สวัสดีครับ อดิศร ครับ
กรณีนี้ตามหลักการสอบสวน ณ ข้อมูลเบื้องต้นที่มี พนักงานเข้าข่ายต้องสงสัยเท่านั้นก่อนนะครับ
ยังไม่ควรพิจารณาตัดสินอะไรก่อน จนกว่าจะมีการสอบสวนที่ชัดเจนว่าพนักงานกระทำผิดจริง
ในเบื้องต้นสิ่งที่จะต้องทำคือการรวบรวมพยานหลักฐานที่มีทั้งหมด โดยให้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ สถานที่ วันเวลาที่พนักงานไปเก็บเงินลูกค้า และระยะเวลาที่จะต้องนำส่งเงินมาที่บริษัทตามปกติ ระยะเวลาที่พนักงานคนนี้ไม่ได้นำเงินมาส่งตามปกติล่าช้าไปกี่วัน หลักฐานใบเสร็จของร้านค้าลงวันที่เท่าไหร่
ชื่อของพนักงานร้านค้าที่เป็นคนจ่ายเงิน
หลักฐานพวกนี้เตรียมไว้เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงเจตนาของพนักงานที่ต้องสงสัย และเตรียมไว้ทำการสอบสวนครับ เพราะหากข้อมูลเราไม่แน่นหนาพอพนักงานที่เราสงสัยหากเค้าทำผิดจริงเค้าก็อาจยกเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ เพื่อให้พ้นผิดก็ได้ และเราก็จะไม่สามารถทำอะไรได้มากเหมือนกันครับ
เมื่อหลักฐานพร้อมแล้ว และเราได้มีการพิจารณาครบถ้วนแล้วซึ่งคุณควรตั้งคณะกรรมการมาร่วมพิจารณาด้วย เมื่อหลักฐานทุกอย่างพร้อมก็เรียกพนักงานมาสอบสวน ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าเค้าจะสารภาพโดยดีหรือไม่ หรือจำนนด้วยหลักฐาน หรือพฤติการณ์นั้นส่อไปในทางทุจริตอย่างชัดแจ้ง
กรณีที่มีความผิดลักษณะนี้ เราสามารถลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุดตามมาตรา 119 ได้ครับ คือข้อหาทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง เลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ
แนบตัวอย่างเอกสารหนังสือเลิกจ้างมาให้นะครับ และหนังสือเลิกจ้างนี้ก็สามารถส่งสำเนาไปยังร้านค้าต่าง ๆ ได้เลยครับ
แต่หากการสอบสวนมีเหตุผลอื่นใดที่กรรมการเห็นว่าเป็นเหตุผลอันสมควรและพนักงานไม่ได้มีเจตนาทุจริต เช่นอาจมีการเข้าใจผิด หรือเกิดความผิดพลาดในกรณีอื่น ๆ ก็ไม่สามารถเอาผิดพนักงานได้ และคงต้องมาดูและแก้ไขที่ระบบของงานที่อาจมีข้อบกพร่องบางอย่างก็ได้ครับ
อดิศร