มะเร็งทางอารมณ์
'ฉันควรทำอะไรจึงจะเหมาะสมและเป็นการแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้'
มะเร็ง ทางอารมณ์ทั้งห้านี้จะแพร่กระจายเซลล์ร้ายเข้าไปสู่ความสัมพันธ์ของทีมงาน
รวมถึงวัฒนธรรมขององค์กร ทำให้องค์กรมีความแตกแยก
แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่สามารถรวมพลังและปลดปล่อยศักยภาพที่จะมุ่งสู่การบริหารและทำงานอย่างมี
ประสิทธิภาพได้
หัวข้อนี้เขียนถึงบ่อยมาก
หยิบยกมาบรรยายก็บ่อยครั้ง แต่ก็ยังเห็นพฤติกรรมของคนจำนวนมาก
ที่เข้าข่ายเป็นมะเร็งทางอารมณ์ และที่สำคัญไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังแพร่กระจายเชื้อโรคร้ายให้เกาะกินทำลาย
องค์กร หรือสังคม ทั้งนี้เพราะเหตุว่าไม่เคยได้สังเกตทัศนคติและพฤติกรรมของตนเอง
และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ไม่ยินดีรับฟังความเห็นที่มาจากคนรอบข้าง
ไม่ว่าจะมาจากเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้อง
เพราะการปิดกั้นทางทัศนคติจนทัศนวิสัยแทบมืดมิด!
มะเร็งทางอารมณ์ได้ปิดหูปิดตา ปิดโอกาสและสิ่งดีๆ
ทั้งหลายไม่ให้เกิดขึ้นกับทั้งตัวเองและองค์กร
สตีเฟ่น อาร์ โควีย์
ผู้เขียนหนังสืออุปนิสัยที่ 8 จากประสิทธิผลสู่ความยิ่งใหญ่
(The 8th Habit) ได้กล่าวไว้ว่า หากในองค์กรของคุณมีคนที่มีทัศนคติในเชิงลบต่อทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น
มักกล่าวโทษผู้อื่นหรือปัจจัยอื่นเสมอโดยไม่ได้ไตร่ตรองด้วยสติปัญญาและ
เหตุผล มีอารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย มีพฤติกรรมหมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่ตนเองก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
หรือไม่พยายามหาวิถีทางในการเปลี่ยนแปลง
เวลาคุยกับเพื่อนร่วมงานก็ผลัดกันเล่าเรื่องความขัดแย้งต่างๆ
และส่งสารถึงกันในเรื่องที่เป็นการบั่นทอนสุขภาพจิตและความสามารถในการ
เปลี่ยนแปลงในองค์กร
คุณกำลังเจอบุคคลที่เป็นมะเร็งทางอารมณ์เข้าแล้ว!
คนประเภทนี้จะปล่อยให้อดีตยึดอนาคตเอาไว้เป็นตัวประกัน
คือ จะเป็นผู้ที่มีเรื่องมาก เรื่องยาว
และเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นเรื่องไร้สาระ
จุกจิก ไม่สามารถมองเห็นภาพแบบองค์รวมได้
แต่จะมองเห็นรายละเอียดหยุมหยิม และนำมาต่อเป็นภาพมายาแห่งความคับแค้นใจ
น้อยอกน้อยใจ ไม่พอใจว่าทำไมจึงเป็นผู้ถูกกระทำ
และได้แพร่มะเร็งทางอารมณ์ให้กระจายกัดกร่อนองค์กรทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่
รู้ตัว อันได้แก่ การวิพากษ์วิจารณ์
การบ่น การเปรียบเทียบ การแข่งขัน และ การแก่งแย่งชิงดีกัน
มะเร็งทางอารมณ์ทั้งห้านี้จะแพร่กระจายเซลล์ร้ายเข้าไปสู่ความสัมพันธ์
ของทีมงาน รวมถึงวัฒนธรรมขององค์กร ทำให้องค์กรมีความแตกแยก
แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่สามารถรวมพลังและปลดปล่อยศักยภาพที่จะมุ่งสู่การบริหารและทำงานอย่างมี
ประสิทธิภาพได้ เนื่องด้วยต้องใช้เวลาทุกอย่างในชั่วโมงทำงานและหลังเลิกงานในการขจัดกับ
ปัญหาหรืออาการทางโรคร้ายที่แพร่มาจากมะเร็งทางอารมณ์
แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ
มีวิธีในการแก้ไขกับโรคมะเร็งร้ายนี้
นั่นคือ
ให้ผู้ที่มีปัญหากับโรคร้ายนี้ หมั่นถามตัวเองบ่อยๆ
ว่า 'ฉันควรทำอะไรจึงจะเหมาะสม
และเป็นการแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้'
เพราะหากเราได้มีโอกาสทบทวนบทบาทตนเองบ่อยๆ
เราจะมองหาทางออกเอง หรือไม่ก็จะตระหนักขึ้นมาได้ว่า
อ้อ! เจ้าตัวปัญหาที่สำคัญก็คือ
ทัศนคติของเราเอง!
จึงเป็นการแก้ปัญหาจากภายในสู่ภายนอกที่เปี่ยมไปด้วยพลัง
เพราะทุกครั้งที่เราคิดว่า
ปัญหาอยู่นอกตัวเรา โปรดจงรู้ไว้ว่า ความคิดและทัศนคติแบบนั้นเองคือ
ตัวปัญหา!
คงไม่ต้องบอกนะครับว่า
ทุกคนเบื่อหน่ายเพียงใดกับผู้ที่ดีแต่บ่น
แต่ไม่หาหนทางแก้ไขสิ่งใดให้ดีขึ้น (หรือพยายามไม่มากพอ)
และเอาแต่คอยจ้องว่าผู้อื่นว่าเป็นผู้ทำลายล้าง
ไม่สนับสนุน ไม่ส่งเสริม ไม่เห็นอกเห็นใจแต่คอยจะห้ำหั่นกันอย่างเดียว
ขอฝากคาถาที่ สตีเฟ่น
โควีย์ แนะนำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทางอารมณ์สวดภาวนาบ่อยๆ
คือ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานความสงบเย็น
(ผมขอเพิ่ม...และ สติสัมปชัญญะ)
เพื่อยอมรับสิ่งที่ฉันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
เพื่อความกล้าในการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ฉันสามารถทำได้
เพื่อปัญญาหยั่งรู้ถึงความแตกต่าง
และสุดท้าย ยาฉมังที่จะต่อกรกับโรคร้ายนี้
คือ ต้องปลูกฝังให้ทุกคนในองค์กรมีทัศนคติเชิงบวกเป็นพิเศษ
Unusually Positive Attitude
เพื่อเป็นวัคซีนสกัดการแพร่ของมะเร็งทางอารมณ์
ขอเน้นว่า ต้องบวกเป็นพิเศษถึงจะเอาอยู่!
--
##########################
ความสำเร็จไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง
เป้าหมายชัดเจน วิธีการยืดหยุ่นได้
หมั่นทำความดี คุณจะสุขใจและมั่งคั่ง
http://aacp4u.blogspot.com/
e-mail:
aacp.hr@
gmail.com##########################