำรวจค่านิยม แบบสำรวจเจตคติ หรืออาจวัดลักษณะบุคลิกภาพเป็นกลุ่มรวม หรืออาจเป็นแบบที่ใช้วัดเพื่อเปรียบเทียบลักษณะ 2 ด้าน ในบุคคลก็ได้ เช่นวัดลักษณะการมองโลกในแง่ดีเปรียบเทียบกับลักษณะการมองโลกในแง่ร้าย วัดลักษณะการปรับตัวเปรียบเทียบลักษณะโรคจิตประสาทในบุคคล ฯลฯ ในที่นี้ จะยกตัวอย่างแบบสำรวจบุคลิกภาพเพียงบางชุด ที่อาจใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในวิธีการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในองค์การธุรกิจ ดังนี้

          6.3.2.1 แบบสำรวจความสนใจในอาชีพของสตรอง ( Strong Vocational Interest Blank : SVIB )

          แบบสำรวจความสนใจในอาชีพของสตรอง ใช้สำรวจความสนใจในอาชีพต่าง ๆ ได้มากกว่า 50 อาชีพผลจากการศึกษาความแม่นตรงพบว่าบุคคลที่ได้คะแนนสูง มีแนวโน้มที่จะยึดอาชีพนั้น ๆ มีความสำเร็จในการทำงาน และพึงพอใจในงานที่ทำด้วยข้อสอบชุดนี้ ประกอบด้วยข้อความ 399 ข้อมีทั้งหมด 8 ภาค ให้ผู้ตอบระบุความชอบไม่ชอบของตนโดยมีลักษณะดังนี้

          ถ้าชอบ ให้เขียนวงกลมรอบ L ( Like )

          ถ้าเฉยๆ ให้เขียนวงกลมรอบ I ( Indifferent )

          ไม่ชอบ ให้เขียนวงกลมรอบ D ( Dislike )

          ใน 5 ภาคแรกของแบบสำรวจชุดนี้ จะเป็นรายละเอียดความสนใจที่เกี่ยวกับอาชีพบันเทิง กิจกรรม และลักษณะบุคคล และในอีก 3 ภาคที่เหลือให้ผู้ถูกทดสอบจัดอันดับกิจกรรมที่ชอบและประมาณค่าความสามารถและลักษณะอื่น ๆ ของตนเอง ไม่จำกัดเวลาทำเพื่อให้ตอบได้ครบทุกข้อ มักใช้เครื่องจักรตรวจให้คะแนน เพราะใช้เวลานาน ในการนำไปทดสอบ ถ้าผู้ใดตอบสอดคล้องกับความสนใจของบุคคลที่ได้รับความสำเร็จจากการประกอบอาชีพนั้น ก็มีแนวโน้มว่ามีความสนใจในอาชีพนั้น และน่าจะทำอาชีพนั้นได้เป็นอย่างดี

          6.3.2.2 แบบสำรวจความสนใจในอาชีพของคูเดอร์ ( Kuder General Interest Survey : KGIS )

          แบบสำรวจความสนใจในอาชีพชุดนี้เกิดจากแนวคิดของคูเดอร์สร้างขึ้นเพื่อใช้วัดความสนใจในอาชีพหลายกลุ่ม เช่น อาชีพกลุ่ม วรรณคดี วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ การโฆษณา ศิลปะ ดนตรี บริการสังคม เครื่องยนต์กลไก งานเสมียน และช่างเทคนิค ซึ่งพบว่าทำนายความสำเร็จ ในการทำงานได้ และใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน และบรรจุพนักงานให้เหมาะสมกับงานได้ดี จึงเป็นแบบสำรวจอีกชุดหนึ่งที่องค์การธุรกิจควรเลือกนำมาใช้ถ้ามีโอกาส เพื่อทำให้การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแบบสำรวจความสนใจในอาชีพของคูเดอร์ แบ่งความสนใจออกเป็นกลุ่มกิจกรรมใหญ่ ๆ คือ กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมทางเครื่องยนต์กลไก กิจกรรมเกี่ยวกับตัวเลขและจำนวน กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ กิจกรรมทางศิลป ทางภาษา หนังสือ กิจกรรมเกี่ยวกับการโน้มน้าวจิตใจบุคคล กิจกรรมดนตรี บริการสังคม กิจกรรมทางเสมียน เป็นต้น แบบสำรวจทั้งหมดประกอบด้วยคำถาม 504 ข้อ มีข้อการกระทำให้เลือก 3 อย่าง ให้ผู้ตอบบ่งชี้ว่าชอบอย่างไหนมากที่สุด ชอบอย่างไหนน้อยที่สุด

          ตัวอย่างวิธีการแปลความหมายเพื่อให้เข้าใจง่ายอีกแบบหนึ่ง เช่น จากข้อการกระทำต่อไปนี้

1.               การทำให้มีพันธุ์ไม้ดอกชนิดใหม่ ๆ ขึ้น

2.               ทำโฆษณาให้ผู้ขายดอกไม้

3.               รับโทรศัพท์ในร้านขายดอกไม้

          ข้อการกระทำทั้ง 3 ดังกล่าวนี้ ถ้าผู้ตอบตอบว่า ชอบการกระทำใน ก มากที่สุด เขาจะได้คะแนนหมวดวิทยาศาสตร์และศิบปะ ถ้าเขาชอบการกระทำใน ขอ มากที่สุด ก็จะได้คะแนนหมวด การโน้มน้าวจิตใจคน และถ้าชอบ ค มากที่สุด ก็จะได้คะแนนในหมวด เสมียนพนักงาน

          อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบางท่านเห็นว่าแบบสำรวจความสนใจใช้ทำนายความสำเร็จในอาชีพได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีนักวัดผลส่วนหนึ่งเห็นว่า แบบสำรวจความสนใจมักไม่สามารถทำนายความสำเร็จในอาชีพนั้นได้มากพอ เพียงแต่บอกแนวโน้มว่า เขามักคงอยู่ในอาชีพที่เขาสนใจได้มากกว่าอาชีพที่เขาไม่สนใจ และสุดท้าย นักจิตวิทยามีแนวคิดว่าการได้ความสนใจที่ดีที่สุดคือการวัดที่พยายามให้บุคคลนั้นเลือกกิจกรรมที่ตนชอบจากกิจกรรมหลาย อย่างซึ่งบุคคลนั้นได้มีโอกาสประสบพบเห็นมากกว่าจะให้บุคคลนั้นแสดงความชอบในอาชีพที่เขาอาจไม่ทราบขอ้เท็จจริงเกี่ยวกับอาชีพเหล่านั้นมากนัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า วิธีที่เหมาะสมในการวัดความใจในอาชีพของบุคคลคือการให้บุคคลได้มีโอกาสสัมผัสงานในอาชีพนั้น ๆ แล้วจึงค่อยสำรวจความสนใจในอาชีพนั้นภายหลัง

          6.3.2.3 แบบสำรวจบุคลิกภาพมินิโซตา ( The Minesota Multiphasic Personality Inventory : MMPI )

          ผู้สร้างแบบสำรวจบุคลิกภาพชุดนี้ ได้แก่ ฮาร์ทเวย์และแมคคินเลย์ ชุดนี้ใช้กันแพร่หลายมาก มุ่งวัดว่าบุคคลนั้น ๆ โน้มเอียงไปทางโรคจิตโรคประสาทอย่างไร คือ เพื่อทดสอบลักษณะผิดปกติทางจิตประกอบด้วยข้อความ 550 ข้อความ ให้ผู้ตอบตอบตอบว่าจริง , ไม่จริง , ตัดสินใจไม่ได้ ( true , false, cannot say ) ใช้วัดในบุคคลอายุ 16-55 ปี

          MMPI ใช้ได้ทั้งในการทดสอบรายบุคคลและเป็นกลุ่มเนื้อหาในแบบสำรวจจะครอบคลุมพฤติกรรมหลายด้าน ดังนั้น จึงใช้เป็นเครื่องมือวัดบุคลิกภาพหลายด้าน ไปพร้อม ๆ กันได้ เช่น วัดทางด้านสุขภาพ , อาการทางจิต ความผิดปกติทางประสาท ความผิดปกติของอวัยวะและประสาทมอเตอร์ เจตคติทางด้านเพศ ศาสนา การอาชีพ การเมือง และสังคม การศึกษา ครอบครัว การแต่งงาน ลักษณะอาการแสดงออกทางโรคจิตประสาท การย้ำคิดย้ำทำ ประสาทหลอน โรคกลัว ( phobia ) ต่าง ๆ รวมทั้งความผิดปกติของพฤติกรรมทางเพศตัวอย่างข้อความในแบบทดสอบที่ให้ผู้ถูกทดสอบตอบว่าจริงหรือไม่จริง หรือตัดสินใจไม่ได้ เช่น ข้อความในทำนองต่อไปนี้

  • ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยง่าย
  • คนส่วนมากมักจะใช้วิธีไม่ยุติธรรมเพื่อให้ได้ประโยชน์
  • ฉันกังวลเกี่ยวกับเรื่องเพศ
  • ฉันรู้สึกเบื่อ ฉันมักทำอะไรให้มันตื่นเต้นขึ้น
  • ฉันคิดว่า ฉันกำลังถูกจ้องประทุษร้าย
  • ฉันไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดีต่อต่อความรู้สึก
  • ฉันฝันกลางวันบ้างนิดหน่อย
  • บิดามารดาของฉันมักพยายามให้ฉันเชื่อฟังแม้ในสิ่งไร้เหตุผล
  • บางครั้ง ความคิดของฉันก็ไปเร็วจนพูดตามไม่ทัน
  • ฉันชอบอ่านหนังสือและสิ่งพิมพ์
  • ฉันร้องไห้ง่าย
  • ฉันกลัวเมื่อมองลงมาจากที่สูง
  • ฉันมีความสุขเกือบตลอดเวลา
  • ฉันรักคนทุกคนในโลก

ฯลฯ

          แบบทดสอบชุดนี้ ประกอบไปด้วย บัตรเป็นแผ่น ๆ บรรจุคำถาม 550 คำถาม สำหรับทดสอบรายบุคคล และอีกประเภทหนึ่ง มีสมุดคำถาม 550 คำถาม ต่อมาเพิ่มอีก 16 คำถาม รวมเป็น 566 คำถาม มีกระดาษคำตอบแยกต่างหาก ใช้ทดสอบเป็นกลุ่ม การใช้แบบทดสอบชุดนี้ ควรใช้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านแบบทดสอบโดยเฉพาะ

          6.3.2.4 แบบสำรวจบุคลิกภาพแคลิฟอร์เนีย ( The California Personality Inventory : CPI )

          แบบสำรวจบุคลิกภาพแคลิฟอร์เนีย เป็นแบบสำรวจที่สร้างโดย คู้จ มีลักษณะจุดประสงค์ในการใช้ต่างกับชุด MMPI คือ ชุด MMPI มุ่งวัดว่าบุคคลนั้น ๆ โน้มเอียงไปทางโรคจิตโรคประสาทชนิดใด แต่ชุด CPI มุ่งวัดบุคลิกภาพทางด้านส่วนตัวและสังคมในคนปกติ ใช้วัดในคนปกติที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ซึ่งประกอบด้วยข้อความ 480 ข้อความ ให้ตอบว่าจริง ไม่จริง ตามความคิดของผู้ถูกทดสอบ ซึ่งขอ้ความของชุด CPI ได้นำมาจากชุด MMPI ครึ่งหนึ่ง แบบสำรวจบุคลิกภาพชุดนี้ จัดเป็นแบบสำรวจที่ดีอีกชุดหนึ่งที่ได้มีการดัดแปลงนำมาใช้ในเมืองไทย ซึ่งรู้จักกันแพร่หลาย และใช้กันทั่วไป วัดบุคลิกภาพในบุคคลหลายด้าน เช่น การครอบงำผู้อื่น การชอบสังคม การยอมรับตนเอง ความรับผิดชอบ ความสามารถในการควบคุมตนเองลักษณะความเป็นหญิง และลักษณะความเป็นชาย เป็นต้น

          6.3.2.5 แบบสำรวจบุคลิกภาพด้านความรู้สึกและอารมณ์ของกิลฟอร์ด ซิมเมอร์แมน ( Guilford – Zimmerman Temperament Survey )

          แบบสำรวจชุดนี้ เป็นผลจากการศึกษาของกิลฟอร์ดและคณะผู้ร่วมงาน วิธีการวัดโดยแบ่งคะแนนสำหรับลักษณะต่าง ๆ โดยที่คะแนนได้มาจากหัวข้อที่ต่างกัน 30 หัวข้อ ตัวอย่าง องค์ประกอบ ที่วัด ซึ่งวิจิตรพาณี เจริญขวัญรวบรวมไว้มีดังนี้

          G ( General activity ) : บุคลิกภาพทั่วไป ความคล่องแคล่วฉับไว ความร่าเริง กระปรี้กระเปร่า เปรียบเทียบกับความเฉื่อยชา เหนื่อยหน่ายขาดประสิทธิภาพ

          R ( Restraint ) : การควบคุมตนเอง เอาจริงเอาจัง สุขุมรอบคอบ เปรียบเทียบกับความกังวล วู่วาม

          A ( Ascendance ) : ความมีอำนาจ ป้องกันตนเอง เป็นผู้นำ การพูดในที่ชุมนุมชน การข่มขู่ เปรียบเทียบกับการยอมจำนน ลังเล หลีกหนีจากเป้าสายตาของผู้อื่น

          S ( Sociability ) : ลักษณะการเข้าสังคม มีเพื่อนมาก ชอบสังสรรค์ เปรียบเทียบกับการมีเพื่อนน้อย และขี้อาย

          E ( Emotional Stability ) : ความมั่นคงของอารมณ์ ความสม่ำเสมอของอารมณ์ มองโลกในแง่ดี อารมณ์เย็น เปรียบเทียบกับความหวั่นไหวทางอารมณ์ มองโลกในแง่ร้าย ฝันกลางวัน ความรู้สึกผิด ว้าเหว่ และสุขภาพไม่ดี

          O (Objectives ) : ความเป็นปรนัย ไม่หวั่นไหว เปรียบเทียบกับความหวั่นไหวงาย ช่างสงสัย ยุ่งยากใจ

          F ( Friendliness ) : ความเป็นมิตร อดทนต่อการแสดงความเป็นปรปักษ์ของผู้อื่น ยอมรับผู้อื่นเปรียบเทียบกับการทะเลาะวิวาท ขุ่นเคือง มุ่งร้ายดูถูกผู้อื่น

          T ( Thoughfuleness ) : ความคิดไตร่ตรอง รู้จักใช้สติปัญญา เปรียบเทียบกับการสนใจสิ่งภายนอก และความคิดยุ่งเหยิง

          P ( Personal Relation ) : ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความอดทนต่อผู้อื่น ความศรัทธาต่อสถาบันต่าง ๆ เปรียบเทียบกับความช่างสงสัย สงสารตัวเอง และช่างวิจารณ์จับผิด

          M ( Masculinity ) : ความเป็นผู้ชาย สนใจในกิจกรรมของผู้ชาย ไม่เบื่อง่าย ไม่โกรธง่าย รู้จักยับยั้งอารมณ์ สนใจนิดหน่อยต่อเสื้อผ้าอาภรณ์ เปรียบเทียบกับความสนใจในกิจกรรมแบบผู้หญิง เบื่อง่าย ขลาดกลัว เคลิ้มฝันและชอบแสดงออกทางด้านอารมณ์

          ข้อความในแบบสำรวจชุดนี้เป็นประโยคบอกเล่า ให้ตอบว่า ใช่ , สงสัย , และไม่ใช่ ตัวอย่างข้อความเช่น

  • ท่านเริ่มงานใหม่ด้วยความกระตือรือร้น
  • ท่านมักมีอารมณ์ขุ่นมัวบ่อย ๆ
  • คนส่วนมากมักใช้ความสุภาพปิดบังลักษณะชิงดีชิงเด่นในตนเอง

ฯลฯ

          จากที่กล่าวมาเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้คัดเลือกบุคคลเข้าทำงานจะเห็นได้ว่า ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ควรคำนึงอยู่เสมอว่า ลักษณะบางประการในบุคคลอาจวัดได้โดยต้องอาศัยแบบทดสอบและแบบสำรวจเป็นเครื่องมือแต่มีลักษณะอีกเป็นจำนวนมากในบุคคลที่เราจำเป็นต้องศึกษษโดยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การใช้แบบทดสอบและแบบสำรวจ จึงต้องมีวิจารณญาณที่ดีในการตัดสินใจว่าพฤติกรรมชนิดใดจะวัดโดยอาศัยแบบทดสอบ และพฤติกรรมใดที่อาจใช้วิธีอื่นๆ ที่ไม่ใช้การทดสอบ นอกจากนั้นในการใช้แบบทดสอบ ผู้ใช้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวงไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการผิดพลาดทั้งในแง่ผลที่ได้และในแง่การประมเมินหรือวินิจฉัยผล ทางที่ดีก่อนใช้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือนักวัดผล เพื่อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย

 

6.4 ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน

          การดำเนินการเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ควรกระทำตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่การวางแผนการคัดเลือก การสรรหา การออกแบบใบสมัคร และรับสมัครการวิเคราะห์ข้อมูลในใบสมัคร การตรวจสอบข้อมูลจากบุคคลที่ผู้สมัครอ้างอิงไว้การดำเนินการสอบ การสัมภาษณ์ การสรุปผล การประกาศผล การให้มารายงานตัว และการรับรายงานตัว

ในที่นี้ จะกล่าวโดยสังเขปในแต่ละขั้นตอนดังกล่าว ดังนี้

     6.4.1 การวางแผนการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน

          การวางแผนการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน เป็นการกำหนดวิธีการและแนวปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนเพื่อให้ได้บุคลากรใหม่ตามที่องค์การต้องการทั้งด้านประเภทจำนวน และคุณสมบัติของบุคลากร การที่จะวางแผนดังกล่าวได้ องค์การต้องสำรวจปริมาณงานประเภทของงาน แล้วกำหนดอัตรากำลัง และคุณสมบัติของบคลากรเฉพาะตำแหน่ง แล้วจึงกำหนดวิธีการและแนวปฏิบัติเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปเช่น

1.               กำหนดวิธีการและแนวปฏิบัติในการสรรหาพนักงานใหม่

2.               กำหนดรูปแบบใบสมัคร

3.               กำหนดวิธีการตรวจสอบขอ้มูลจากบุคคลที่ผู้สมัครอ้างอิง

4.               กำหนดเนื้อหาและวิธีการสอน

5.               กำหนดแนวการสอบสัมภาษณ์

6.               กำหนดแนวทางในการสรุปผล

7.               กำหนดวิธีการประกาศผลการสอบคัดเลือก

8.               กำหนดวิธีการแจ้งให้ผู้สมัครมารายงานตัวและวิธีการรับรายงานตัว

          ในการวางแผนดังกล่าว องค์การควรมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบงานนี้โดยตรงเป็นผู้วางแผน ทั้งนี้อาจแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการดำเนินการคัดเลือกพนักงานใหม่ โดยอาจมีเจ้าของธุรกิจนั้นหรือผู้บริหารระดับสูงขององค์การธุรกิจนั้นมาร่วมพิจารณาในตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษาหรือคณะกรรมการดำเนินงานตามควรแก่กรณี

     6.4.2 การสรรหาพนักงานใหม่

          การสรรหาพนักงานใหม่ เป็นการเริ่มดำเนินการตามแผนที่เป็นการวางไว้ ซึ่งอาจจัดทำได้ดังนี้

               6.4.2.1 จัดทำประกาศรับสมัครเป็นครั้งคราว แล้วส่งไปตามหนังสือพิมพ์ วิทยุและสื่อมวลชนอื่น ๆ โดยกำหนดรายละเอียดที่สำคัญ ๆ เช่นชื่อตำแหน่ง คุณวุฒิ เพศ ประสบการณ์ เงื่อนไข ( ถ้ามี ) พร้อมเงินเงือน

6.4.2.2 จัดทำประกาศรับสมัครตลอดปีของแต่ละปี

               6.4.2.3 ติดต่อขอรายชื่อนิสิต นักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาในปีสุดท้าย และมีผลการเรียนดี มีคุณสมบัติเหมาะสมในสาขาวิชาที่องค์การธุรกิจต้องการ จากมหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษาอื่น ๆ ทั่วประเทศเพื่อจองตัว หรือติดต่อเชิญมาสมัครงาน

               6.4.2.4 สรรหาจากนิสิต นักศึกษาที่มาฝึกงาน ซึ่งสนใจที่จะสมัครเข้าทำงานในองค์การธุรกิจที่ตนมาฝึกงานนั้น ๆ

               6.4.2.5 สรรหาจากการรับสมัครผู้สนใจในวันนัดพบแรงงานที่กรมแรงงาน หรือกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ร่วมกับหน่วยแนะแนวของสถาบันต่าง ๆ จัดขึ้น

               6.4.2.6 การสรรหาจากหน่วยงานจัดหางาน

               6.4.2.7 สรรหาจากสำนักงานจัดหางานของเอกสาร กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมแล้ว

               6.4.2.8 สรรหาโดยวิธีการให้ทุน โดยมีข้อมูลผูกพันแก่นิสิต นักศึกษาในสาขาวิชาที่องค์การธุรกิจต้องการ

               6.4.2.9 สรรหาโดยวิธีการซื้อตัวจากองค์การอื่น เช่น องค์การธุรกิจ ราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ

6.4.2.10 สรรหาจากสมาคมองค์การธุรกิจ หรือสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

6.4.2.11 สรรหาโดยวิธีการอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว เช่น สรรหาจากญาติของเจ้าของธุรกิจ หรือญาติของบุคลากรในองค์การ เป็นต้น

     6.4.3 การออกแบบใบสมัคร และรับสมัคร

          ในการออกแบบใบสมัคร ควรกำหนดหัวข้อให้ครอบคลุมข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ของผู้สมัครให้สมบูรณ์มากที่สุด โดยเฉพาะข้อมูลที่องค์การธุรกิจต้องการทราบเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์การธุรกิจ และเพื่อให้ความยุติธรรมแก่ผู้สมัครทุกคน และเพื่อความสะดวกแก่กรรมการพิจารณาตัดสินใจ

ตัวอย่างข้อมูลและรายละเอียดที่สำคัญ ซึ่งควรมีปรากฏในใบสมัครเพื่อให้ผู้สมัครกรอกมีดังนี้

1.               ตำแหน่งที่สมัคร

2.               เงินเดือนที่ต้อง

3.               ชื่อและนามสกุลเป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และ/ หรือภาษาจีน ญี่ปุ่น หรือภาษาอื่น ๆ ที่ผู้สมัครมีความสามารถ

4.               เพศ

5.               อายุ วัน เดือน ปีเกิด

6.               ลักษณะทางร่างกาย เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก สีผิว สีตา สีผม ฯลฯ

7.               ภูมิลำเนาเดิม

8.               ที่อยู่พร้อมโทรศัพท์ และ / หรือ โทรสาร และ / หรือ ที่อยู่ทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (internet )

9.               ข้อมูลในบัตรประชาชน

10.         สัญชาติ

11.         เชื้อชาติ

12.         ศาสนา

13.         ชื่อบิดา มารดา หรือผู้อุปการะ

14.         สถานภาพการรับราชการทหาร หรือการเกณฑ์ทหาร

15.         สภานภาพการสมรส

16.         ชื่อคู่สมรส ( ถ้ามี )

17.         ชื่อบุคคลที่อาจติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน พร้อมโทรศัพท์และหรือโทรสาร ( ถ้ามี ) และหรือที่อยู่ทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( internet )

18.         งานอดิเรก กีฬา และกิจกรรมทางสังคมที่สนใจ

19.         การศึกษาและอบรม ตั้งแต่ระดับปานกลางถึงระดับสูงสุด

20.         ความสามารถพิเศษที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับทางธุรกิจ เช่น การบริหาร การจัดการ การขายและโฆษณา การเข้ารับการอบรมหรือศึกษาเป็นพิเศษ

21.         ความสามารถทางภาษา ในการพูด การเขียน และอ่านภาษาใดบ้าง และในระดับใด

22.         ประสบการณ์การสมัครงานกับบริษัทนี้และบริษัทอื่น ๆ

23.         ประวัติการทำงาน เคยทำงานที่ใดบ้าง ตำแหน่งอะไร เงินเดือนเท่าไร และมีช่องให้ระบุสาเหตุที่ออกจากงานเดิม

24.         ที่ทำงานปัจจุบัน ทำงานที่ใด ตำแหน่งอะไร เงินเดือนเท่าไรพร้อมรายได้พิเศษ

25.         ความพร้อมในการให้บริษัทติดต่อไปยังนายจ้างปัจจุบันเพื่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม

26.         สภาพการรู้จักพนักงานและผู้บริหารของบริษัทที่ยื่นใบสมัคร

27.         บุคคลที่อ้างอิงได้ ประมาณ 2-3 คนที่บริษัท ฯ อาจติดต่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม

28.         ประวัติทางวินัย และการทำผิดกฏหมาย เช่น เคยถูกสอบสวนในที่ทำงานเดิม เคยถูกจับกุมหรือถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฏหมายอย่างไร

29.         ข้อมูลเบ็ดเตล็ด เช่น พันธะในครอบครัว สภาพหนี้สิน การยื่นใบลาออกล่วงหน้าจากที่ทำงานปัจจุบัน สุขภาพการเจ็บป่วย การทุพพลภาพ และรายได้พิเศษ ( ถ้ามี )

30.         การยืนยันข้อความในใบสมัครที่กรอกว่าถูกต้อง พร้อมการรับทราบเงื่อนไขในการตัดสินทธิ์การรับเข้าทำงานในกรณีให้ข้อมูลเท็จ

เมื่อได้กำหนดข้อมูลและรายละเอียดที่ต้องการทราบจากผู้สมัครแล้ว ก็กำหนดรูปแบบและออกใบสมัครเพื่อให้ผู้สมัครกรอก

     6.4.4 การวิเคราะห์ข้อมูลในใบสมัคร

          การวิเคราะห์ข้อมูลในใบสมัคร เป็นการตรวจวิเคราะห์สิ่งที่ผู้สมัครกรอกไว้เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่กรอก และลักษณะส่วนตัวของผู้กรอกหลายประการ ตัวอย่างสิ่งที่วิเคราะห์และการวิเคราะห์ เช่น

6.4.4.1 ความครบถ้วนของข้อมูล ซึ่งอาจบ่งชี้ความรอบคอบของผู้สมัครได้

6.4.4.2 ข้อเท็จจริงของข้อมูล ซึ่งอาจมุ่งชี้ความจริงใจของผู้สมัคร

6.4.4.3 ความชัดเจนของข้อมูล ซึ่งอาจบ่งชี้ความสามารถในการสื่อสารของข้อสมัคร

6.4.4.4 ความถูกต้องของการเขียน ซึ่งอาจบ่งชี้ความสามารถเชิงภาษาและสติปัญญาของผู้สมัคร

6.4.4.5 ความละเอียดของข้อมูล ซึ่งอาจบ่งชี้ความตั้งใจที่จะให้ได้งานนี้ของผู้สมัคร

6.4.4.6ความละเอียดของผู้สมัคร ทั้งภูมิลำเนา บิดามารดา และสภาพครอบครัว ซึ่งอาจจะบ่งชี้ลักษณะที่เอื้อต่อการทำงาน และลักษณะที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

6.4.4.7ทักษะพิเศษและความสามารถพิเศษของผู้สมัคร ซึ่งอาจบ่งชี้ความสำเร็จในงาน

6.4.4.8ประวัติการทำงานและสาเหตุการเปลี่ยนงานของผู้สมัคร ซึ่งอาจบ่งชี้ทั้งแนวโน้มความสามารถและปัญหาส่วนตัวในการทำงานของผู้สมัคร

การวิเคราะห์ข้อมูลในใบสมัครดังกล่าว จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ตัดสินใจรับผู้สมัครเข้าทำงาน ว่าจะรับใครหรือไม่รับใครเข้าทำงานในองค์การธุรกิจนั้น ขั้นตอนนี้จึงนับว่าสำคัญสำหรับองค์การธุรกิจและกับตัวพนักงาน จึงควรระมัดระวังให้การวิเคราะห์เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและเหมาะสม

6.4.5การตรวจสอบข้อมูลจากบุคคลที่ผู้สมัครอ้างอิงไว้

จากการที่ผู้สมัครอ้างอิงบุคคลที่สามารถให้ข้อมูลของผู้สมัครได้ องค์การธุรกิจอาจเชื่อถือข้อมูลดังกล่าวได้พอสมควร เนื่องจากบุคคลเหล่านั้น มีศักดิ์ศรี มีตำแหน่งหน้าที่การงาน มีประสบการณ์ และรู้จักผู้สมัคร

          การที่จะได้มาซึ่งข้อมูลจากบุคคลที่อ้างอิง ควรพยายามหลีกเลี่ยงการให้เขียนลงในเอกสารหรือในใบสมัครเพราะอาจเกิดความเกรงใจ หรือความอึดอัดใจระหว่างผู้อ้างอิงกับผู้สมัครได้ จึงอาจได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้ทำหน้าที่ในการคัดเลือกผู้สมัคร อาจหาข้อมูลโดยไปสัมภาษณ์ หรือโทรศัพท์ไปถามโดยตรงกับบุคคลที่ผู้สมัครได้อ้างอิงไว้ โดยถามถึงส่วนดีของผู้สมัครก่อน ให้บรรยายลักษณะเด่นของผู้สมัคร และประโยชน์ที่บริษัทจะได้จากผู้สมัครรายนั้น จากนั้นจึงถามถึงจุดอ่อนของผู้สมัครซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่บุคคลทั่วไปจะพึงมีรวมทั้งข้อเสนอแนะในการช่วยเหลือหรือพัฒนาพนักงานผู้นั้น และในกรณีที่ผู้อ้างอิงให้แนวคิดเกี่ยวกับผู้สมัครซึ่งอาจจะเป็นทางบวกมากไปหรือทางลบมากไป ผู้พิจารณาก็ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ

6.4.6 การดำเนินการสอบเพื่อคัดเลือกผู้สมัครเข้าทำงานในองค์การธุรกิจ

          การดำเนินการสอบมักจัดทำให้มีขึ้นภายหลังจากที่ผู้สมัครได้ยื่นใบสมัครไว้และโดยมีการกำหนดวันเวลาสอบไว้ล่วงหน้าแล้ว ในการรับบุคคลเข้าทำงานแม้จะมีผู้สมัครจำนวนน้อย ในบางครั้งพบว่าจำนวนผู้สมัครเท่ากับจำนวนที่ต้องการ หรืออาจจะน้อยกว่าจำนวนที่ต้องการ แต่ก็ควรจัดให้มีการสอบ เพื่อทราบความสามารถและลักษณะเบื้องต้นของผู้สมัคร แม้ว่าสอบเสร็จแล้วบางทีก็ต้องรับทั้งหมด เพราะความต้องการกำลังคนมีมาก แต่ข้อมูลจากผลการสอบจะช่วยให้ผู้จัดการองค์การธุรกิจได้แนวทางในการจัดให้มีการชี้แนะและสอนงานแก่พนักงานตามควรแก่กรณีในเวลาต่อไป

การสอบโดยทั่วไป อาจจัดทำได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

  6.4.6.1 การสอบข้อเขียน

          โดยอาจสอบความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ซึ่งอาจจะเป็นความรู้ความเข้าใจในงานตามหน้าที่ของตำแหน่งงานนั้น รวมถึงความสามารถทางสติปัญญา ความถนัด และผลสัมฤทธิ์ และบุคลิกภาพของผู้สมัคร ซึ่งต้องเลือกใช้แบบทดสอบให้เหมาะสมให้ตรงตามจุดประสงค์ ดังได้กล่าวไว้แล้ว

          6.4.6.2 การสอบภาคปฏิบัติ

          โดยอาจให้ผู้สมัครทดลองปฏิบัติงานให้ดู แล้วพิจารณาที่ผลงานซึ่งทำภายในเวลาที่กำหนด เช่น อาจเป็นการสาธิตใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับผู้สมัครเข้ามาเป็นพนักงานคอมพิวเตอร์ หรืออาจให้ออกแบบใบปิดโฆษณาสำหรับผู้สมัครเข้ามาเป็นพนักงานออกแบบนิเทศศิลป์ หรืออาจให้ทดลองพูดโทรศัพท์กับลูกหนี้ขององค์การสำหรับผู้สมัครเข้ามาเป็นพนักงานฝ่ายบริหารลูกหนี้ เป็นต้น ในกรณีที่ไม่อาจจัดให้มีการสอบภาคปฏิบัติอาจขอดูตัวอย่าง ( portfolio ) แทน จะดีกว่าการไม่พิจารณาภาคปฏิบัติใด ๆ

          6.4.6.3 การสอบสัมภาษณ์

การสอบสัมภาษณ์มักกระทำภายหลังการสอบข้อเขียน หรือภายหลังการประกาศผลการสอบข้อเขียนแล้ว ซึ่งจะได้กล่าวรายละเอียดในหัวข้อต่อไป

          6.4.7 การสัมภาษณ์ผู้สมัครเข้าทำงานในองค์การธุรกิจ

การสัมภาษณ์ผู้สมัครเข้าทำงานในองค์การธุรกิจ มีแนวทางดำเนินการดังนี้

          6.4.7.1 การทำความเข้าใจในจุดประสงค์ของการสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์ผู้สมัครเข้าทำงานในองค์การธุรกิจ นอกจากเป็นไปเพื่อประกอบการตัดสินรับผู้สมัครเข้าทำงานแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ผู้พิจารณาจะได้ทำความรู้จักผู้สมัครให้มากขึ้น ทั้งด้านบุคลิกภาพ และความสามารถ และเพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดของบริษัทแก่ผู้สมัครได้มากขึ้นด้วย

6.4.7.1 การเตรียมการสัมภาษณ์

          เพื่อให้การดำเนินการสัมภาษณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพผู้ดำเนินการควรมีการเตรียมการและประชุมสร้างความเข้าใจก่อนดำเนินการ ในกรณีที่การสัมภาษณ์เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสิน ควรมีการสร้างเกณฑ์การสัมภาษณ์เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ผู้สมัครโดยเสมอหน้ากัน มีการเตรียมสถานที่ที่เหมาะสมในการสัมภาษณ์ ให้มีความเป็นส่วนตัว สงบ และสร้างบรรยากาศที่ดีในการสัมภาษณ์

          6.4.7.3 การดำเนินการสัมภาษณ์

          ควรสร้างบรรยากาศเชิงจิตวิทยาในการดำเนินการสัมภาษณ์โดยให้ความเป็นกันเอง ให้การยอมรับ ให้เกียรติผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ ตั้งคำถามที่ชัดเจน และกระตุ้นการตอบของผู้สมัครให้ตอบตามข้อมูลที่ต้องการ เช่น ให้แสดงแนวคิดเกี่ยวกับกิจการหรืองานของบริษัท ให้ตอบตามข้อมูลที่ต้องการ ขณะผู้เข้ารับการสัมภาษณ์กำลังพูด หรือแสดงแนวคิด ควรตั้งใจฟังและให้เวลาพอสมควรแก่ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ และควรเปิดโอกาสให้ผู้สมัครถามคำถามเกี่ยวกับบริษัทบ้าง สุดท้าย ควรถามความพร้อมของผู้สมัครที่จะมาทำงานในกรณีที่ได้รับพิจารณา เช่น จะเริ่มมาทำงานได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือต้องการให้บริษัทช่วยเหลือก่อนเริ่มงานอย่างไรบ้าง

ตัวอย่างคำถามที่อาจใช้ในการสัมภาษณ์ เช่น คำถามทำนองต่อไปนี้

1 ) ทราบอะไรบ้างเกี่ยวกับหน่วยงานนี้

2 ) ทำไมสนใจงานนี้ เลือกสมัครที่นี่เพราะอะไร

3 ) สมัครงานไว้กี่แห่ง ที่ไหนบ้าง

4 ) ถ้าถูกเรียกเข้าทำงานพร้อมกันหลายแห่ง จะเลือกที่ใดเพราะอะไร

5 ) จงให้เหตุผลที่คิดว่าตัวเองเหมาะกับงานนี้

6 ) คิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร จุดเด่น จุดด้อยประจำตัวมีอะไรบ้าง

7 ) วันหยุดสุดสัปดาห์ คุณมักใช้เวลาทำอะไรเป็นส่วนใหญ่

8 ) โปรดเล่าเรื่องราวของตัวคุณและครอบครัวให้ฟังสัก 2-3 นาที

9 ) วิชาเอกที่เรียนมาเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เลือกเรียนเพราะอะไร

10 ) มีแผนการศึกษาต่อหรือไม่ เพราะอะไร

11 ) ใน 3 ปีข้างหน้า คิดว่าจะไปถึงจุดไหน ตำแหน่งอะไร

12 ) มีลักษณะประจำตัวอย่างไรบ้าง ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่หน่วยงานนี้

13 ) ระหว่างศึกษาอยู่ ทำกิจกรรมอะไรบ้าง กิจกรรมนั้นมีประโยชน์อย่างไร

14 ) ต้องการเงินเดือนเท่าไร ทำไมขอเท่านี้

15 ) ถ้าให้เงินเดือนต่ำกว่าที่ขอ จะว่าอย่างไร

16 ) ถ้าตำแหน่งตามที่ต้องการไม่มี จะรับตำแหน่งใดได้อีก

17 ) โปรดเล่าถึงงานเก่าและเหตุผลที่จะเปลี่ยนงาน

18 ) นายจ้างเก่าและที่ทำงานเก่าเป็นอย่างไร

19 ) คิดว่าอะไรเป็นเครื่องวัดความสำเร็จหรือล้มเหลวของงาน

20 ) ชอบหัวหน้าแบบไหน และชอบลูกน้องอย่างไร

21 ) รู้จักใครในหน่วยงานนี้บ้างหรือไม่

ฯลฯ

     6.4.8 การสรุปผลการคัดเลือกผู้สมัครเข้าทำงาน

          การสรุปผลการคัดเลือกผู้สมัครเข้าทำงาน เป็นการนำผลการพิจารณาตามเกณฑ์ที่วางไว้ทั้งหมดของผู้สมัครแต่ละรายมาประมวลเข้าด้วยกันเพื่อสรุปรวมคะแนนและเรียงลำดับผลการสอบ โดยเกณฑ์การพิจารณาที่วางไว้ ควรให้ครอบคลุมข้อมูลทุกด้านทั้งจากวุฒิและผลการศึกษา ความสามารถพิเศษ ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงาน การอบรมพิเศษ ผลการสอบขอเขียน ผลการสอบภาคปฏิบัติหรือตัวอย่างงาน ผลงานสอบสัมภาษณ์ รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน

     6.4.9 การประกาศผลการคัดเลือกพนักงาน

          ภายหลังจากจัดทำใบสรุปผลการคัดเลือกและได้พนักงานใหม่จากผู้สมัครเข้าทำงานแล้ว ควรติดประกาศผลให้รับทราบทั่วกันโดยเปิดเผยตามกำหนดเวลาที่ได้แจ้งให้ผู้สมัครทราบ ไม่ควรประกาศผลล่าช้ากว่ากำหนดเนื่องจากเป็นการตัดโอกาสของผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกที่จะได้ไปหางานอื่นทำใหม่ต่อไป และก่อนติดประกาศ ควรตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันปัญหาอันอาจเกิดขึ้น กับทั้งควรแจ้งกำหนดเวลารายงานตัว สถานที่รายงานตัว รวมทั้งหลักฐานต่าง ๆ ที่ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องนำมาแสดงในวันรายงานตัวด้วย ทั้งนี้ ควรให้เวลาพอสมควรแก่พนักงานในการเตรียมการมารายงานตัว

 

     6.4.10 การรับรายงานตัวพนักงานใหม่

          ในการรับรายงานตัวพนักงานใหม่ เป็นส่วนที่สำคัญประการหนึ่งในการสร้างความประทับใจและความรู้สึกให้เกิดแก่พนักงาน จึงควรมีการวางแผนและเตรียมการให้พร้อมทั้งด้านสถานที่ เอกสารรายงานตัว รวมทั้งเตรียมเอกสารข้อมูลของบริษัท และงานในหน้าที่ของพนักงานใหม่มอบให้ไปศึกษา อาจจัดให้มีพี่เลี้ยงหรือผู้สอนงานคอยดูแล รวมทั้งนำไปดูห้องทำงาน โต๊ะทำงาน แผนกงานหรือฝ่ายงานที่สังกัดและแนะนำให้รู้จักเพื่อนร่วมงานตามความเหมาะสม

          การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ซึ่งมีขั้นตอนดำเนินงานทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้ามีระบบการทำงานที่ดี มีการวางแผนงานที่ดีมากเท่าใด ย่อมทำให้ได้ผู้เหมาะสมเข้ามาเป็นพนักงานในองค์การธุรกิจได้มากเท่านั้น ทั้งยังช่วยสร้างสภาพพจน์ที่ดีขององค์การในสายตาของคนทั่วไป และในความรู้สึกของพนักงานที่เข้ามาทำงาน ผู้จัดการงานธุรกิจจึงควรจัดให้มีกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานตามหลักการและตามลำดับขั้นตอนดังกล่าว

บทสรุป

          ปัจจัยที่ส่งผลสู่ความสำเร็จของงานธุรกิจ แม้จะประกอบไปด้วยหลายปัจจัย แต่ปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้ปัจจัยอื่น ๆ หรืออาจจะเหนือกว่าปัจจัยอื่น คือตัวพนักงานในองค์การธุรกิจนั้น ถ้าได้พนักงานดี มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู้ความสามารถ ทักษะในงาน และคุณลักษณะส่วนตัว จะส่งเสริมให้องค์การธุรกิจเจริญก้าวหน้า ซึ่งการที่จะได้พนักงานมีคุณภาพดังกล่าว มักขึ้นกับกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างมีลำดับขั้นตอน และมีหลักการ ตั้งแต่การกำหนดอัตรากำลังและขอบข่ายงาน การวางแผนรับพนักงานใหม่ การกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกพนักงาน การวางแผนคัดเลือก การสรรหาโดยวิธีการต่าง ๆ การออกแบบใบสมัคร การวิเคราะห์ข้อมูลจากใบสมัคร การตรวจสอบข้อมูลจากบุคคลที่ผู้สมัครอ้างอิง การดำเนินการสอบซึ่งมีทั้งสอบข้อเขียน สอบปฏิบัติ และสอบสัมภาษณ์ การสรุปผล การประกาศผล และการรับรายงานตัว ในแต่ละขั้นตอนของงานดังกล่าว ควรได้มีการเตรียมการและดำเนินการเป็นอย่างดี เพื่อให้การตัดสินใจเลือกบุคคลเข้าทำงานเป็นไปโดยถูกต้องเหมาะสมและยุติธรรม ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อองค์การธุรกิจ และตัวพนักงานที่รับเข้ามา

 

http://dit.dru.ac.th/home/023/psychology/chap6.html

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages