ผมพบบทความนี้ใน jorpor.com ครับ น่าจะตอบคำถามได้
ผอ.รุ่งระวี กลุ่มงานพัฒนาความปลอดภัย ไขข้อข้องใจ
การอบรมตามกฎหมายใหม่..ประกาศกรมฯ 2 พ.ค. 2555"
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขการฝึกอบรมผู้บริหาร
หัวหน้างาน และลูกจ้างด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 2 พฤษภาคม 2555
พระราชบัญญัติความปลอดภัย
อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
กำหนดให้ออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่
"มาตรา 8 ให้นายจ้างบริหาร จัดการ
และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง
การกำหนดมาตรฐานตามวรรคหนึ่ง
ให้นายจ้างจัดทำเอกสารหรือรายงานใด โดยมีการตรวจสอบหรือรับรองโดยบุคคล
หรือนิติบุคคลตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้ลูกจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทำงานตามมาตรฐานที่กำหนดในวรรคหนึ่ง"
"มาตรา 13
ให้นายจ้างจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน
หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานและบุคลากรตามวรรคหนึ่งจะต้องขึ้นทะเบียนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ให้นำบทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสอง และมาตรา 10
มาใช้บังคับกับการขึ้นทะเบียนเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน
โดยอนุโลม"
"มาตรา 16 ให้นายจ้างจัดให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน
และลูกจ้างทุกคนได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้บริหารจัดการ
และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทำงานได้อย่างปลอดภัย
ในกรณีที่นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงาน เปลี่ยนงาน
เปลี่ยนสถานที่ทำงาน หรือเปลี่ยนแปลง เครื่องจักรหรืออุปกรณ์
ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ
หรือสุขภาพอนามัย
ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมลูกจ้างทุกคนก่อนการเริ่มทำงาน
การฝึกอบรมตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด"
ตามที่ได้มี ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการฝึกอบรมผู้บริหาร หัวหน้างาน
และลูกจ้างด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 นั้น
ประกาศฉบับนี้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย
อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งกำหนดให้ผู้บริหาร
หัวหน้างาน และลูกจ้างทุกคนได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัย
ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ต้องการให้ผู้บริหาร
หัวหน้างาน และลูกจ้างทุกคนได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัยฯ
ที่เหมาะสมตามประเภทของกิจการและสภาพของงานภายในสถานประกอบการ
เพื่อให้เกิดความปลอดภัย
ความสะดวกของสถานประกอบการและเพื่อให้มีการฝึกอบรมโดยบุคลากรภายในที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำงาน
และมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องจักรและสภาพการทำงานจริง
เป็นวิทยากรให้ความรู้
ทั้งนี้กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การยกเลิกกฎกระทรวง จป. 49
การปฏิบัติหรือแนวปฏิบัติเรื่องการอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับต่างๆ
ได้แก่ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน
ที่มีกำหนดไว้ในกฎกระทรวง จป. 49 และประกาศกรมฯ
ที่เกี่ยวข้องนั้นก็ยังคงไว้ให้ปฏิบัติต่อไปตามนั้นเช่นเดิม
สถานประกอบการและหน่วยฝึกอบรม จป.
ก็ยังต้องมีการอบรมและจัดอบรมได้ตามเดิม
และกฎหมายฉบับนี้มีความรัดกุมมากขึ้น คือ
มีขอบเขตการใช้บังคับกับสถานประกอบการที่ไม่เข้าข่ายสถานประกอบการ 12
ประเภทตามกฎกระทรวง จป. 49 เพิ่มเติมขึ้น
ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนาความปลอดภัยในสถานประกอบการ
ทั้งนี้ เนื่องจาก กฎกระทรวง จป. 49 ออกตามมาตรา 6 และ
103 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงจะต้องมีการออกกฎหมาย
จป. ที่เป็นลูกของ พรบ. ความปลอดภัย 54 มาใช้แทน
ซึ่งในการออกกฎกระทรวงนั้น จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก
ใช้เวลานานกว่าการออกประกาศกรมฯ ทำให้ประกาศกรมฯ
ฉบับนี้ถูกประกาศออกมาก่อน หากมีกฎกระทรวงที่ออกตาม ม. 13 แห่ง
พรบ.ความปลอดภัย 54 มาก่อนหน้านี้คงจะไม่มีความสับสนใดๆ
เมื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในการออกกฎกระทรวงตาม มาตรา
13 ดังกล่าว ได้คำตอบว่า ภายในปีนี้ไม่น่าจะได้ประกาศใช้
คาดว่าเร็วที่สุดเป็นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า
โดยในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการกำหนด/แต่งตั้งคณะอนุกรรมการยกร่าง
ทั้งนี้ในวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555 นี้
ทางสำนักความปลอดภัยแรงงานจะได้มีการประชุมปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้
เพื่อหาแนวทางในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมาย
โดยแผนจัดทำแนวทางการปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ อาจได้แก่
มีการแจ้งให้สถานประกอบการทราบว่า ยังต้องยึดแนวปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับ
การจัดอบรม จป. และการขึ้นทะเบียน ตามกฎกระทรวง จป. 49 เช่นเดิม