อย่า ยุ่งกับเรื่องของคนอื่น!! หลวงปู่ชา
อย่ายุ่งกับเรื่อง ของคนอื่น ภาวนามากๆ
ดูตัวเองมากๆ ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90% ดูตัวเองแค่ 10 % คือคอยดู แต่ความผิดของคนอื่น เพ่งโทษคนอื่น คิดแต่จะ
แก้ไขคนอื่น.......
พระอาจารย์
มิตซูโอะ คเวสโก วัดสุนันทาราม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ศิษย์หลวงปูชาฯกล่าวต่อไปว่า.....กลับเสียใหม่นะ.....ดูคนอื่น เหลือไว้ 10 % ดูเพื่อศึกษาว่า
เมื่อเขาทำอย่างนั้น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร เพื่อเอา มาสอนตัวเองนั่นแหละ......
ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง
90% จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่......ธรรมชาติ
ของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง โบราณพูด ว่า
เรามักจะเห็นความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิด ของตนเองเท่ารูเข็ม
มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย เราจึงต้องระวังความรู้ สึกนึกคิดของตัวเองให้มากๆ
พรอาจารย์มิตซูโอะ.....
กล่าวต่อว่า.....เห็นความผิดของ
คนอื่น ให้หารด้วย 10 เห็นความผิดของตัวเอง
ให้คูณด้วย 10
จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม
เพราะเหตุนี้
เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมากๆและตำหนิติเตียนตัวเองมากๆ แต่ถึงอย่างไรๆ
เราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั่นแหละ.......
พยายาม อย่าสนใจ การกระทำ
การปฏิบัติของคนอื่น ดูตัวเอง สนใจแก้ไขตัวเองนั่น แหละมากๆ เช่น
เข้าครัวเห็นเด็กทำอะไรไม่ถูกใจ แล้วก็เกิดอารมณ์ร้อนใจ.....ยังไม่ต้องบอกให้เขา
แก้ไขอะไรหรอก รีบแก้ไข ระงับอารมณ์ร้อนใจของตัวเองเสียก่อน เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็สักแต่ ว่า.....
ใจเย็นๆไว้ก่อน......ความเห็น
ความคิด ความรู้สึกก็ไม่แน่.......ไม่แน่ อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้ เราอาจเปลี่ยนความเห็น
ก็ได้ สักแต่ว่า......สักแต่ว่า.......ใจเย็นๆไว้ก่อน
ยังไม่ต้องพูด.......
ดูใจเราก่อน
สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน
เมื่อ จิตสงบ แล้ว
เมื่อจิตปกติแล้ว จึงค่อยพูด จึงค่อยออกความเห็น พูดด้วยเหตุ ด้วยผล
ประกอบด้วยจิตเมตตากรุณา.......ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด ทำให้เสียความรู้สึกของผู้อื่น
ทำให้เสียความรู้สึกของตัวเอง ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ ควร
มักจะเสียประโยชน์ซ้ำไป........
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสรู้แล้ว แต่เนื่องจากพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงเกิดความท้อพระทัยว่าจะไม่แสดง ธรรมโปรดมหาชน ต่อมาท่านได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลาย จำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ดังนั้นแล้วจึงดำริที่จะแสดงธรรมเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป บัว ๔ เหล่า ได้แก่
๑.พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญ ญู)
๒.พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝน เพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)
๓.พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝน เพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)
๔.พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลน ตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปร มะ)
กรุณา ทำตามกติกาด้วยครับ ผู้เจริญแล้วควรกระทำตามกฏ
หา ไม่แล้วทุกคนจะไม่ ทำตามกฏ แล้วจะเกิดปํญหาไม่รู้จบ
เหมือน ตัวอย่างผู้ใหญ่หลายคนในบ้านเรากำลังกระทำอยู่
หากเราโกรธใครซักคน
เราควรทำอย่างไร
สิ่งที่ควรทำคือ นั่งลงทับปัญหานั้นซะ .....จนกว่าจิตใจจะสงบลง
แล้วปัญหานั้นก็จะคลี่คลายไปจากเราเอง
กาลามสูตร
กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 หมายถึง วิธีปฎิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร
1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
2. อย่า ปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา
ปรมฺปราย)
3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา
ปิฏกสมฺปทาเนน)
5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา
อาการปริวิตกฺเกน)
8. อย่าปลงใจเชื่อ
เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
9. อย่าปลงใจเชื่อ
เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า
ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น
เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น
สูตร นี้ในบาลีเรียกว่า เกสปุตติสูตร
ที่ชื่อกาลามสูตร เพราะทรงแสดงแก่ชนเผ่ากาละมะ
แห่งวรรณะกษัตริย์ ที่ชื่อเกสปุตติยสูตร เพราะพวกกาละมะนั้นเป็นชาวเกสปุตตะนิคม ในแคว้นโกศล
ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผลตามหลัก 10
ข้อ
ตัวอย่าง
1. อย่า ได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
ประเภท "เขาว่า" "ได้ยินมาว่า"
ทั้งหลาย
2. อย่าได้ยึดถือถ้อยคำสืบๆกันมา ประเภท
"ใครๆว่า" "โบราณว่า" ตามกระแส
3. อย่าได้ยึดถือโดยความตื่นข่าวว่า เข่าว่าอย่างนี้
ประเภทข่าวลือ ข่าวโคมลอย
ทั้งหลาย
4. อย่า ได้ยึดถือโดยอ้างตำรา อย่าไปตามตำรามากนัก
ตำราว่าอย่างนั้น ต้องออกมาเป็นอย่างนั้น
เท่านั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะอย่าลืมว่า ตำราบางเล่ม คนแต่งก็มั่วมาบ้าง เขียนไม่ครบบ้าง ใส่ไข่เอาเองบ้าง คนมีกิเลสไปแก้ไขตำรา
คนมีผลประโยขน์ ไม่แก้ไขตำราเท่ากับเราโดนหลอก
5. อย่าได้ยึดถือโดยนึกเดาเอาเอง เช่น เข้าใจเอาเอง
หรือข้อมูลไม่พอ ใจร้อนเดาสุ่มเอา
มั่วๆ เอา
6. อย่า ได้ยึดถือโดยการคาดคะเน
การคาดการณ์ตามประวัติศาสตร์ ตามสถิติ ความน่าจะเป็น ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ เพราะเห็นแค่ร้อย อย่าเหมาว่าที่ร้อยเอ็ดจะเป็นไปด้วย
7. อย่าได้ ยึดถือตรึงตามอาการ
อย่าเห็นว่าอาการแบบนี้ น่าจะเป็นแบบนี้ ให้คิดเผื่อๆไว้ด้วย เช่น เห็นคนไข้เป็นแบบที่เคยรักษาคนอื่นๆมาก่อน อย่าไปตรึกเอาเองว่าเป็นแบบนั้น
เห็นเงาก็จ่ายยาได้ เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า อย่าเข้าข้างตนเอง นั่งสมาธิเห็นโน่น เห็นนี้ อย่านึกว่าเป็นจริง เพราะอาจจะเป็นจิตหลอกจิต
8. อย่า ได้ยึดถือโดย ชอบใจว่า ต้องกันกับทิฐิของตัว อย่าเอาความเห็นของตนเป็นใหญ่
อะไรที่ตรงกับที่ตนคิดไว้เท่านั้นที่เชื่อได้ คนคิดแบบนี้ ดื้อตายชัก
9. อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
ระวังจะโดนหลอก อย่าลืมว่า
สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
10. อย่า
ได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา การยึดอาจารย์ของตนเองมากไป ก็ไม่ดี ควรทำตาม ทดสอบดู ถ้าผิดพลาดก็ไม่ต้องเชื่อ
ถ้าทำแล้วดีขึ้นก็แสดงว่าเชื่อได้
๓๖ เส้นทางแผนที่ชีวิต ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
2. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก "ปัญญา" และ "ความกล้าหาญ" 3. "เพื่อนใหม่" คือ ของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วน "เพื่อนเก่า" "มิตร" คือ อัญมณี ที่นับวัน
จะเพิ่มคุณค่า 4. อ่านหนังสือธรรมะ ปีละเล่ม
5. ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
6. พูดคำว่า "ขอบคุณ" ให้มาก ๆ 7. รักษา "ความลับ" ให้มาก ๆ
8. ประเมินคุณค่าของการให้ "อภัย" ให้สูง 9. ฟังให้มากแล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
10.ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิและรู้แก่ใจว่าเป็นจริง 11.หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่
12.เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก คิดเสมอว่าเป็นไปไม่ได้ที่ล้มเหลว 13.อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
14.ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน 15.อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า "ขอโทษ"
16.อย่าอายหากจะบอกใครว่า "ไม่รู้" 17.ระยะทางนับพันกิโลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง
18.เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป 19.การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท
20.คนไม่รักเงิน คือ ไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต 21.ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือ ผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
22.ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยซักวัน ทุกวันเป็นวันที่สนุกหมด 23.จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
24.เป็นหน้าที่ของเรา ที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่น ที่จะทำความเข้าใจ ในสิ่งที่เราพูด
25.เหรียญเดียวมี 2 หน้า ความสำเร็จ กับ ความล้มเหลว 26.อย่าตามใจตนเอง เรื่องยุ่ง ๆ เกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น
27.ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน 28.อย่าดึงต้นกล้าให้โตไว ๆ (อย่าใจร้อน)
29.ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้ 30.ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อ ๆ ไป ก็ผิดหมด
31.ทุกชิ้นงาน จะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ 32.จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
33.ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ต้องปีน "บันไดสูง"
34.มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ 35.หนังสือ เป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
36.ระเบียบวินัย คือ คุณสมบัติที่สำคัญในการดำเนินชีวติ
--