| มหัศจรรย์แห่งนิทาน | ||||||||
| ใน
โลกนี้คงไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบฟังนิทาน ลองนึกภาพเวลาเด็กๆ ได้ฟังนิทาน
เด็กจะฟังอย่างตั้งใจ สายตาพุ่งตรงมายังคนเล่าเป็นจุดเดียว
บางคนเขยิบเข้ามาใกล้คนเล่าโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศรายรอบสงบเงียบ
มีแต่เสียงคนเล่านิทานที่ดังอย่างต่อเนื่อง เด็กๆ
ต่างหยุดซุกซนเพื่อจะได้ฟังนิทาน
ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรื่องเล่าในนิทานทำให้เด็กมีความสุข นักการศึกษาด้านวรรณกรรมเด็กวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กชอบฟังนิทานไว้ว่า ...
โจเซฟ ชิลตัน เพียซ แห่งสถาบันจุง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อธิบายว่า พ่อแม่และครูสามารถใช้นิทานสร้างแรงจูงใจทางศีลธรรมให้แก่เด็กปฐมวัยได้ โดยเล่านิทานง่ายๆ ไม่ซับซ้อนให้เด็กฟัง แต่การจะให้เด็กซึมซับสิ่งต่างๆ จากนิทานได้นั้นจำเป็นต้องเล่าซ้ำๆ ติดต่อกันหลายวัน เพราะคุณค่าต่างๆ ที่อยู่ในนิทานจะถูกประทับไว้ในใจเด็กอย่างลึกซึ้ง เนิ่นนานกว่าการฟังนิทานอย่างฉาบฉวย ซึ่งการจะให้เรื่องราวของคุณความดีและศีลธรรมในนิทานเข้าสู่จิตใจเด็กได้ดี ยิ่งขึ้น ผู้เล่าจะต้องทำความเข้าใจและเข้าถึงแก่นของศีลธรรมที่แฝงอยู่ในนิทานอย่าง ถ่องแท้ก่อน จะช่วยให้เด็กได้รับภาพที่ชัดเจนของคุณลักษณะทางศีลธรรมที่แฝงอยู่ และสร้างจินตนาการของศีลธรรมดังกล่าวได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม เพียซ ชี้ว่า “การที่เด็กต้องการฟังนิทานซ้ำๆ ไม่ใช่เพื่อจดจำ เพราะเด็กวัยนี้มีพัฒนาการที่พิเศษของการจดจำ เด็กส่วนมากสามารถจำเรื่องราวในนิทานได้หลังจากฟังเพียงครั้งเดียว แต่นิทานบางเรื่องเติมเต็มความรู้สึกเด็ก เวลาได้ฟังนิทานแล้วเด็กจะมีความสุข จึงอยากฟังซ้ำๆ นอกจากนี้ ขณะฟังนิทานแต่ละเรื่องเด็กต้องใช้พลังในการจินตนาการ เซลล์สมองของเด็กจะสร้างชุดการเชื่อมต่อชุดใหม่ขึ้น การเล่านิทานซ้ำๆ กันเป็นเวลานานจะช่วยให้ชุดการเชื่อมต่อนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นหมายถึงความสามารถในการคิดและการเรียนรู้ก็จะมากขึ้นด้วย” เพียซ กล่าว ด้าน ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ ผู้อำนวยการสมาคมไทสร้างสรรค์ และผู้มีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและครอบครัว กล่าวว่า หลังจากผ่านการทดลองและพัฒนารูปแบบการพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัย ได้ค้นพบความมหัศจรรย์ของ ‘หนังสือ’ ว่ากิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านการเล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟัง สร้างผลกระทบด้านบวกแก่เด็กและผู้เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน เป็นกระบวนการที่สามารถเข้าถึงเด็กๆ ได้ทั้งเด็กในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่ง ทั้งในด้านการส่งเสริมจินตนาการ การพัฒนาสมาธิ การเตรียมความพร้อมด้านภาษา การปลูกฝังค่านิยมที่ดี ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และยังช่วยให้พ่อแม่ลูกมีการสื่อสารและสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สมาคมไทสร้างสรรค์เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการศึกษาปฐมวัย ปัจจุบันดำเนินโครงการ “พัฒนาเด็กปฐมวัยในชนบทด้วยการเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟัง” ใน พื้นที่อำเภอภูเวียง อำเภอหนองเรือ และกิ่งอำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น โดยร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก คัดเลือกหนังสือเด็กที่ดีเหมาะสำหรับพัฒนาเด็กปฐมวัยให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็ก เล็ก 52 ศูนย์ที่เข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งจัดอบรมสัมมนาครูพี่เลี้ยงในแต่ละศูนย์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพครูพี่เลี้ยงให้สามารถใช้หนังสือนิทานเป็นเครื่องมือใน การพัฒนาเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายหลังจากการอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรเล่านิทานอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย” ครั้งที่ 1 ไปเมื่อเดือนมกราคม 2547 ที่ผ่านมา และติดตามผลในเดือนพฤษภาคม หลังจากครูพี่เลี้ยงนำหนังสือนิทานไปเล่าให้เด็กภายในศูนย์ฟัง พบว่านิทานทำให้เด็กๆ มีความสุข รักหนังสือ และสามารถเล่าเรื่องจากหนังสือได้ เด็กรู้จักคำมากขึ้น รู้จักการเรียงลำดับและนับจำนวน สามารถเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกันได้ดี กล้าแสดงความคิดเห็น มีความรับผิดชอบ มีความกระตือรือร้นในการอยากเรียนรู้ ชอบสังเกต ค้นคว้า และอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น แม้ธรรมชาติของเด็กจะชอบฟังนิทาน แต่ไม่ได้หมายความว่านิทานทุกเรื่องจะถูกใจเด็กเสมอไป นิทานบางเรื่องอาจสนุกในสายตาผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กๆ แล้วอาจเป็นตรงกันข้าม ทั้งนี้เพราะนิทานเรื่องนั้นยาวและซับซ้อนเกินไป เป็นต้น พ่อแม่และครูจึงต้องเลือกนิทานให้เหมาะสม โดยนิทานที่เหมาะกับเด็กปฐมวัยควรมีลักษณะดังข้อหนึ่งข้อใดต่อไปนี้
“การเล่านิทานมี 2 รูปแบบ แบบแรก คือ การอ่านตามตัวอักษร แบบนี้จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาพรรณนาโวหาร ได้ซึมซับภาษาที่ดี และเด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาดี แบบที่สองคือการเล่าเรื่อง แบบนี้จะทำให้เรื่องราวสนุกสนานขึ้น และกระตุ้นให้เด็กได้ใช้จินตนาการมากขึ้นด้วย ซึ่งทั้งสองรูปแบบต่างมีข้อดีแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคนเล่าถนัดแบบไหน” ปรีดา กล่าวและว่า การเล่านิทานไม่ว่าจะใช้รูปแบบใด ผู้เล่าต้องอ่านและทำความเข้าใจนิทานเรื่องที่จะเล่ามาก่อนแล้วอย่างละเอียด โดยมีเทคนิคการเล่านิทานเบื้องต้นว่า ต้องพูดเต็มเสียง ถูกอักขระ มีจังหวะในการพูด และเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วม ส่วนการปรับเปลี่ยนเสียงตามตัวละครนั้นเป็นเทคนิคส่วนตัวของแต่ละคนที่จะมี หรือไม่มีก็ได้ ด้านโจเซฟ ชิลตัน เพียซ กล่าวว่า การจะเล่านิทานให้เข้าถึงจิตใจของเด็กได้ ภาษาที่ใช้ในการเล่านิทานต้องเป็นภาษาที่สละสลวย งดงาม และสามารถให้ภาพในจินตนาการ เนื่องจากเด็ก (แม้แต่ในวัยทารก) สามารถฟังผู้ใหญ่พูดและเล่านิทานอย่างตั้งใจ ซึ่งไม่ใช่การตั้งใจฟังความหมายของถ้อยคำ แต่เป็นน้ำเสียงที่จะเข้าไปสู่จิตใจของเด็ก เมื่อเด็กฟังนิทานด้วยความสุขเด็กจะนั่งนิ่ง ดวงตามองตรงไปที่ผู้เล่า แต่สิ่งที่เด็กมองเห็นไม่ใช่การกระทำตรงหน้า เพราะถ้อยคำของนิทานกระตุ้นการสร้างจินตนาการภายในที่สัมพันธ์กับถ้อยคำ และการสร้างจินตภาพนี้เองที่เป็นพื้นฐานของความคิดเชิงสัญลักษณ์ ความคิดเชิงเปรียบเทียบ รวมถึงการคิดในระดับสูงขึ้นไปในอนาคต จากการรวบรวมเทคนิคการเล่านิทานจากที่ต่างๆ พบว่าการเล่านิทานเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยมีข้อควรคำนึงดังต่อไปนี้
การเล่านิทานให้เด็กฟังอาจใช้เวลาเพียงวันละ 15-20 นาที แต่คุณค่าที่ได้จากนิทานจะอยู่กับเด็กไปตลอดช่วงชีวิต พ่อแม่และครูจึงควรหาเวลาเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังบ้าง โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยที่กำลังอยู่ช่วงของการพัฒนาในด้านต่างๆ ดังที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 20 กล่าวไว้ว่า “ถ้าอยากให้เด็กฉลาด เล่านิทานให้เขาฟัง และถ้าอยากให้เด็กฉลาดมากยิ่งขึ้น เล่านิทานให้มากขึ้น” |
||||||||
ที่มาข้อมูล : ปี่ซังข้าวน้อย สานปฏิรูป ฉบับที่ 74 เดือนมิถุนายน 2547 |