ีชาดกว่าด้วยโทษของการแตกสามัคคี

49 views
Skip to first unread message

Sangsri ...

unread,
Sep 10, 2008, 8:00:50 PM9/10/08
to Anantaporn, Apisit, jatechanya boonchaleo, HR CENter, chirasak chiyachantana, ÇÕÃСà Çѹ·Í§, ÇÔÊØ·¸Ôì ÈÃÕ¹ÇÅ, jat...@ppi.co.th, jind...@hotmail.com, Somsak Kakai, kik_th...@hotmail.com, niwat Laohanakeewong, NEC.Ple, OrJinda, sirorat padkunjary, Pitaya, Hongtong Posritong, chaninthorn sangwanna, supahw...@hotmail.com, Veena Noipracha, Monta VongprADIT, netnapana Vorawong, win WESTERN, กฤษดานัท, กันยารัตน์, นีรนุช เนื่องวัง, แนน, โอม..western

ชาดกว่าด้วยโทษของการแตกสามัคคี

ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัต ครองกรุงพาราณสี มี พญานกกระจาบ ตัวหนึ่งคุมบริวารจำนวนนับพัน ๆตัว ท่องเที่ยวหากินอยู่ในป่าใหญ่ได้รับความผาสุกตลอดมา

อยู่มาวันหนึ่ง พรานล่านกบังเอิญมาพบนกกระจาบฝูงนี้เข้า จึงเข้าไปแอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ แล้วทำเสียงร้องเลียนแบบนกกระจาบ เมื่อนกกระจาบได้ยินเข้า จึงหลงเข้าใจผิดคิดว่าพวกของตนร้องเรียก จึงบินลงมารวมกันที่พื้นดินข้างพุ่มไม้นั้น นายพรานซึ่งคอยทีอยู่แล้วก็ทอดตาข่ายลงอย่างรวดเร็ว จับนกกระจาบไปได้อย่างสบาย

หลังจากวันนั้น นายพรานก็มาทอดตาข่ายจับนกไปได้ทุกวัน จนนกกระจาบร่อยหรอลงไปมาก พญานกกระจาบพยายามอย่างยิ่งที่จะคิดหาทางช่วยเหลือบริวารของตน จนกระทั่งวันหนึ่ง พญานกกระจาบเรียกประชุมบริวารที่เหลือและบอกอุบายว่า

"
ครั้งต่อไป ถ้าพวกเราถูกนายพรานทอดตาข่ายอีกละก้อ อย่าตกใจ จงตั้งสติให้ดี ให้แต่ละตัวเอาหัวสอดเข้าในช่องตาข่ายตัวละตา แล้วบินขึ้นพร้อม ๆ กัน ยกเอาตาข่ายนั้นไปพาดทิ้งไว้บนยอดไผ่ที่อยู่ไกล ๆ แล้วปลดตัวเองออกมาก็จะสามารถหนีรอดได้"

วันต่อ ๆมา เมื่อพรานนกนำตาข่ายมาทอดอีก นกกระจาบก็พร้อมใจกันบินขึ้น ยกเอาตาข่ายไปทิ้งไว้บนยอดไผ่ตามคำแนะนำของพญานกเสมอ
พรานนกจึงจับนกกระจาบไม่ได้เลย ได้แต่เดินตามหาตาข่ายที่นกนำไปพาดทิ้งไว้ กว่าจะขึ้นไปปลดตาข่ายแต่ละตาให้หลุดจากยอดไผ่แขนงไผ่ได้หมด
ก็เสียเวลาไปทั้งวัน จึงได้แต่เดินมือเปล่ากลับบ้านเป็นประจำ

ครั้นเป็นเช่นนี้หลาย ๆวัน เข้า ภรรยานายพรานก็โกรธระแวงว่าสามีนอกใจแอบไปมีภรรยาน้อย พรานนกจำต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง แล้วปลอบนางว่า

"
ขอให้เธอใจเย็น ๆ ไว้เถิด ขณะนี้พวกนกมีความพร้อมใจกัน จึงหอบเอาตาข่ายไปได้ แต่ถ้าเมื่อใดมันทะเลาะกัน เมื่อนั้น มันไม่พ้นมือฉันไปได้หรอก ฉันจะหอบมันมาให้เธอทั้งฝูง ให้เธอยิ้มหน้าบานไปเลย"

ต่อมาไม่นาน มีนกกระจาบซุ่มซ่ามตัวหนึ่งโผลงมาบนพื้นดิน แต่บังเอิญพลาดไปเหยียบเอาหัวนกกระจาบอีกตัวหนึ่งเข้า นกกระจาบตัวนั้นโกรธมากถึงกับร้องขึ้นว่า

"
เอ๊ะ ใครนะมาเหยียบหัวเราได้ ตาบอดหรือยังไง"
นกกระจาบซุ่มซ่ามรีบขอโทษทันที
"
ขอโทษจ้ะ ฉันไม่ทันเห็นจริง ๆ อย่าโกรธเลยนะ ขอโทษเถอะ"

แต่ถึงจะอ้อนวอนขอโทษอย่างไร นกตัวที่ถูกเหยียบหัวก็ไม่ยอมให้อภัย ทั้งยังพูดจากวนโทสะซ้ำ ๆ ซาก ๆ อีกจนเกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้น ฝ่ายนกกระจาบตัวอื่น ๆ พยายามพูดจาไกล่เกลี่ย แต่บางตัวก็เข้าข้างนกตัวที่ถูกเหยียบหัว บางตัวก็เข้าข้างนกซุ่มซ่ามจนกลายเป็นแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ต่างพูดจากระทบกระเทียบแดกดันกันต่าง ๆนานา

พญานกกระจาบเห็นดังนั้น จึงเข้าห้ามปราม แต่เพราะความมานะถือดี นกกระจาบเหล่านั้นไม่ยอมฟัง พญานกกระจาบจึงกล่าวว่า

"
ขึ้นชื่อว่าการทะเลาะกัน หากเกิดขึ้นที่ใด ที่นั่นย่อมไม่มีความปลอดภัย ต่อไปความพินาศจะเกิดขึ้นแก่นกกระจาบทั้งหลายเป็นแน่"

พญานกมองการณ์ไกลเช่นนั้นแล้ว จึงพานกบริวารที่เชื่อฟังแยกฝูงออกไปหากินที่อื่น

หลังจากนั้นไม่นาน พรานนกได้มาดักนกกระจาบอีกเช่นเคย นกกระจาบเหล่านั้นเมื่อถูกตาข่ายครอบแล้ว ต่างมัวเถียงกันว่า

"
ได้ยินว่าเจ้ายกตาข่ายจนขนหัวร่วง เจ้าก็ยกสิ"
นกอีกตัวพูดว่า
"
ได้ยินว่าเจ้ายกจนขนปีกร่วง ก็ยกเองซิ"

นกกระจาบต่างทุ่มเถียงทะเลาะกันอย่างไม่ลดละ แม้บางตัวจะพยายามยกตาข่ายขึ้นแต่เมื่อไม่มีความพร้อมเพรียงกัน กำลังแรงจึงไม่พอที่จะนำเอาตาข่ายขึ้นไปได้ พรานนกจึงจับนกกระจาบเหล่านั้นไปอย่างง่ายดาย

ข้อคิดจากชาดก เรื่องนี้
1.
คนพาล มักโกรธง่าย และผูกเวร ดังนั้น เราควรป้องกันการทะเลาะวิวาทเสียแต่ต้นมือด้วยการระมัดระวังตัว มีสติ ไม่ทำสิ่งใดให้กระทบกระเทือนบุคคลอื่น การฝึกสมาธิแผ่เมตตาเป็นประจำทำให้เป็นคนโกรธได้ยาก
"
ผู้ที่ฆ่าความโกรธได้ ย่อมนอนหลับเป็นสุข"
2.
ที่ใดมีเรื่องทะเลาะวิวาท ขาดความเคารพเชื่อฟัง ที่นั่นย่อมไม่ปลอดภัย
ควรปลีกตัวออกให้ห่างไกล
3.
การคบบัณฑิตย่อมทำให้ห่างไกลจากภัยพาล ดังเช่นนกกระจาบที่เชื่อฟังจ่าฝูง
4.
เมื่อเราผิด ขอโทษแล้วเขาไม่ให้อภัย ก็อย่าโกรธตอบ หากถูกด่าก็ให้คิดเสียว่า คำด่านั้นใช้ซ้ำซากมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน จืดเสียแล้ว ไม่คิดเจ็บใจ ไม่เอาใจใส่
5.
หากรู้ตัวว่ากำลังโกรธและจะให้อภัยไม่ได้ ให้ปิดปากเงียบไม่ต่อว่าต่อขาน เพราะการโต้ตอบในขณะโกรธ จะทำให้เรื่องลุกลามยิ่งขึ้น
6.
ไม่ยกเอาความดีของตนขึ้นข่มบุคคลอื่น เป็นการกลบเกลื่อนความผิดของตน ไม่ว่าในกรณีใด ๆ
7.
เมื่อมีการทะเลาะวิวาทกัน ควรวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด และหาทางไกล่เกลี่ยยุติเรื่องบาดหมางนั้นเสีย

ชาดกเรื่องนี้ มาจาก สัมโมทนียชาดก ในหนังสือ นิทานชาดกเล่มสี่
ได้กล่าวถึงมูลเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าชาดกเรื่องนี้ว่า มีสาเหตุจาก กรุงกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นดินแดนของพระญาติฝ่ายพระบิดา และกรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นดินแดนของพระญาติฝ่ายพระมารดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ระหว่างเมืองทั้งสอง มีแม่น้ำใหญ่สายหนึ่งไหลผ่าน และถือเป็นเส้นแบ่งเขตแดนของทั้งสองเมือง ชาวเมืองทั้งสองต่างอาศัยน้ำจากแม่น้ำสายนี้ ทำการเกษตรกรรมเลี้ยงชีพด้วยความผาสุกตลอดมา

ต่อมาฤดูแล้งครั้งหนึ่ง น้ำในแม่น้ำนี้ได้งวดลงไปมากผิดปกติ ประชาชนทั้งสองฝั่งพยายามกักเก็บน้ำเข้านาของตนให้มากที่สุด ในที่สุด ก็ทะเลาะวิวาททุ่มเถียง ด่าทอซึ่งกันและกัน แล้วเลยลามปามถากถางไปถึงราชตระกูลของฝ่ายตรงข้ามด้วยคำที่เสียดสีหยาบคาย เมื่อต่างฝ่ายต่างดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสูงสุดของกันและกันขึ้นมาด่าว่าเช่นนี้ เรื่องราวจึงขยายลุกลามไปจนถึงขั้นจับอาวุธเข้าต่อสู้ แม้ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต้องมาว่ากล่าวห้ามปราม ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ แม้เสนาอำมาตย์ต้องลงมาไกล่เกลี่ยเพื่อระงับเหตุการณ์ แต่ความขัดแย้งได้ทวีขึ้นถึงขั้นมีการกะเกณฑ์ผู้คนกันแล้ว

การด่าทอและต่อสู้ทำร้ายของทั้งสองฝ่ายได้สร้างความเคียดแค้นให้กันและกันอย่างรุนแรง จนในที่สุด กษัตริย์ของทั้งสองเมืองจึงยกทัพมาประชิดชายแดน เตรียมพร้อมที่จะทำสงครามกัน

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทราบเหตุ จึงเสด็จมายังชายแดนเพื่อจะทรงระงับศึกนี้ และได้เล่าเรื่องในอดีตกาลก่อน คือ สัมโมทนียชาดก เพื่อเป็นข้อเตือนใจให้พระญาติฟัง เป็นต้น

 

Create Date : 05 กันยายน 2551

Last Update : 5 กันยายน 2551 17:12:37 น.

 

 

 

Counter : 9 Pageviews.

 


Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages