สวัสดีครับ อดิศร ครับ
สิ่งที่จะต้องพิจารณาเป็นอับแรกคือ งาน contact ที่ว่ามานี้โดยลักษณะหรือสภาพของงานนั้นเป็นงานที่อยู่ในประเภทสัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาได้ตามกฎหมายหรือไม่ งานที่กำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างได้คืองานที่มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่ชัดเจน เช่นงานโครงการ งานรับเหมา หรืองานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรงของนายจ้าง หากไม่เข้าข่ายนี้ งานที่เรากำหนดสัญญาแบบมีกำหนดระยะเวลาก็จะเป็นโมฆะครับ
แต่ถ้าเข้าข่ายแล้ว คำถามที่ 1.และ 2. ที่ถามมา
1. เมื่อลูกจ้างเข้าทำงานเซ็นสัญญาทำงาน 1 ปี แล้วทำงานครบตามกำหนด บริษัทไม่ต่อสัญญา ลูกจ้างจะได้รับสิทธิอะไรบ้างจากบริษัท และมีกฎหมายคุ้มครองไหมครับ
2. เมื่อลูกจ้างเข้าทำงานเซ็นสัญญาทำงาน 1 ปี แล้วงานเสร็จสิ้นสมบูรณ์และครบตามกำหนดสัญญาที่เซ็นไว้ 1 ปี ลูกจ้างจะได้รับสิทธิอะไรบ้างจากบริษัท และมีกฎหมายคุ้มครองไหมครับ
เมื่อครบกำหนดวันเวลาที่ระบุในสัญญาจ้างแล้ว ก็จะถือว่าสภาพของการเป็นนายจ้างและลูกจ้างสิ้นสุดลงไปตามสัญญาครับ ส่วนลูกจ้างจะได้รับสิทธิอะไรหรือไม่ก็อยู่ที่ว่าในสัญญาได้ระบุอะไรเอาไว้ด้วยหรือไม่ หากไม่มี ลูกจ้างก็จะไม่ได้สิทธิอะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้แล้วครับ
แต่ถ้าเป็นสัญญาจ้างแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาแล้ว นายจ้างบอกเลิกสัญญาต่อลูกจ้างนายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118
3. เมื่อลูกจ้างเข้าทำงานเซ็นสัญญาทำงาน 1 ปี แล้วบริษัทไม่ได้บอกกับลูกจ้างว่าจะทดลองงาน
3 เดือน แต่เมื่อทำงานไปได้ถึง 3 เดือน ทางหัวหน้างานบอกให้เขียนใบลาออก แล้วไม่ต้องมา
ทำงานอีก แบบนี้ทางบริษัทมีความผิดไหมครับ และลูกจ้างจะเรียกร้องสิทธิอะไรได้บ้างครับ
ในการพิจารณาไม่ผ่านทดลองงานนั้นนายจ้างจะต้องมีแบบประเมินผลการทดลองงานครับ
หากไม่มีแล้วนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ลูกจ้างก็สามารถฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 49 พรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานได้ครับ ซึ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากนายจ้างได้ และศาลก็จะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 17 หรือหากลูกจ้างทำงานเกินกว่า 120 วัน นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 หรือหากลูกจ้างประสงค์จะทำงานต่อ ศาลก็จะสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานตามปกติในตำแหน่งเดิมและนับอายุงานต่อเนื่องไปครับ ซึ่งการทดลองงานนั้นนายจ้างควรจะต้องระบุในสัญญาจ้างให้ชัดเจนด้วยว่ามีระยะเวลาทดลองงานกี่วัน และมีเกณฑ์พิจารณาอะไรบ้างให้ลูกจ้างทราบตั้งแต่การทำสัญญาจ้างหรือวันแรกที่ลูกจ้างเข้าทำงานกับนายจ้างครับ การที่หัวหน้ามาบอกให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกโดยที่ลูกจ้างไม่ได้สมัครใจ เป็นการเอาเปรียบลูกจ้างเกินสมควรและเข้าข่ายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมครับ
อดิศร----- Original Message -----From: Thitaree S.Sent: Thursday, July 23, 2009 1:50 PMSubject: [SIAMHRM.COM :14866] รบกวนขอกระบอกเงินเดืือน และอัตราค่าวิชาชีพค่ะสวัสดีค่ะ
มีเรื่องรบกวนปรึกษาทางกลุ่มนะคะ คือทางบริษัทฯ จะทำการ Review ฐานเงินเดือนของพนักงานว่าเหมาะสมกับอัตราตลาดหรือไม่ รบกวนขอหน่อยนะคะ และขอเพิ่มอัตราค่าวิชาชีพ สำหรับแต่ละตำแหน่งงานด้วยค่ะ เช่น วิชาชีพบัญชีค่ะ
ขอบพระคุณมาก ๆ นะคะ
>> Respond like u do it to me !! <<
GarRy'll Good for Great in GPI
--------------------------------------------------------
There is nothing either good
or bad
But..... ThiNking makes it so
![]()
~~~ LOVE FoRwaRd ~~~ ![]()
![]()
Thanks & Best Regards,
Thitaree S.
การทำฐานเงินเดือน หรือ กระบอกเงินเดือน หรืออัตราค่าจ้าง ในแนวความคิดของดิฉัน คงต้องให้คุณ Thitaree ปรึกษากับระดับบริหาร กำหนด อัตราเงินเดือน ต่ำสุดและสูงสุดของตำแหน่งนั้นๆ เนื่องจากว่า แต่ละบริษัท โครงสร้างเงินเดือนไม่เหมือนกัน เพราะมีเรื่องสวัสดิการเข้ามาเกี่ยวข้อง จากนั้น ก็แบ่ง Level เงินเดือน ตาม JD ที่รับผิดชอบ บวก อายุการทำงาน และประสบการณ์ คะ ตามตัวอย่าง โดยมีตัวชี้วัดเป็นตัวตัดสินเงินเดือนของตำแหน่งนั้นๆ เน้นนะคะ อย่าเอาบรรทัดฐานเงินเดือนของพนักงาน ณ ปัจจุบัน มาทำคะ ให้คุณทำโครงสร้างเงินเดือนสำหรับ ตำแหน่งนั้นๆ ในอนาคต เพราะหากเอาบรรทัดฐานของพนักงานปัจจุบัน จะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกหรอกคะ แต่ ให้มีเพดานเงินเดือนไว้ก็จะดี (สำหรับนายจ้าง) แล้วเอาตัวชี้วัดมาวัดกันคะ ในการปรับเงินเดือนและตำแหน่ง
ดิฉันอาจจะอธิบายแล้วมองเห็นภาพค่อนข้างลำบาก แต่ทั้งนี้ ลองนำเอาข้อมูลที่ดิฉันเคยให้ส่งเข้ากรุ๊ป (จากสมาชิก) มาทำความเข้าใจ เป็นการฝึกการคิดกระบวนการทำงาน และการเข้าใจในตำแหน่งนั้นๆ ไปในตัว
ทำให้เรารู้ถึงบทบาทของตำแหน่ง และพื้นฐานของความสามารถของตำแหน่ง (เน้น คำว่า ตำแหน่ง นะคะ เพราะส่วนมาก มักจะมองไปที่บุคคล ทำให้การทำเอกสารเข้าใจยาก)
หากทำแล้ว คิดว่าจะมีการติติง ก็ให้นำฉบับร่าง เข้ากรุ๊ป โดยไม่ต้องระบุเงินเดือน มาให้เพื่อนสมาชิกออกความคิดเห็นช่วยกัน จะเป็นการดีกว่า เนื่องจากว่า หลากหลายความคิด หลากหลายประสบการณ์ อาจจะไม่เข้าใจในวัฒนธรรม และนโยบายของบริษัทนั้นๆ แต่เข้าใจในหลักการของการทำงาน และการบริหารจากประสบการณ์ของสมาชิกแต่ละท่าน
การแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่เรื่องผิด หรือ อย่ากลัวที่จะผิด เพราะเมื่อไหร่ที่เรากลัว เราจะไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ ในเรื่องของความรู้รอบตัว และอาจพลาดสิ่งดีๆ ไป
เอาใจช่วยคนทำงานคะ
(^____^)