ลูกจ้างทดลองงานกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

178 views
Skip to first unread message

kritz wongvisadethorn

unread,
May 26, 2009, 2:23:48 AM5/26/09
to sia...@googlegroups.com
ผู้เขียน:
วรเศรษฐ์ เผือกสกนธ์
วันที่: 
31 มีนาคม 2009

ถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเสียแล้ว หากสถานประกอบการใดจะรับคนเข้าทำงานแล้วจะต้องทำการทดลองงานก่อน เพราะแม้ว่า ในใบสมัครงานจะมีรายละเอียดให้ลูกจ้างกรอก และมีเอกสารหลักฐานที่แสดงคุณสมบัติส่วนตัวของลูกจ้างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปริญญาบัตร ประกาศนียบัตรต่าง ๆ แต่นายจ้างเองก็ยังไม่เคยเห็นการทำงานจริงของลูกจ้าง ดังนั้น การทดลองงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า ลูกจ้างจะสามารถทำงานให้กับนายจ้างได้จริงหรือไม่ เพียงใด

ลูกจ้างทดลองงานก็คือลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั่นเอง  สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของลูกจ้างทดลองงาน จึงได้รับเช่นเดียวกับลูกจ้างทุกประการ หากนายจ้างรายใดประสงค์จะกำหนดสิทธิและหน้าที่ให้แตกต่างกันจะต้องกำหนดไว้ให้ชัดเจนในสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่จะต้องไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด

นายจ้างมักจะกำหนดเงื่อนไขเรื่องการทดลองงานไว้  2 ส่วน คือ ในสัญญาจ้างแรงงาน และหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานถึงระยะเวลาทดลองงาน และเงื่อนไขในการพิจารณาว่า จะรับลูกจ้างหรือไม่รับลูกจ้างเข้าเป็นพนักงานประจำ โดยไม่จำต้องพิจารณาจากผลการทำงานแต่เพียงอย่างเดียว

นายจ้างอาจจะพิจารณาถึงคุณสมบัติของลูกจ้างอย่างอื่นอีกด้วย เช่น ความประพฤติใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพนัน ชู้สาว ยาเสพติดให้โทษ หรือสุขภาพ หรือทัศนคติของลูกจ้างไม่เหมาะสมกับการทำงานตามการพิจารณาของนายจ้าง ให้ถือว่า ลูกจ้างขาดคุณสมบัติการเป็นลูกจ้างของนายจ้าง และนายจ้างมีสิทธิยุติการทดลองได้ทันที

กำหนดระยะเวลาการทดลองงานก็เป็นประเด็นสำคัญที่ควรจะพิจารณา เพราะที่จริงแล้ว งานแต่ละตำแหน่งควรจะมีระยะเวลาการทดลองงานที่ไม่เท่ากัน เพราะยากง่ายแตกต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติ นายจ้างมักจะนำกำหนดระยะเวลาการทดลองงานไปอิงกับกำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าชดเชย  ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน  แต่มักจะเอาไปใช้อย่างผิด ๆ  เช่น กำหนดเวลาทดลองงานต้องรอทำงานให้ครบสี่เดือนก่อน (120 วัน) จึงจะพิจารณาว่า จะบรรจุลูกจ้างเข้าเป็นพนักงานประจำหรือไม่

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากมาตรา 118 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดว่า “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน.....”

นายจ้างเกรงว่า หากยุติการทดลองงานแล้วจะต้องจ่ายค่าชดเชย ก็มักจะกำหนดเวลาการทดลองงานไว้ 120 วันหรือสี่เดือน แต่โปรดพิจารณาถ้อยคำตามกฏหมายให้ดีนะครับ

กฎหมายกำหนดว่า ทำงานครบ 120 วัน นั่นหมายความว่า หากนายจ้างยุติการทดลองงานของลูกจ้างเมื่อครบสี่เดือนก็จะต้องจ่ายค่าชดเชย ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่ถูกก็คือ ควรจะกำหนดให้ชัดเลยว่า เมื่อครบ 119 วันหรือน้อยกว่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาว่า การยุติการทดลองจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เพราะโดยทั่วไป นายจ้างจะไม่จ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและจะอ้างว่า การจ้างลูกจ้างทดลองงานถือเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน เพราะมีกำหนดระยะเวลาชัดเจนตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานไว้ว่า 120 วัน

แต่ตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานฉบับแก้ไขใหม่ พ.ศ. 2551 ได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า สัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลา โปรดพิจารณาจากมาตรา 17 ซึ่งบัญญัติว่า “สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้ อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินกว่าสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่า สัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย

การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้”

ท่านผู้อ่านได้อ่านถึงตรงนี้คงจะเริ่มนึกสงสารนายจ้างขึ้นมาบ้าง เพราะถ้านายจ้างผิดพลาดจากการกำหนดเวลาทดลองงานแล้ว หรือนายจ้างไม่มีฝ่ายกฎหมายให้ปรึกษาก่อนดำเนินการเลิกจ้างพนักงานทดลองงานแล้ว นายจ้างคงจะต้องจ่ายเงินให้กับการเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานเท่ากับกับจ้าง หลายเดือน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งว่าจ้างกันมาไม่นาน  แต่ก็ยังมีนายจ้างที่จำใจยอมจ่ายเงินให้กับลูกจ้างทดลองงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้วยังไม่วาย ถูกลูกจ้างฟ้องข้อหา เลิกจ้างไม่เป็นธรรมอีก

นายจ้างก็คงสงสัยว่า ไม่เป็นธรรมได้อย่างไร  แต่เนื่องจากการดำเนินคดีแรงงาน ลูกจ้างผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ อีกทั้ง ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี  หางานใหม่ทำได้ยาก เงินที่นายจ้างจ่ายอาจจะไม่เพียงพอที่จะดำรงชีพ  การฟ้องคดีแรงงานอาจทำให้ลูกจ้างได้รับเงินเพิ่มมากขึ้น  ลูกจ้างจึงใช้โอกาสนี้ฟ้องไว้ก่อนโดยไม่คำนึงถึงว่า นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างเป็นธรรมหรือไม่

ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า “การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า การเลิกจ้างลูกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง  ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างนั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง 

ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมต่อกันไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนด จำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้แทน โดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา”

ก่อนอื่น ท่านผู้อ่านจะต้องพิจารณาว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างคืออะไร จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา สามารถสรุปคำนิยามของการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง หมายถึง  การเลิกจ้างโดยไม่มีสาเหตุแห่งการเลิกจ้าง หรือการเลิกจ้างที่มีสาเหตุแต่ยังไม่สมควรถึงขนาดที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ หรือสาเหตุในการเลิกจ้างอยู่นอกเหนือระเบียบ ข้อบังคับ หรือสัญญาจ้าง หรือการเลิกจ้างโดยไม่มีพยานหลักฐานที่จะนำสืบข้อเท็จจริงให้สมกับข้ออ้าง ที่นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างได้กระทำความผิด หรือการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด หรือการเลิกจ้างโดยมีเจตนาจะกลั่นแกล้งลูกจ้างนั้น

เมื่อพิจารณาถึงกรณีการเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน นายจ้างส่วนใหญ่มักจะคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างเป็นสำคัญ  หากผลปรากฏว่า ลูกจ้างทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถทำงานในตำแหน่งที่สมัครไว้ได้ หรือเข้ากับเพี่อนร่วมงานไม่ได้ หรือผลการทำงานไม่เป็นไปตามที่นายจ้างคาดหวังไว้ การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองอันเนื่องจากเหตุผลลักษณะนี้จะเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ และนายจ้างจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างเท่าใด

คงจะไม่มีปัญหา  หากนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานเป็นหนังสือกำหนดเงื่อนไขการทดลองงานไว้ชัดเจน หรือกำหนดรวมไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานด้วย    เมื่อผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างไม่ดี ย่อมเป็นสิทธิของนายจ้างที่จะสามารถยุติการทดลองงานได้  และถือเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมเพราะเป็นการเลิกจ้างตามข้อสัญญา 

การแก้ต่างคดีจะสามารถทำได้ง่าย แต่ถ้าไม่มีสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดไว้หรือ กำหนดไว้ไม่ชัดเจนแล้ว นายจ้างคงจะต้องแก้ต่างกันพอสมควรทีเดียว   นายจ้างจะต้องแสดงการประเมินผลงานของลูกจ้างให้ประจักษ์ว่า การประเมินผลของตนยุติธรรม อธิบายได้ และไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลูกจ้างไม่สามารถทำงานตอบแทนนายจ้างได้เท่ากับเงินที่นายจ้างเสียไป อันเป็นหลักเรื่องสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง

สำหรับการประเมินผลงานนั้น  นายจ้างไม่จำต้องรอให้ครบกำหนดการทดลองงานก่อน เพราะหากนายจ้างเห็นว่า ลูกจ้างมีผลการปฏิบัติงานที่ไม่ดี ก็ควรเรียกมาสั่งสอน หรือให้คำแนะนำ เพื่อให้ลูกจ้างมีโอกาสที่จะแก้ไขปรับปรุง หรือนายจ้างบางราย เมื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างทดลองงานแล้ว เห็นว่าไม่ผ่าน ก็ให้โอกาสแก่ลูกจ้างได้พยายามแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้กลับมาทำงานได้ดี

โดยการขยายระยะเวลาการทดลองงาน แม้อาจทำให้นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชย แต่หากลูกจ้างยังคงมีผลการปฏิบัติงานที่ไม่ดี หรือไม่พยายามแก้ไขปรับปรุง การกระทำเช่นนี้ เมื่อนายจ้างบอกเลิกลูกจ้างทดลองงาน ย่อมถือว่า มีเหตุผลเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่มีความเป็นธรรมแล้ว

ในกรณีเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม  ลูกจ้างส่วนใหญ่มักจะเรียกร้องเป็นค่าเสียหายมากกว่าขอให้ศาลสั่งให้นายจ้าง รับกลับเข้าทำงาน เนื่องจากเมื่อลูกจ้างนำคดีความมาสู่ศาลแรงงานแล้ว  ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างย่อมไม่ดีนัก ส่วนจำนวนค่าเสียหาย ลูกจ้างมักจะเรียกเป็นค่าจ้างของตนจนกระทั่งเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างบวกด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี

แต่กฎหมายแรงงาน หากนายจ้างเป็นฝ่ายแพ้คดี ให้เป็นดุลพินิจของศาลแรงงานที่จะเป็นผู้กำหนดจำนวนค่าเสียหาย ตามประสบการณ์ของผู้เขียน ศาลแรงงานมักจะคำนึงถึงระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานเป็นสำคัญ หากทำงานมานานก็มักจะได้ค่าเสียหายมาก โดยศาลแรงงานอาจจะกำหนดค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างรายเดือนอาจจะหนึ่งถึงสอง เดือนต่อปีแล้วคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ซึ่งจะออกมาเป็นจำนวนค่าเสียหายที่นายจ้างจะได้รับจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

จึงน่าเป็นข้อสงสัยว่า ท้ายสุดแล้ว หากศาลเห็นว่า การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว  ลูกจ้างจะได้รับค่าเสียหายเท่าใด คงจะต้องศาลฏีกากำหนดเป็นบรรทัดฐานต่อไป  แต่ผู้เขียนเห็นว่า การนำคดีมาสู่ศาลของลูกจ้างทดลองงานเป็นเพียงมาตรการอย่างหนึ่งที่ลูกจ้างนำ มาใช้เพื่อเรียกร้องเงินเพิ่มอีก โดยหวังว่า จะใช้ศาลเป็นเครื่องมือช่วยไกล่เกลี่ย ทั้งที่จริงแล้ว นายจ้างได้จ่ายเงินชดใช้ไปตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดแล้ว

หากนายจ้างประสงค์จะป้องกันปัญหาตั้งแต่เริ่มแรก นายจ้างควรจะจัดให้มีสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ได้ จัดทำโดยนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ หากจะต้องมีการเลิกจ้างไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างทดลองงานหรือไม่  ผู้เขียนแนะนำให้ปรึกษานักกฎหมายที่เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ  เพื่อลดความเสี่ยงที่จะต้องถูกฟ้องคดีแรงงาน หรือถูกร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน และเกรงว่า เงินที่ลูกจ้างเรียกร้องจะไม่คุ้มกับค่าจ้างทนายความที่นายจ้างจะต้องเสียไป เพื่อแก้ต่างคดีแรงงานต่อไป


ที่มา :http://www.dlo.co.th/node/196

NAMPUNG .........

unread,
May 27, 2009, 10:27:58 PM5/27/09
to kri...@gmail.com, sia...@googlegroups.com
รบกวนเพื่อนสมาชิกหน่อยค่ะ
 
   ท่านใดมีข้อมูลเกี่ยวกับความหมายของเลขแต่ละหลักใน Emi โทรศัพท์มือถือบ้างคะรบกวนขอแชร์ด้วยค่ะ
 
                      ขอบคุณล่วงหน้าคะ


Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out!

มะแมว

unread,
May 28, 2009, 10:53:28 PM5/28/09
to NAMPUNG ........., sia...@googlegroups.com
http://www.electoday.com/cgi-bin/yabb2/YaBB.pl?num=1220519624

เขามีบริการทดสอบ EMI ครับ


2) นิยามของสัญญาณรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้าและความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า
      การรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic disturbance) อาจจะทำให้การทำงานของอุปกรณ์ (device) เครื่องมือ (equipment) หรือระบบ (system) มีความผิดพลาดหรือเกิดความเสียหายได้  
ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่การรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าวก่อให้เกิดความผิดพลาดใน
การ ทำงานหรือเกิดความเสียหายต่อ อุปกรณ์ (device) เครื่องมือ (equipment) หรือระบบ (system) การรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าวจะเรียกว่าเป็น สัญญาณรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ EMI (Electro-Magnetic Interference) ซึ่งก็หมายถึงสัญญาณที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในระบบนั่นเอง

“ความ เข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Compatibility) หรือ EMC” ก็จะหมายถึงความสามารถของตัวรับผลกระทบ (อุปกรณ์ เครื่องมือ ระบบ) ที่สามารถทำงานได้โดยปกติในสิ่งแวดล้อมแม่เหล็กไฟฟ้า"

สำหรับรายละเอียด ดูำได้ตาม Link นี้ครับ
http://www.kmitl.ac.th/emc/vuttipon/emc_tips.htm
Cool





EMI คือ สัญญาณรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้น (ทั้งทางสายตัวนำหรือทางอากาศ) และไปรบกวนอุปกรณ์
เครื่องมือ หรือระบบอื่นๆ
EMS หมายถึง ความสามารถของอุปกรณ์ เครื่องมือ
หรือระบบในการรองรับสัญญาณรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้าโดยไม่ทำให้ฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์ เครื่องมือ
หรือระบบเปลี่ยนแปลงไป
EMC หรือ ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า หมายถึง การที่อุปกรณ์ เครื่องมือ
หรือระบบสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยไม่สร้าง EMI ที่สูงจน อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือระบบอื่นๆ ทนไม่ได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือระบบดังกล่าวก็จะต้องมี EMS ที่สามารถรองรับ EMI
ที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน

สำหรับนิยามที่ชัดเจนสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ใน
V.Prasad Kodali, Engineering Electromagnetic Compatibility ใน EMC Terminology ครับ

MC หรือความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า คือ ความสามารถของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า
และอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า
และในขณะเดียวกันต้องสามารถทนต่อการถูกรบกวนจากปรากฏการณ์ทางแม่เหล็กฟ้าจากภายนอกได้

เมื่อสังเกตปรากฏการณ์บางอย่างในชีวิตประจำวัน มักพบเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น เช่น
เสียงรบกวนที่ออกมาจากวิทยุในขณะที่ปิดหรือเปิดหลอดไฟ
หน้าจอโทรทัศน์มีสัญญาณรบกวนทันทีที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
ภาพบนจอคอมพิวเตอร์สั่นเป็นคลื่นเมื่อใช้โทรศัพท์มือถือใกล้เครื่องคอมพิวเตอร์
หรือมีเสียงซ่าขณะใช้โทรศัพท์เมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าที่พบเห็นได้ทั่วไปหรือที่เรียกว่า EMI
นั้นแหละครับ โดยปกติแล้วสามารถแบ่งชนิดของแหล่งกำเนิดสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าได้เป็น 2 ประเภทใหญ่คือ
1. แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า หรือปฏิกิริยาบนดวอาทิตย์
2. แหล่งกำเนิดที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น สถานีส่งสัญญาณต่าง ๆ สัญญาณจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
และสัญญาณจากเครื่องจักรกลและเครื่องยนต์

หากสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าว ไปทำให้ระบบหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำงานไม่ถูกต้อง ผิดไปจากปกติ
หรืออาจทำให้ไม่สามารถทำงานได้ หรือร้ายแรงขนาดทำให้เสียหายแล้ว
จะเรียกสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้านี้ว่าเป็นสัญญาณรบกวน
และเรียกลักษณะของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไปรบกวนการทำงานของเครื่องมือและเครื่องใช
้ว่า การรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ

การรบกวนภายในระบบ (inter-system interference) เช่น
การที่การ์ดเสียงถูกรบกวนโดยสัญญาณที่ส่งออกมาจากแผงวงจรแม่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
การรบกวนระหว่างระบบ (intra-system interference) เช่น
การที่จอคอมพิวเตอร์ถูกรบกวนจากสัญญาณสื่อสารของโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น


ตามมาตรฐานทางด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งในระดับสากลและระดับภูมิภาคต่างๆ
นั้นได้กำหนดค่าระดับความแรงของสัญญาณรบกวนที่ยอมรับได้ไว้
ซึ่งอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าที่จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้านั้น
ต้องไม่สร้างสัญญาณรบกวนออกมาเกินขีดจำกัดที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน
มาตรฐานสากลที่กำหนดให้มีการทดสอบเรื่องการแพร่กระจาย (emission) ทางค่ายยุโรบ ได้แก่ EN55011 EN55014
EN55015 EN5522 ส่วนทางอเมริกา FCCC Part 15 ส่วนที่เป็นสากล ก็ CISPR และ IEC
องค์ประกอบของ EMC ประกอบด้วยสามส่วนคือ ส่วนสร้างสัญญาณรบกวน ส่วนได้รับผลกระทบ
และส่วนเชื่อมโยงระหว่างสองส่วนแรกผ่านทางอากาศหรือผ่านทางตัวนำ
ส่วนสัญญาณรบกวนสามารถสร้างสัญญาณรบกวนได้แต่ไม่เกินขีดจำกัด (limit line) รบกวน
จึงมีการกำหนดขีดจำกัดขึ้นมาเป็นมาตรฐานตามที่คุณเพิ่มเติมนิดหนึ่งได้ตอบไว่ก่อนหน้านี้

ขอบคุณครับที่ช่วยเติมเต็มความรู้ ขออนุญาตแก้คำผิดนิดๆนะครับ EN5522 แก้เป็น EN55022 และ FCCC แก้เป็น
FCC

Dr. V





http://board.siamphone.com/viewtopic.php?t=234660&sid=1e2d92cfb74edbb754cc93c6617f2351
เดี๋ยวนี้ฐานการผลิตไม่ได้อยู่แต่ในฟินแลนด์อีกต่อไปแล้ว มีทั้ง จีน มาเลย์ สิงคโปร์ ไทย หรือประเทศอื่นๆ ซึ่งประเทศเหล่านี้จะผลิตและป้อนตัวสินค้าสู่ท้องตลาดในประเทศต่างๆ

ซึ่งของที่ผลิตและป้อนสู่ตลาดนั้น มันไม่แน่ไม่นอนว่า เครื่องดังกล่าวจะไปปรากฏอยู่ที่ประเทศใด มันก็สุดแล้วแต่เวรแต่กรรมครับ

แต่ที่สำคัญ ต้องดูบริษัทที่นำเข้ามาเป็นสำคัญ ซึ่งตัวแทนจำหน่ายที่นำเข้าโทรศัพท์มือถือบ้านเรามันมีหลายเจ้าเช่น UD,MFA,Mlink,Blisstel,Jaymart และอื่นๆ ซึ่งชื่อเหล่านี้คงเป็นที่คุ้นหูของใครต่อใครหลายๆ คน ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะเป็นผู้ออเดอร์ตัวสินค้ามาขาย และมันก็อยู่ที่ว่า โรงงานใหนเป็นผู้ส่งสินค้าให้ และสั่งกับที่ใด

จะเครื่อง จีน อินเดีย ไทย มาเลย์เซีย ไม่สำคัญ หากได้นำเข้ามาอย่างถูกกฏหมายโดยผ่านบริษัทที่ผมกล่าวมาแล้ว เครื่องเหล่านั้น จะมีประกัน เวลาเสีย ฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ ในระยะที่กำหนด


ของเพื่อนคุณที่เค้าไม่ประกัน ก็แสดงว่าเป็นเครื่องที่นำเข้ามาอย่างผิดกฏหมาย โดยไม่ผ่านบริษัทนำเข้า มันถึงได้มาในสภาพแบบนี้ไงครับ


อ่ะ ตอบให้เล็กน้อย ประเทศไทย จะเป็นเลข 49 ครับ ( ถ้าจำไม่ผิด )


ผมบอกให้เลย เครื่องที่เค้าจะซ่อมไม่ซ่อม ไม่ได้เกี่ยวว่ามาจากประเทศใด แต่มันสำคัญอยู่ที่


จะต้องเป็นเครื่องที่นำเข้าโดยถูกกฏหมายผ่าน Nokia ประเทศไทย และบริษัทตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น จึงจะมีสิทธิที่จะได้รับการประกันสินค้า


ผมจะเล่าอะไรให้ฟังนะ เห็นตั้งคำถามมาซะเยอะแล้ว ตั้งแต่อันแรกเลย

ผมเคยซื้อเครื่องที่เป็น EMI ของไทยด้วย ( จำไม่ได้ว่า 6610 หรือเปล่า ลืมแล้ว ) ตอนนั้นจำได้ เลข 49 นี่แหละ แต่พอเสียเอาไปซ่อมปรากฏว่า กลายเป็นเครื่องนอกครับท่าน!

และศูนย์ก็ไม่รับซ๋อมให้ผม และผมก็พยายามหาข้อมูลอยู่นาน จนได้ข้อมูลที่แน่ชัด และผมก็ไปซัดกับศูนย์เลย ทางศูนย์เค้าชี้แจงมาว่า
ใช่ค่ะ เป็นเครื่องผลิตในไทย แต่ เป็นเครื่องที่ถูกส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ไม่ได้จำหน่ายในบ้านเรา ? ฟังแล้วงง ขยายความง่ายๆ ก็คือ

โทรศัพท์เครื่องนี้ EMI นี้ เป็นตัวที่ส่งไปขายยังต่างประเทศ และก็มีพ่อค้าหัวใส ไปซื้อเครื่องที่ต่างประเทศ เพราะต้นทุนถูกกว่า แต่ดันได้เครื่องที่มันผลิตมาจากไทย และเค้าก็เอาเครื่องนี้กลับเข้ามาในประเทศไทย โดยแปะ Voild Mlink ปลอมมาอย่างดี

ผมเพิ่งมาทราบเอาตอนท้ายหรอกครับ!

อย่าดูแต่ EMI อย่างเดียวครับ บางที EMI ถูกจริง แต่เจอแบตปลอม หูฟังเก๊ ของไม่ครบ แบบนี้ก็ไร้ค่าเหมือนกัน



เมื่อ พฤษภาคม 28, 2009 9:27 ก่อนเที่ยง, NAMPUNG ......... <hr_na...@hotmail.com> เขียนว่า:



--
เมื่อมีวาสนา  ไม่ต้องเรียกร้อง  ถึงเวลาก็มาเจอกัน
เมื่อสิ้นวาสนา  ก็ต้องจากกัน  รั้งยังไงก็ไม่อยู่
ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้  คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง
เพราะ ถึงเวลาที่ต้องจากกัน  ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า
ก็เรียกมันกลับ คืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า  
เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages