ถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเสียแล้ว หากสถานประกอบการใดจะรับคนเข้าทำงานแล้วจะต้องทำการทดลองงานก่อน เพราะแม้ว่า ในใบสมัครงานจะมีรายละเอียดให้ลูกจ้างกรอก และมีเอกสารหลักฐานที่แสดงคุณสมบัติส่วนตัวของลูกจ้างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปริญญาบัตร ประกาศนียบัตรต่าง ๆ แต่นายจ้างเองก็ยังไม่เคยเห็นการทำงานจริงของลูกจ้าง ดังนั้น การทดลองงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า ลูกจ้างจะสามารถทำงานให้กับนายจ้างได้จริงหรือไม่ เพียงใด
ลูกจ้างทดลองงานก็คือลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั่นเอง สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของลูกจ้างทดลองงาน จึงได้รับเช่นเดียวกับลูกจ้างทุกประการ หากนายจ้างรายใดประสงค์จะกำหนดสิทธิและหน้าที่ให้แตกต่างกันจะต้องกำหนดไว้ให้ชัดเจนในสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่จะต้องไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด
นายจ้างมักจะกำหนดเงื่อนไขเรื่องการทดลองงานไว้ 2 ส่วน คือ ในสัญญาจ้างแรงงาน และหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานถึงระยะเวลาทดลองงาน และเงื่อนไขในการพิจารณาว่า จะรับลูกจ้างหรือไม่รับลูกจ้างเข้าเป็นพนักงานประจำ โดยไม่จำต้องพิจารณาจากผลการทำงานแต่เพียงอย่างเดียว
นายจ้างอาจจะพิจารณาถึงคุณสมบัติของลูกจ้างอย่างอื่นอีกด้วย เช่น ความประพฤติใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพนัน ชู้สาว ยาเสพติดให้โทษ หรือสุขภาพ หรือทัศนคติของลูกจ้างไม่เหมาะสมกับการทำงานตามการพิจารณาของนายจ้าง ให้ถือว่า ลูกจ้างขาดคุณสมบัติการเป็นลูกจ้างของนายจ้าง และนายจ้างมีสิทธิยุติการทดลองได้ทันที
กำหนดระยะเวลาการทดลองงานก็เป็นประเด็นสำคัญที่ควรจะพิจารณา เพราะที่จริงแล้ว งานแต่ละตำแหน่งควรจะมีระยะเวลาการทดลองงานที่ไม่เท่ากัน เพราะยากง่ายแตกต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติ นายจ้างมักจะนำกำหนดระยะเวลาการทดลองงานไปอิงกับกำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าชดเชย ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่มักจะเอาไปใช้อย่างผิด ๆ เช่น กำหนดเวลาทดลองงานต้องรอทำงานให้ครบสี่เดือนก่อน (120 วัน) จึงจะพิจารณาว่า จะบรรจุลูกจ้างเข้าเป็นพนักงานประจำหรือไม่
ซึ่งเมื่อพิจารณาจากมาตรา 118 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดว่า “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน.....”
นายจ้างเกรงว่า หากยุติการทดลองงานแล้วจะต้องจ่ายค่าชดเชย ก็มักจะกำหนดเวลาการทดลองงานไว้ 120 วันหรือสี่เดือน แต่โปรดพิจารณาถ้อยคำตามกฏหมายให้ดีนะครับ
กฎหมายกำหนดว่า ทำงานครบ 120 วัน นั่นหมายความว่า หากนายจ้างยุติการทดลองงานของลูกจ้างเมื่อครบสี่เดือนก็จะต้องจ่ายค่าชดเชย ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่ถูกก็คือ ควรจะกำหนดให้ชัดเลยว่า เมื่อครบ 119 วันหรือน้อยกว่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาว่า การยุติการทดลองจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เพราะโดยทั่วไป นายจ้างจะไม่จ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและจะอ้างว่า การจ้างลูกจ้างทดลองงานถือเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน เพราะมีกำหนดระยะเวลาชัดเจนตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานไว้ว่า 120 วัน
แต่ตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานฉบับแก้ไขใหม่ พ.ศ. 2551 ได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า สัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลา โปรดพิจารณาจากมาตรา 17 ซึ่งบัญญัติว่า “สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา
นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้
อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด
เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้
แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินกว่าสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่า สัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย
การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้”
ท่านผู้อ่านได้อ่านถึงตรงนี้คงจะเริ่มนึกสงสารนายจ้างขึ้นมาบ้าง เพราะถ้านายจ้างผิดพลาดจากการกำหนดเวลาทดลองงานแล้ว หรือนายจ้างไม่มีฝ่ายกฎหมายให้ปรึกษาก่อนดำเนินการเลิกจ้างพนักงานทดลองงานแล้ว นายจ้างคงจะต้องจ่ายเงินให้กับการเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานเท่ากับกับจ้าง หลายเดือน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งว่าจ้างกันมาไม่นาน แต่ก็ยังมีนายจ้างที่จำใจยอมจ่ายเงินให้กับลูกจ้างทดลองงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้วยังไม่วาย ถูกลูกจ้างฟ้องข้อหา เลิกจ้างไม่เป็นธรรมอีก
นายจ้างก็คงสงสัยว่า ไม่เป็นธรรมได้อย่างไร แต่เนื่องจากการดำเนินคดีแรงงาน ลูกจ้างผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ อีกทั้ง ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี หางานใหม่ทำได้ยาก เงินที่นายจ้างจ่ายอาจจะไม่เพียงพอที่จะดำรงชีพ การฟ้องคดีแรงงานอาจทำให้ลูกจ้างได้รับเงินเพิ่มมากขึ้น ลูกจ้างจึงใช้โอกาสนี้ฟ้องไว้ก่อนโดยไม่คำนึงถึงว่า นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างเป็นธรรมหรือไม่
ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า “การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า การเลิกจ้างลูกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างนั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง
ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมต่อกันไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนด จำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้แทน โดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา”
ก่อนอื่น ท่านผู้อ่านจะต้องพิจารณาว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างคืออะไร จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา สามารถสรุปคำนิยามของการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง หมายถึง การเลิกจ้างโดยไม่มีสาเหตุแห่งการเลิกจ้าง หรือการเลิกจ้างที่มีสาเหตุแต่ยังไม่สมควรถึงขนาดที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ หรือสาเหตุในการเลิกจ้างอยู่นอกเหนือระเบียบ ข้อบังคับ หรือสัญญาจ้าง หรือการเลิกจ้างโดยไม่มีพยานหลักฐานที่จะนำสืบข้อเท็จจริงให้สมกับข้ออ้าง ที่นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างได้กระทำความผิด หรือการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด หรือการเลิกจ้างโดยมีเจตนาจะกลั่นแกล้งลูกจ้างนั้น
เมื่อพิจารณาถึงกรณีการเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงาน นายจ้างส่วนใหญ่มักจะคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างเป็นสำคัญ หากผลปรากฏว่า ลูกจ้างทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถทำงานในตำแหน่งที่สมัครไว้ได้ หรือเข้ากับเพี่อนร่วมงานไม่ได้ หรือผลการทำงานไม่เป็นไปตามที่นายจ้างคาดหวังไว้ การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองอันเนื่องจากเหตุผลลักษณะนี้จะเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ และนายจ้างจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างเท่าใด
คงจะไม่มีปัญหา หากนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานเป็นหนังสือกำหนดเงื่อนไขการทดลองงานไว้ชัดเจน หรือกำหนดรวมไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานด้วย เมื่อผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างไม่ดี ย่อมเป็นสิทธิของนายจ้างที่จะสามารถยุติการทดลองงานได้ และถือเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมเพราะเป็นการเลิกจ้างตามข้อสัญญา
การแก้ต่างคดีจะสามารถทำได้ง่าย แต่ถ้าไม่มีสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดไว้หรือ กำหนดไว้ไม่ชัดเจนแล้ว นายจ้างคงจะต้องแก้ต่างกันพอสมควรทีเดียว นายจ้างจะต้องแสดงการประเมินผลงานของลูกจ้างให้ประจักษ์ว่า การประเมินผลของตนยุติธรรม อธิบายได้ และไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลูกจ้างไม่สามารถทำงานตอบแทนนายจ้างได้เท่ากับเงินที่นายจ้างเสียไป อันเป็นหลักเรื่องสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง
สำหรับการประเมินผลงานนั้น นายจ้างไม่จำต้องรอให้ครบกำหนดการทดลองงานก่อน เพราะหากนายจ้างเห็นว่า ลูกจ้างมีผลการปฏิบัติงานที่ไม่ดี ก็ควรเรียกมาสั่งสอน หรือให้คำแนะนำ เพื่อให้ลูกจ้างมีโอกาสที่จะแก้ไขปรับปรุง หรือนายจ้างบางราย เมื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างทดลองงานแล้ว เห็นว่าไม่ผ่าน ก็ให้โอกาสแก่ลูกจ้างได้พยายามแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้กลับมาทำงานได้ดี
โดยการขยายระยะเวลาการทดลองงาน แม้อาจทำให้นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชย แต่หากลูกจ้างยังคงมีผลการปฏิบัติงานที่ไม่ดี หรือไม่พยายามแก้ไขปรับปรุง การกระทำเช่นนี้ เมื่อนายจ้างบอกเลิกลูกจ้างทดลองงาน ย่อมถือว่า มีเหตุผลเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่มีความเป็นธรรมแล้ว
ในกรณีเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ลูกจ้างส่วนใหญ่มักจะเรียกร้องเป็นค่าเสียหายมากกว่าขอให้ศาลสั่งให้นายจ้าง รับกลับเข้าทำงาน เนื่องจากเมื่อลูกจ้างนำคดีความมาสู่ศาลแรงงานแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างย่อมไม่ดีนัก ส่วนจำนวนค่าเสียหาย ลูกจ้างมักจะเรียกเป็นค่าจ้างของตนจนกระทั่งเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างบวกด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี
แต่กฎหมายแรงงาน หากนายจ้างเป็นฝ่ายแพ้คดี ให้เป็นดุลพินิจของศาลแรงงานที่จะเป็นผู้กำหนดจำนวนค่าเสียหาย ตามประสบการณ์ของผู้เขียน ศาลแรงงานมักจะคำนึงถึงระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานเป็นสำคัญ หากทำงานมานานก็มักจะได้ค่าเสียหายมาก โดยศาลแรงงานอาจจะกำหนดค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างรายเดือนอาจจะหนึ่งถึงสอง เดือนต่อปีแล้วคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ซึ่งจะออกมาเป็นจำนวนค่าเสียหายที่นายจ้างจะได้รับจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
จึงน่าเป็นข้อสงสัยว่า ท้ายสุดแล้ว หากศาลเห็นว่า การเลิกจ้างลูกจ้างทดลองงานเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว ลูกจ้างจะได้รับค่าเสียหายเท่าใด คงจะต้องศาลฏีกากำหนดเป็นบรรทัดฐานต่อไป แต่ผู้เขียนเห็นว่า การนำคดีมาสู่ศาลของลูกจ้างทดลองงานเป็นเพียงมาตรการอย่างหนึ่งที่ลูกจ้างนำ มาใช้เพื่อเรียกร้องเงินเพิ่มอีก โดยหวังว่า จะใช้ศาลเป็นเครื่องมือช่วยไกล่เกลี่ย ทั้งที่จริงแล้ว นายจ้างได้จ่ายเงินชดใช้ไปตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดแล้ว
หากนายจ้างประสงค์จะป้องกันปัญหาตั้งแต่เริ่มแรก
นายจ้างควรจะจัดให้มีสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ได้
จัดทำโดยนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ
หากจะต้องมีการเลิกจ้างไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างทดลองงานหรือไม่
ผู้เขียนแนะนำให้ปรึกษานักกฎหมายที่เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ
เพื่อลดความเสี่ยงที่จะต้องถูกฟ้องคดีแรงงาน
หรือถูกร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน และเกรงว่า
เงินที่ลูกจ้างเรียกร้องจะไม่คุ้มกับค่าจ้างทนายความที่นายจ้างจะต้องเสียไป
เพื่อแก้ต่างคดีแรงงานต่อไป
