สวัสดีครับ คุณถาวร
ตอบช้าหน่อยนะครับ พอดีผมตอบให้สมาชิกท่านอื่นที่ด่วน ๆ ก่อนครับ
เรื่องระบบต่าง ๆที่จะสร้างขึ้นก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีและมาถูกทางแล้วครับ แต่คงต้องค่อย ๆ ทำไปทีละเรื่อง เอาเรื่องสำคัญ ๆ มาพิจารณาก่อนครับ
ตอบเรื่องการตอกบัตรเลยนะครับ
เรื่องนี้แทบทุกองค์กรก็คงมีระเบียบไว้ เช่น ให้พนักงานทุกคนตอกบัตรด้วยตัวเองในเวลาเข้างานและเลิกงาน กรณีที่ไม่สามารถตอกบัตรได้ ไม่ว่าสาเหตุอะไรก็ตาม ผู้บังคับบัญชาก็มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบในการลงนามเอกสารยืนยันว่าพนักงานมาทำงานจริง แต่ปัญหาที่พนักงานไม่ตอกบัตรนั้น กรณีที่พนักงานไม่ปฏิบัติตามก็ย่อมมีความผิด ในข้อหาฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของนายจ้างที่ประกาศโดยชอบด้วยกฎหมายครับ ซึ่งนายจ้างมีสิทธิที่จะพิจารณาโทษทางวินัยได้
ตรงนี้คือหลักการที่ใช้กันทั่วไป แต่ปัญหาในทางปฏิบัติเรื่องของการที่พนักงานปฏิบัติตามระเบียบต่าง ๆ นั้นก็มักจะพบว่ามีการฝ่าฝืนอยู่เป็นประจำเหมือนกัน สำหรับพนักงานที่เค้ามีทัศนคติที่ดีมีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบในการทำงานก็ไม่มีปัญหา แต่พนักงานบางส่วนที่ไม่เป็นแบบนี้ ก็มักจะไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ และฝ่าฝืน ในเรื่องของระเบียบและวินัยที่นายจ้างกำหนดออกมานั้น ถ้าจะให้ได้ผลดีในการบังคับใช้ ก็ต้องเริ่มจาก มีความชัดเจน มีการประกาศและชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกัน ทีนี้ประเด็นที่จะชี้แจงนั้น ก็ควรมีการอธิบายในเจตนารมณ์ของข้อบังคับต่าง ๆ ด้วยว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร หากฝ่าฝืนจะเกิดผลเสียอย่างไรกับใครบ้างอย่างละเอียดด้วย รวมทั้งบทกำหนดโทษก็ต้องชัดเจนและเป็นธรรมไม่ขัดต่อกฎหมาย
ที่คุณได้อธิบายพนักงานไปนั้นก็ถูกต้องนะครับ แต่จะให้ชัดเจนก็ควรบอกว่า เจตนารมณ์ที่ต้องการให้พนักงานตอกบัตรหรือลางานโดยเขียนใบลาตามระเบียบ ก็เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของตัวพนักงานเอง เพราะบัตรตอกหรือใบลาเป็นหลักฐานที่สามารถใช้อ้างอิงทางกฎหมายในเรื่องของการมาทำงาน ระยะเวลาที่ทำงาน รวมทั้งใบลาในการลางานด้วย ซึ่งหากไม่มีหลักฐานดังกล่าว เวลาที่เกิดปัญหาอะไรก็ตาม พนักงานก็ขาดหลักฐานต่าง ๆเหล่านี้มายืนยันสภาพการทำงานของตัวเอง ซึ่งอาจถูกนายจ้างเอาเปรียบได้ครับ ใบลานี่ก็สำคัญนะครับ เพราะมีฎีกาอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ศาลพิจารณาเรื่องของลูกจ้างที่ฟ้องนายจ้างเรื่องของค่าชดเชยที่นายจ้างเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยให้ไม่ครบ ทนายของนายจ้างเก่งมากครับ ลูกจ้างแพ้คดีและไม่สามารถเรียกร้องอะไรจากนายจ้างได้สักบาทเดียว สาเหตุเพราะทนายยกเรื่องขององค์ประกอบการจ้างมาให้การแก่ศาลว่า ในทางปฏิบัติกรณีที่ฟ้องร้องกันนี้ ไม่เข้าข่ายว่าเป็นนายจ้างลูกจ้างกันตามกฎหมายดังนั้นลูกจ้างไม่อาจฟ้องนายจ้างตามมาตรา 46 ( วิ . ) เรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ และไม่สามารถฟ้องมาตรา 118 เพื่อให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยที่เหลืออยู่ โดยยกเหตุผลต่อศาลว่า นายจ้างไม่ได้มีอำนาจบังคับบัญชาลูกจ้าง ดังนั้นจึงไม่ครบองค์ประกอบการจ้างงานตามกฎหมายแรงงานครับ เหตุผลที่ทนายกล่าวอ้างอย่างนี้ก็คือ ในทางปฏิบัติที่ทำงานร่วมกันมาเป็นเวลา 3 ปี เศษ ลูกจ้างคนนี้สามารถหยุดงานไปไหนก็ได้ โดยไม่ต้องเขียนใบลาต่อนายจ้างเพื่อขออนุญาตลางาน จะมาทำงาน - เลิกงานตอนไหนก็ได้ ซึ่งเท่ากับว่านายจ้างไม่ได้มีอำนาจบังคับบัญชา และไม่ครบองค์ประกอบการจ้างงาน ศาลก็พิจารณาไต่สวนตามหลักฐาน ซึ่งก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ในการบ่งบอกว่านายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาจริง คือไม่มีใบลาของพนักงานคนนี้ ไม่มีการบันทึกเวลาทำงานของพนักงานคนนี้ และไม่มีประวัติของการพิจารณาทางวินัยพนักงานคนนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้นตลอดระยะเวลาทำงาน มีอย่างเดียวคือค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้ในแต่ละเดือนเท่านั้น ซึ่งโจทย์ (ลูกจ้าง ) ก็ยอมรับต่อศาลครับ เลยแพ้คดีทันทีเหมือนกัน องค์ประกอบของการจ้างงาน ที่ถือว่าเป็นการจ้างงานโดยสมบูรณ์มี 4 ประการคือ
1. นายจ้าง 2. ลูกจ้าง 3. สินจ้างต่างตอบแทนในการจ้างงาน 4.อำนาจการบังคับบัญชาของนายจ้าง
หากไม่ครบองค์ประกอบ 4 ประการนี้ กฎหมายแรงงานจะถือว่า ไม่ได้เป็นนายจ้างลูกจ้างกันครับ เวลามีข้อพิพาทและฟ้องศาล ก็จบเลยครับ ลูกจ้างทำอะไรไม่ได้เลย ฎีกาเรื่องนี้ ลูกจ้างคนที่ว่า เป็นผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของเมืองไทยด้วยนะครับ ถ้าเอ่ยชื่อคุณ และพนักงานของคุณทุกคนต้องรู้จักแน่นอน แต่ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามแล้วกันนะครับ
การอธิบายเจตนารมณ์ผมก็แนะนำให้อธิบายในลักษณะนี้ เพื่อให้พนักงานเค้าเห็นว่ามันเป็นความสำคัญต่อตัวเค้าเอง ที่จะต้องรักษาสิทธิของเค้า และเป็นเรื่องจริง มีฎีกาที่พิจารณาเรื่องนี้อยู่จริง ซึ่งจะเห็นว่ามีความสำคัญต่อลูกจ้างมากนะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องของบทลงโทษ ควรแก้ไขใหม่นะครับ เพราะการไปกำหนดว่าผู้ที่ไม่ตอกบัตรถือว่าขาดงานนั้น จะขัดต่อกฎหมายได้ หากพนักงานเค้ามาทำงานจริงและมีพยานยืนยัน ถึงแม้ว่าไม่มีหลักฐานเป็นเอกสารอื่น นายจ้างก็จะผิดได้ครับ เพราะหากลูกจ้างมาทำงานนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้ตามกฎหมาย การไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างทั้งๆ ที่ลูกจ้างมาทำงานจริงก็เท่ากับว่านายจ้างหักค่าจ้างลูกจ้างโดยมิชอบ ซึ่งจะผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 76 ได้ครับ
มีวิธีการพิจารณาโทษที่ดีกว่าในการควบคุมและตรงไปตรงมาไม่ขัดต่อกฎหมาย คือหากองค์กรมีการกำหนดเรื่องระเบียบการตอกบัตรหรือลางานแล้ว หากพนักงานฝ่าฝืนก็ให้ลงโทษในข้อหาไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง ครั้งที่ 1. เตือนด้วยวาจา ครั้งที่ 2. เตือนเป็นหนังสือ ครั้งที่ 3. พักงานโดยไม่จ่าค่าจ้าง ครั้งที่ 4. เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
จะเป็นวิธีการกำหนดบทลงโทษที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและจะมีผลในทางปฏิบัติที่ดีกว่าครับ เพราะลูกจ้างบางคนก็ไม่แคร์นะครับถ้านายจ้างจะหักค่าจ้าง แต่ถ้าเป็นบทลงโทษลักษณะนี้ สูงสุดคือเลิกจ้างไปเลยครับ คงต้องคิดหนักล่ะครับถ้าจะฝ่าฝืน
อดิศร