เรียน อ.อดิศรและเพื่อนสมาชิก Hr ทุกท่าน
ไม่ทราบว่าใครพอจะมีหลักเกณฑ์ในการทำ career path สำหรับพนักงานแต่ละคน และ succession plan สำหรับตำแน่งงานสำคัญอย่างไร พอจะมีข้อมูลแชร์ได้บ้างมั้ย โดยเฉพาะของแต่ละบริษัท หรือพอจะแนะนำได้บ้างมั้ยครับว่ามี Best practice ในเรื่องนี้ที่ไหนบ้างที่พอจะไปหาข้อมูล ที่บริษัทผมเองก็มีนโยบายให้เริ่มทำโครงการ career path สำหรับพนักงานแต่ละคน และ succession plan สำหรับตำแน่งงานสำคัญ
ขอบคุณครับ
a Career Path b
โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
Career Path หรือการกำหนดความก้าวหน้าในสายอาชีพสำหรับพนักงานในองค์กร คือ การบริหารคนและเป็นการปูทางสู่การสร้างพนักงานที่มีค่าให้แก่องค์กรในระยะยาว
เมื่อพูดถึงคำว่า Career Path หลายๆท่านอาจเปรียบได้ว่าเป็นเสมือนเส้นทางเดินในการก้าวหน้าสู่ตำแหน่งอาชีพของแต่ละคนที่จะต้องเติบโตในองค์กรเมื่อเวลาผ่านไป แต่ในความคิดเห็นอีกแง่มุมหนึ่ง ผมกลับมองว่า Career Path มีแนวโน้มในการเป็นแผนพัฒนาสู่ความสำเร็จของแต่ละคนมากกว่า ( Success Planning) ซึ่งต้องดำเนินการไปพร้อมๆกับงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเป็นการสนับสนุนการพัฒนาอาชีพบุคลากรและตอบสนองความต้องการขององค์กรในระยะยาว
เมื่อ คน เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร ดังนั้น พนักงานจึงควรจะได้รับโอกาสให้พัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพ การทำ Career Path ภายในองค์กร ก่อนอื่นต้องดูว่า องค์กรมีหลักเกณฑ์ในการจ้างพนักงานไปตลอดชีพหรือไม่ องค์กรต้องการให้พนักงานที่มีความรู้ความสามารถทำงานอยู่กับองค์กรไปตลอดหรือไม่
หากคำตอบคือใช้ องค์กรก็ควรมีการวางแผนในการทำ Career Path ที่เหมาะสมและสัมพันธ์กับความสามารถ (Competency) ของพนักงาน ซึ่งเป็นเกณฑ์หนึ่งของเส้นทางหรือแผนผังความก้าวหน้าในสายอาชีพของพนักงานที่เริ่มตั้งแต่ก้าวเข้าสู่องค์กรจนกระทั่งเกษียณอายุ
ผมมีสูตรง่ายๆในการกำหนด Career Path นั่นคือ คนทั่วไปจะมีอายุการทำงานโดยเฉลี่ย 30 ปีขึ้นไป หากองค์กรไม่มีการวาง Career Path ที่ดี ก็จะทำให้เกิดกรณีของการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดดในช่วงแรกๆ แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งตำแหน่งงานก็เริ่มอิ่มตัว ทำให้พนักงานส่วนใหญ่ต้องมากระจุกติดอยู่กับตำแหน่งเดิมๆในช่วงกลางของอายุการทำงานและติดอยู่ในตำแหน่งนั้นๆจนกระทั่งเกษียณอายุหรือลาออก ดังนั้น การจะทำ Career Path ที่ดีต้องเข้าใจเสียก่อนว่า Job Level ในองค์กรนั้นมีอยู่กี่ขั้น กี่ลำดับ แล้วนำมาหารกับอายุงานโดยเฉลี่ยของพนักงานแต่ละคน ก็จะได้เส้นทางของ Career Path อย่างง่ายๆ
(แต่ถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักการ ก็จำเป็นต้องพิจารณาความยากง่ายในแต่ละระดับประกอบด้วย)
ยกตัวอย่าง นางสาว ก. จบปริญญาตรี เข้ามาทำงานในองค์กรใน Job Level 3 ซึ่งในองค์กรมี Job Level ทั้งหมด 15 ขั้น ดังนั้นนางสาว ก. จะสามารถก้าวกระโดดสู่ความสำเร็จได้อีกทั้งหมด 12 ขั้น (บนสมมุติฐานที่ว่านางสาว ก. มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมและมีผลงานดี)
วิธีการคำนวณอย่างง่าย คือ Job Level สูงสุด ลบด้วย Job Level ปัจจุบัน แล้วนำจำนวนขั้นที่เหลือมาหารกับช่วงอายุของการทำงาน โดยเฉลี่ยประมาณ 30 ปี –ผมขอย้ำว่าวิธีการทำแบบนี้เป็นการทำอย่างง่าย อาจไม่ถูกต้องตามหลักการ 100% แต่พอใช้ได้กับองค์กรที่ไม่มีความสับซ้อนมากนักในการบริหาร
15 ขั้น - 3 ขั้น = 12 ขั้น 30ปี / (หาร) 12 ขั้น = ระยะเวลาในแต่ละขั้น
นอกจากนี้การทำ Career Path ควรมีทั้ง 3 ระดับ คือ Slow Track , Normal Track และ
Fast Track ซึ่งเปรียบเสมือนลู่วิ่งของพนักงานแต่ละคน สำหรับพนักงานปกติส่วนใหญ่ 70 % จะมีเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพแบบ Normal Track คือก้าวไปตามลำดับขั้น ตามระยะเวลาที่เหมาะสม สำหรับคนเก่งซึ่งในองค์กรหนึ่งๆจะมีประมาณ 10 – 15 % จะใช้ช่องวิ่งแบบ Fast Track ซึ่งจะเติบโตได้เร็วกว่าพนักงานทั่วๆไป และสำหรับพนักงานที่มีความสามารถในการเรียนรู้ช้า หรือมีผลงานที่ไม่ค่อยดี ก็ใช้ลู่วิ่งช่อง
Slow Track
อย่างไรก็ตาม องค์กรควรมีการกำหนดเกณฑ์กติกาสำหรับพนักงานที่เหมาะสมจะใช้ลู่วิ่งช่อง
Fast Track ให้ชัดเจน มิเช่นนั้นหัวหน้างานหลายคนก็พยายามจะผลักดันให้ลูกน้องของตนเอง ใช้ช่องวิ่ง
Fast Track และสุดท้ายจะทำให้ช่องวิ่ง Fast Track เป็นช่องวิ่งมาตรฐานของพนักงานส่วนใหญ่ โดยเกณฑ์กติกาที่องค์กรใช้ในการกำหนดเป็นคุณสมบัติของพนักงานที่จะสามารถใช้ช่องวิ่ง Fast Track ได้นั้น
มักประกอบไปด้วยปัจจัยสองสามอย่างคือ
1. ความรู้ความสามารถที่มี ( Competency) และศักยภาพที่จะพัฒนาเพิ่มเติมได้ในอนาคต (Potential)
2. ผลงานย้อนหลังที่สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยติดต่อกันอย่างน้อย 2 ถึง 3 ปีและ
3. การยอมรับจากบุคคลรอบด้านที่พนักงานคนนั้นทำงานด้วย
ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวจะพบว่านอกจากผลงานย้อนหลังแล้ว เกณฑ์กติกาอีก 2 ตัวเป็นสิ่งที่วัดได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะการยอมรับ ดังนั้น เครื่องมือวัดอย่างหนึ่งที่มักถูกนำมาใช้คือการประเมินแบบ 360 องศา (การให้คนรอบๆข้างของพนักงานคนนั้นซึ่งได้แก่ หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผู้ประเมินและให้ความเห็นเกี่ยวกับบุคคลนั้น)
อย่างไรก็ตาม การนำ Career Path มาใช้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งเป็นข้อที่ต้องพึงระวังอย่างมากใน
การบริหารคน ข้อดีคือ ทำให้พนักงานรู้ทางเดินของชีวิตการทำงานของตน และองค์กรมีแนวทางในการพัฒนาความก้าวหน้าของคน ช่วยให้องค์ไม่ละเลยพนักงานในแต่ละระดับ รวมทั้งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้หัวหน้างานมีเกณฑ์ในการปรับระดับให้แก่ลูกน้องของตนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในทางกลับกัน ข้อเสียคือการทำ
Career Path อาจเป็นอุปสรรคกับพนักงานบางคนที่เก่งมากๆเพราะเขาเหล่านั้นจะรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถและมีไฟแต่ไม่ได้รับการยอมรับจากองค์กร เพราะการเลื่อนตำแหน่งต้องดูจากอายุงานรวมไปด้วย เมื่อมีการกำหนดอายุงานขั้นต่ำ ก็อาจทำให้พนักงานที่มีไฟแรงรู้สึกว่าตนเองเก่งแต่กลับเติบโตหรือก้าวหน้าช้าไป หลายคนจึงตัดสินใจจากองค์กรไป ทั้งๆที่องค์กรก็ใช้ลู่วิ่งในช่องทาง Fast Track แล้ว แต่พนักงานอาจรู้สึกว่ายังเร็วไม่พอ
ดังนั้น การทำ Career Path ไม่ใช่ทำเพราะคนอื่นเขาทำกัน แต่ทำเพราะเข้าใจ ทำเพราะเห็นประโยชน์ ทำเพราะเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาองค์กรและพัฒนาพนักงานได้ต่างหาก
ข้อมูลจาก หนังสือ Essential Trips for People Management
อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง พิมพ์ครั้งที่ 1 เดือน ธ.ค.50
efefefefefef
เรียน อ.อดิศรและเพื่อนสมาชิก Hr ทุกท่าน
เรียน อ.อดิศรและเพื่อนสมาชิก Hr ทุกท่าน
ขอบคุณมากค่ะ