Karntapong Ampphanrat
unread,Apr 22, 2009, 8:01:23 AM4/22/09Sign in to reply to author
Sign in to forward
You do not have permission to delete messages in this group
Either email addresses are anonymous for this group or you need the view member email addresses permission to view the original message
to suwimon wiengkham, ann ann, app_20...@hotmail.com, ar...@rayong-oa.com, au au, diew...@hotmail.com, mydear mydear, patt...@hotmail.com, pkae pkae, pkee pkee, rayongcity_spa rayongcity_spa, siamhrm siamhrm, sir_...@hotmail.com, siriw...@rayong-oa.com, thaw...@cementhai.co.th, thiar...@ingrammicro-asia.com, tsir...@hotmail.com, tukcom_n...@hotmail.com, wilail...@hotmail.com, yok...@hotmail.com, zinni...@hotmail.com, เชอร์รี่ เชอร์รี่, เป๊ยก, ต๋อม ต๋อม, พรเทพ, หยก หยก
เรื่องยางระเบิด จริงๆ มีวิธีแก้อยู่ 4 กรณีนะครับ ขึ้นอยู่กัีบว่าเป็นรถขับหน้า หรือขับหลัง และยางที่ระเบิดเป็นล้อหน้า หรือล้อหลัง
ผมมีส่งให้เพื่อนที่อยู่ในวงการรถแล้ว เขาตอบน่าจะถูกต้องกว่า
คร่าวๆ ตามที่ผมรู้ก็ประมาณนี้
ถ้าให้เพิ่มเติมโดยคร่าวๆ ก็
2. ถอนคันเร่งออก แต่ห้ามถอนหมด รถขับหลัง ยางหลังระเบิดยังถอดคันเร่งออกหมดไม่ได้เลยครับ ถอดคันเร่งหมดเป็นเรื่องแน่ ตามเหตุผลที่บอกไว้ในข้อ 5 ของ FW mail
4. เบรคนี่ขึ้นอยู่กับว่ายางด้านหน้าหรือหลังระเบิด ถ้าเป็นยางหลัง ทำ Full braking เพื่อให้น้ำหนักตกไปที่ล้อหน้าก็ได้ แต่ตอนเหยียบต้องค่อยๆ เหยียบลงไปจนสุดไม่ใช่กระทืบลงไป
5. ยางระเบิดควรใช้ Engine Brake ช่วยได้ คือลดเกียร์ลง ซึ่งต้องเหยียบ clutch แต่ไม่ใช่เหยียบค้าง ดังเหตุผลที่ว่า เป็นเหตุที่ทำให้ห้ามถอนคันเร่งจนหมดเช่นกัน
6. ถ้ายางหน้าระเบิด อาจจะต้องใช้เบรคมือช่วยเบรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมันระเบิดทั้ง 2 ข้าง
7. ควรเปิดไฟฉุกเฉินทันทีหลังรู้ว่ายางระเบิด
8. Defensive Driving ไม่ใช่การขับรถที่ความเร็วต่ำครับ แต่เป็นการขับที่มีการกำหนด Margin of Safety ไว้สูง เช่น เว้นระยะจากคันหน้า ยิ่งขับเร็วยิ่งควรเว้นระยะไว้มาก เพื่อฉุกเฉิน จะได้มีระยะเบรค ถึงขับต่ำกว่า 100 กม/ชม ก็ชนได้ครับ ถ้าขับไล่จี้ตูดกัน
ส่วนเรื่องรถตกน้ำนี่ ไม่แนะนำให้ทำตามวิธีที่ว่าโดยเด็ดขาด ยกเว้นว่าคุณกลั้นหายใจได้เกิน 10 นาที
ทันทีที่รถตกน้ำ ให้เปิดหน้าต่างออกประมาณครึ่งนึงเพื่อให้อากาศเข้ามาได้ เปิดประตู แล้วว่ายออกจากรถไปเลย ไม่ต้องรอรถจมลงไปในน้ำมิดทั้งคัน
เพราะว่าน้ำในที่ลึกจะมีแรงดันสูงกว่าน้ำที่ตื้น และน้ำมีแรงดันมากกว่าอากาศ
หากปล่อยจมลงไป เนื่องจากน้ำไม่สามารถไหลผ่านตัวถังรถได้เร็วพอ ความดันน้ำในรถ จะต่างกับน้ำนอกรถ
เมื่อน้ำท่วมรถทั้งคันแล้ว และรถตกลงไปถึงก้นเร็วกว่าที่ ความดันน้ำภายในจะปรับเท่าภายนอกได้ทัน
จำเป็นต้องใช้เวลาอีก 5-10 นาทีในการปรับความดัน หลังจากรถจมอยู่ที่ก้นแม่น้ำแล้ว
ซึ่ง รับประกันได้ว่า ถ้าคุณไม่ใช่นักดำน้ำ หรือปอดใหญ่เท่านักวิ่ง จมน้ำตายแน่ๆ ครับ
มีคนเคยลองออกรายการรถของอังกฤษชื่อ Top Gear แล้วด้วยครับ
สรุปคือไม่รอด ต้องให้นักประดาน้ำช่วยให้อ็อกซิเจน ไม่งั้นจมน้ำตายไปแล้ว