มหัศจรรย์แห่งนิทาน

437 views
Skip to first unread message

☆☆ Ma.ஐ.Meaw☆☆

unread,
Oct 22, 2009, 10:02:08 PM10/22/09
to


มหัศจรรย์แห่งนิทาน
ใน โลกนี้คงไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบฟังนิทาน ลองนึกภาพเวลาเด็กๆ ได้ฟังนิทาน เด็กจะฟังอย่างตั้งใจ สายตาพุ่งตรงมายังคนเล่าเป็นจุดเดียว บางคนเขยิบเข้ามาใกล้คนเล่าโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศรายรอบสงบเงียบ มีแต่เสียงคนเล่านิทานที่ดังอย่างต่อเนื่อง เด็กๆ ต่างหยุดซุกซนเพื่อจะได้ฟังนิทาน ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรื่องเล่าในนิทานทำให้เด็กมีความสุข

นักการศึกษาด้านวรรณกรรมเด็กวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กชอบฟังนิทานไว้ว่า ...

  • นิทาน มีการดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา สามารถตอบคำถามของเด็กได้ทันทีว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และเป็นอย่างไร ซึ่งตรงกับลักษณะนิสัยของเด็กที่อยากรู้ทันทีว่ามีอะไรเกิดขึ้น และผลเป็นอย่างไร

  • ตัวละครในนิทานมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น พระเอกทำอะไร ผลเป็นอย่างไร และจะทำอะไรต่อไป

  • นิทานสนองจินตนาการของเด็ก เช่น สัตว์พูดได้ ต้นไม้พูดได้ คนเหาะหรือหายตัวได้

  • เรื่องในนิทานมีความยุติธรรมถูกใจเด็ก ผู้ทำดีจะได้รับผลดี ส่วนผู้ร้ายจะได้รับการลงโทษในที่สุด

  • นิทานสร้างความรู้สึกต่างๆ ให้เกิดขึ้นแก่เด็ก เช่น ความรู้สึกตื่นเต้นในนิทานที่เกี่ยวกับการผจญภัย ความรู้สึกสนุกสนาน อารมณ์ขัน และความรู้สึกเป็นสุขเมื่อนิทานจบลง
ความชื่นชอบในนิทานของเด็กๆ ทุกชาติทุกภาษา ทำให้ “นิทาน” เป็นสื่อที่มีพลังและเข้าถึงจิตใจของเด็กได้ดี ทั้งกระตุ้นให้เกิดจินตนาการ ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆ รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมที่ดี โดยเฉพาะในเด็กวัยปฐมวัย (2-6 ปี) จึงไม่น่าแปลกใจที่พ่อแม่และครูจำนวนไม่น้อยใช้นิทานเป็นสื่อในการสร้างความ สนุกสนาน ความสุข อบรมสั่งสอน และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ

พลังของการเล่านิทาน

นิทานเริ่มต้นมาจากเรื่องเล่าสืบต่อกันมาในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก จากรุ่นสู่รุ่น จากผู้เฒ่าผู้แก่สู่ลูกหลาน นิทานหลายต่อหลายเรื่องจึงเป็นช่องทางถ่ายทอดวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมต่างๆ ของท้องถิ่นไปสู่ชนรุ่นหลัง ว่ากันว่านิทานที่ดีจะประทับอยู่ในจิตใจเด็กตั้งแต่เล็กจนโต และบ่อยครั้งที่นิทานดลใจให้เกิดการกระทำตามมา เพราะเด็กๆ ชอบเลียนแบบตัวละครที่ชื่นชอบในนิทาน ทำให้นิทานเป็นสื่อที่ช่วยแสดงและปลูกฝังคุณธรรม ศีลธรรม และค่านิยมที่ดีแก่จิตใจเด็กได้

โจเซฟ ชิลตัน เพียซ แห่งสถาบันจุง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อธิบายว่า พ่อแม่และครูสามารถใช้นิทานสร้างแรงจูงใจทางศีลธรรมให้แก่เด็กปฐมวัยได้ โดยเล่านิทานง่ายๆ ไม่ซับซ้อนให้เด็กฟัง แต่การจะให้เด็กซึมซับสิ่งต่างๆ จากนิทานได้นั้นจำเป็นต้องเล่าซ้ำๆ ติดต่อกันหลายวัน เพราะคุณค่าต่างๆ ที่อยู่ในนิทานจะถูกประทับไว้ในใจเด็กอย่างลึกซึ้ง เนิ่นนานกว่าการฟังนิทานอย่างฉาบฉวย ซึ่งการจะให้เรื่องราวของคุณความดีและศีลธรรมในนิทานเข้าสู่จิตใจเด็กได้ดี ยิ่งขึ้น ผู้เล่าจะต้องทำความเข้าใจและเข้าถึงแก่นของศีลธรรมที่แฝงอยู่ในนิทานอย่าง ถ่องแท้ก่อน จะช่วยให้เด็กได้รับภาพที่ชัดเจนของคุณลักษณะทางศีลธรรมที่แฝงอยู่ และสร้างจินตนาการของศีลธรรมดังกล่าวได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม เพียซ ชี้ว่า “การที่เด็กต้องการฟังนิทานซ้ำๆ ไม่ใช่เพื่อจดจำ เพราะเด็กวัยนี้มีพัฒนาการที่พิเศษของการจดจำ เด็กส่วนมากสามารถจำเรื่องราวในนิทานได้หลังจากฟังเพียงครั้งเดียว แต่นิทานบางเรื่องเติมเต็มความรู้สึกเด็ก เวลาได้ฟังนิทานแล้วเด็กจะมีความสุข จึงอยากฟังซ้ำๆ นอกจากนี้ ขณะฟังนิทานแต่ละเรื่องเด็กต้องใช้พลังในการจินตนาการ เซลล์สมองของเด็กจะสร้างชุดการเชื่อมต่อชุดใหม่ขึ้น การเล่านิทานซ้ำๆ กันเป็นเวลานานจะช่วยให้ชุดการเชื่อมต่อนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นหมายถึงความสามารถในการคิดและการเรียนรู้ก็จะมากขึ้นด้วย” เพียซ กล่าว

ด้าน ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ ผู้อำนวยการสมาคมไทสร้างสรรค์ และผู้มีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและครอบครัว กล่าวว่า หลังจากผ่านการทดลองและพัฒนารูปแบบการพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัย ได้ค้นพบความมหัศจรรย์ของ ‘หนังสือ’ ว่ากิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านการเล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟัง สร้างผลกระทบด้านบวกแก่เด็กและผู้เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน เป็นกระบวนการที่สามารถเข้าถึงเด็กๆ ได้ทั้งเด็กในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่ง ทั้งในด้านการส่งเสริมจินตนาการ การพัฒนาสมาธิ การเตรียมความพร้อมด้านภาษา การปลูกฝังค่านิยมที่ดี ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และยังช่วยให้พ่อแม่ลูกมีการสื่อสารและสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

สมาคมไทสร้างสรรค์เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการศึกษาปฐมวัย ปัจจุบันดำเนินโครงการ “พัฒนาเด็กปฐมวัยในชนบทด้วยการเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟัง” ใน พื้นที่อำเภอภูเวียง อำเภอหนองเรือ และกิ่งอำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น โดยร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก คัดเลือกหนังสือเด็กที่ดีเหมาะสำหรับพัฒนาเด็กปฐมวัยให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็ก เล็ก 52 ศูนย์ที่เข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งจัดอบรมสัมมนาครูพี่เลี้ยงในแต่ละศูนย์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพครูพี่เลี้ยงให้สามารถใช้หนังสือนิทานเป็นเครื่องมือใน การพัฒนาเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ภายหลังจากการอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรเล่านิทานอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย” ครั้งที่ 1 ไปเมื่อเดือนมกราคม 2547 ที่ผ่านมา และติดตามผลในเดือนพฤษภาคม หลังจากครูพี่เลี้ยงนำหนังสือนิทานไปเล่าให้เด็กภายในศูนย์ฟัง พบว่านิทานทำให้เด็กๆ มีความสุข รักหนังสือ และสามารถเล่าเรื่องจากหนังสือได้ เด็กรู้จักคำมากขึ้น รู้จักการเรียงลำดับและนับจำนวน สามารถเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกันได้ดี กล้าแสดงความคิดเห็น มีความรับผิดชอบ มีความกระตือรือร้นในการอยากเรียนรู้ ชอบสังเกต ค้นคว้า และอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น

สุพัตรา สิงห์ชู ครูพี่เลี้ยงจากศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์วัดสิทธิการาม อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เล่าถึงประสบการณ์ในการเล่านิทานให้เด็กในศูนย์ฯ ฟังว่า เด็กๆ ชอบฟังนิทาน ตนจึงนำนิทานมาเป็นเครื่องต่อรองกับเด็ก เช่น ให้เด็กนั่งให้เรียบร้อย เก็บของให้เป็นระเบียบ อย่าส่งเสียงดัง แล้วถึงจะเล่านิทาน เด็กๆ จะปฏิบัติตามเป็นอย่างดี เวลาเล่านิทานเด็กจะนั่งนิ่งฟังได้นานราว 10-20 นาที และฟังอย่างตั้งใจ เวลาถามเด็กจะแย่งกันตอบ กระตือรือร้นอยากมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังสังเกตเห็นว่าเด็กๆ ชอบเลียนแบบตัวละครในนิทาน เช่น หลังจากได้ฟังนิทานเรื่อง น้องหมีแต่งตัว เด็กจะพยายามแต่งตัวเองตามน้องหมีในเรื่อง จากที่แต่ก่อนจะให้พ่อแม่ทำให้ ชี้ให้เห็นว่านิทานเป็นสื่อที่แยบยลที่สุดในการอบรมสั่งสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบให้แก่เด็กๆ

เล่าอย่างไรให้สนุก

แม้ธรรมชาติของเด็กจะชอบฟังนิทาน แต่ไม่ได้หมายความว่านิทานทุกเรื่องจะถูกใจเด็กเสมอไป นิทานบางเรื่องอาจสนุกในสายตาผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กๆ แล้วอาจเป็นตรงกันข้าม ทั้งนี้เพราะนิทานเรื่องนั้นยาวและซับซ้อนเกินไป เป็นต้น พ่อแม่และครูจึงต้องเลือกนิทานให้เหมาะสม โดยนิทานที่เหมาะกับเด็กปฐมวัยควรมีลักษณะดังข้อหนึ่งข้อใดต่อไปนี้

  • มีลำดับเรื่องราวง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ชวนติดตาม

  • ประกอบไปด้วยถ้อยคำและประโยคซ้ำๆ

  • เป็นนิทานที่สามารถคาดเดาเรื่องได้

  • สอดแทรกอารมณ์ขัน

  • มีเรื่องราวสนุกสนานและน่าสนใจ

  • มีตอนจบที่ตื่นเต้น และบทสรุปที่เหมาะสม

  • เสนอคุณธรรมหรือศีลธรรมที่ชัดเจน
ปรีดา ปัญญาจันทร์ นักเขียนและนักเล่านิทาน แนะนำว่า การเลือกหนังสือนิทานที่จะนำมาเล่าให้เด็กฟังนั้นควรเริ่มจากหนังสือภาพ สำหรับเด็ก ซึ่งมีภาพในสัดส่วนร้อยละ 70-80 ขณะที่มีตัวหนังสือเพียงร้อยละ 20-30 ยิ่งเป็นหนังสือสำหรับเด็กเล็กเท่าไร ตัวหนังสือก็มีความจำเป็นน้อยเท่านั้น หนังสือภาพนิทานที่ดีต้องสื่อสารกับเด็กได้ สื่ออารมณ์ของตัวละครในเรื่องได้ และไม่ควรมีความยาวมากนัก ถ้าเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็กจะยิ่งชอบ โดยพ่อแม่หรือครูเป็นผู้อ่านหรือเล่าให้เด็กฟัง ซึ่งการเล่านิทานของพ่อแม่และครูจะแตกต่างกัน พ่อแม่นั้นอ่านให้ลูกเพียงคนหรือสองคนฟัง แค่อ่านตามตัวอักษรให้ลูกฟังก็เพียงพอแล้ว เพราะธรรมชาติของลูกนั้นแค่ได้อยู่ใกล้พ่อแม่ ได้ยินเสียงของพ่อแม่ก็มีความสุขแล้ว แต่ครูต้องเล่าให้เด็กจำนวนมากฟัง ต้องบวกการเล่าอย่างมีชีวิตชีวา มีจังหวะจะโคน เพื่อตรึงเด็กจำนวนมากไว้กับนิทานที่กำลังเล่าอยู่ได้

“การเล่านิทานมี 2 รูปแบบ แบบแรก คือ การอ่านตามตัวอักษร แบบนี้จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาพรรณนาโวหาร ได้ซึมซับภาษาที่ดี และเด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาดี แบบที่สองคือการเล่าเรื่อง แบบนี้จะทำให้เรื่องราวสนุกสนานขึ้น และกระตุ้นให้เด็กได้ใช้จินตนาการมากขึ้นด้วย ซึ่งทั้งสองรูปแบบต่างมีข้อดีแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคนเล่าถนัดแบบไหน”

ปรีดา กล่าวและว่า การเล่านิทานไม่ว่าจะใช้รูปแบบใด ผู้เล่าต้องอ่านและทำความเข้าใจนิทานเรื่องที่จะเล่ามาก่อนแล้วอย่างละเอียด โดยมีเทคนิคการเล่านิทานเบื้องต้นว่า ต้องพูดเต็มเสียง ถูกอักขระ มีจังหวะในการพูด และเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วม ส่วนการปรับเปลี่ยนเสียงตามตัวละครนั้นเป็นเทคนิคส่วนตัวของแต่ละคนที่จะมี หรือไม่มีก็ได้

ด้านโจเซฟ ชิลตัน เพียซ กล่าวว่า การจะเล่านิทานให้เข้าถึงจิตใจของเด็กได้ ภาษาที่ใช้ในการเล่านิทานต้องเป็นภาษาที่สละสลวย งดงาม และสามารถให้ภาพในจินตนาการ เนื่องจากเด็ก (แม้แต่ในวัยทารก) สามารถฟังผู้ใหญ่พูดและเล่านิทานอย่างตั้งใจ ซึ่งไม่ใช่การตั้งใจฟังความหมายของถ้อยคำ แต่เป็นน้ำเสียงที่จะเข้าไปสู่จิตใจของเด็ก เมื่อเด็กฟังนิทานด้วยความสุขเด็กจะนั่งนิ่ง ดวงตามองตรงไปที่ผู้เล่า แต่สิ่งที่เด็กมองเห็นไม่ใช่การกระทำตรงหน้า เพราะถ้อยคำของนิทานกระตุ้นการสร้างจินตนาการภายในที่สัมพันธ์กับถ้อยคำ และการสร้างจินตภาพนี้เองที่เป็นพื้นฐานของความคิดเชิงสัญลักษณ์ ความคิดเชิงเปรียบเทียบ รวมถึงการคิดในระดับสูงขึ้นไปในอนาคต

จากการรวบรวมเทคนิคการเล่านิทานจากที่ต่างๆ พบว่าการเล่านิทานเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยมีข้อควรคำนึงดังต่อไปนี้

  1. เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่จำกัด และเรียนรู้ได้ดีจากกิจกรรมที่ไม่ซับซ้อนและมีการทำซ้ำย้ำทวนอย่างมีจังหวะ ผู้เล่าจึงต้องเลือกนิทานหรือปรับเรื่องราวให้ไม่ซับซ้อน ดำเนินเรื่องตามลำดับเวลา และมีการดำเนินเรื่องซ้ำๆ อย่างเป็นจังหวะ

  2. นิทาน เข้าสู่เด็กในสภาวะกึ่งฝัน ในภวังค์แห่งการเรียนรู้เด็กต้องการความมั่นคงภายในจิตใจ ดังนั้น นิทานจึงควรเป็นไปอย่างเรียบง่าย เด็กสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครและคาดเดาตอนจบได้ ไม่หักมุมจบ


  3. เด็กใช้จินตนาการในการซึมซับสิ่งต่างๆ และใช้กระบวนการเก็บจำเป็นภาพในจินตนาการ ผู้เล่าจึงควรใช้ภาษาที่สร้างภาพอันงดงาม เสริมสร้างจินตนาการ แต่เป็นภาษาในระดับที่เด็กสามารถเข้าใจได้ มีบทร้อยกรองหรือคำพูดซ้ำๆ แทรกอยู่เป็นระยะ


  4. เด็กเรียนรู้ได้ดีโดยผ่านกิจกรรมที่มีการซ้ำ ย้ำทวน อย่างเป็นจังหวะ บทสนทนาสั้นๆ ช่วยให้เด็กสามารถจดจำถ้อยคำในนิทานได้ง่ายขึ้น และช่วยเร้าความสนใจของเด็ก ผู้เล่าจึงควรแทรกบทสนทนาสั้นๆ ระหว่างบทบรรยายอย่างมีจังหวะสม่ำเสมอ


  5. เด็กจะเรียนรู้ได้ดีจากการมีส่วนร่วม ผู้เล่าควรถามคำถามระหว่างการเล่านิทาน เพื่อดึงเด็กเข้ามามีส่วนร่วม เช่น ขณะเล่านิทานเรื่อง เล่นกลางแจ้ง ที่เล่าถึงการเล่นของเด็กๆ เมื่อมาถึงตอนที่ว่า “วงล้อไม้ไผ่ วงใหญ่วงเล็ก ตาทำให้เด็ก วิ่งไปตีไป” ผู้เล่าอาจถามเด็กๆ ว่าใครรู้จักวงล้อไม้ไผ่บ้าง แล้วใครเคยเล่นบ้าง ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไป เป็นต้น


  6. อารมณ์ที่ผู้เล่าคิดขึ้นจะเข้าไปรบกวนกระบวนการสร้างสรรค์จินตนาการของ เด็ก ผู้เล่าควรเล่าด้วยความสงบนิ่ง ไม่ใส่อารมณ์ของตนเองที่มีต่อเรื่องราวเข้าไป


  7. เด็กปฐมวัยมีช่วงความสนใจแต่ละกิจกรรมประมาณ 15-20 นาที เด็กต้องการฟังซ้ำๆ เพื่อพัฒนาเซลล์สมอง และใช้เวลาในการเรียนรู้นิทานผ่านการเล่น ฉะนั้นควรใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ในการเล่านิทาน 1 เรื่อง แล้วเล่าซ้ำในวันต่อๆ ไปถ้าเด็กเรียกร้อง โดยปรับเปลี่ยนวิธีการเล่าทุกสัปดาห์ เช่น สัปดาห์ที่ 1 เล่าปากเปล่า สัปดาห์ที่ 2 ใช้หุ่นอย่างง่าย สัปดาห์ที่ 3 ใช้โต๊ะนิทาน สัปดาห์ที่ 4 ใช้โต๊ะนิทาน (ให้เด็กช่วย) เป็นต้น


  8. บรรยากาศที่เงียบสงบช่วยสร้างสภาวะคลื่นสมองต่ำ หรือภวังค์แห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับเด็กได้ จึงควรเล่านิทานในบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่มีสิ่งรบกวนความสนใจและจินตนาการของเด็ก
อย่าง ไรก็ตาม จินตนาการของเด็กต้องได้รับการส่งเสริมด้วยสิ่งเร้าที่เหมาะสมภายนอก เช่น การเป็นต้นแบบที่ดีของพ่อแม่และครู ของเล่นที่เหมาะสม ฉะนั้น ภายหลังจากเล่านิทานให้เด็กฟังแล้ว ควรจัดอุปกรณ์ให้เด็กได้ใช้จินตนาการผ่านของเล่น โดยเป็นของเล่นที่ไม่เน้นรายละเอียดมาก เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้จินตนาการ เช่น ไม้บล็อก ท่อนไม้ ก้อนหิน ให้เด็กไว้สร้างของเล่นของตนเอง หรือจัดให้มีหุ่นแบบที่ใช้ในการเล่านิทานวางไว้ให้เด็กหยิบเล่น รวมทั้ง จัดวางหนังสือนิทานให้อยู่ในจุดที่เด็กสามารถหยิบมาอ่านเองได้ เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และปลูกฝังการรักการอ่านต่อไป

การเล่านิทานให้เด็กฟังอาจใช้เวลาเพียงวันละ 15-20 นาที แต่คุณค่าที่ได้จากนิทานจะอยู่กับเด็กไปตลอดช่วงชีวิต พ่อแม่และครูจึงควรหาเวลาเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังบ้าง โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยที่กำลังอยู่ช่วงของการพัฒนาในด้านต่างๆ ดังที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 20 กล่าวไว้ว่า

“ถ้าอยากให้เด็กฉลาด เล่านิทานให้เขาฟัง และถ้าอยากให้เด็กฉลาดมากยิ่งขึ้น เล่านิทานให้มากขึ้น”


ที่มาข้อมูล : ปี่ซังข้าวน้อย สานปฏิรูป ฉบับที่ 74 เดือนมิถุนายน 2547


Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages