สวัสดีวันสุดท้ายของสัปดาห์ครับ
ครั้งก่อนถามมีใครรู้ว่าวัดไหนต้องการพระพุทธรูปอีกบ้าง สรุปว่าได้วัดแล้วครับ
ชื่อวัดป่าภูเขาน้อย อ.กระนวน จ.ขอนแก่น เป็นวัดป่า ไม่มีโบสถ์
ไม่ได้ขึ้นทะเบียนวัดกับกรมการศาสนา (วัดแบบนี้มีเยอะมาก บางวัดใหญ่โตสวยงาม
แต่ไม่เคยขอวิสุงคามสีมาซะงั้น) ตอนนี้กำลังสร้างศาลาแบบวัดป่า กว้างยาว 15x18 เมตร
เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติสมณกิจแบบวัดป่า คือตั้งแต่ทำวัตรเช้า ฉันจังหัน
สอนธรรมะ และทำวัตรเย็นยามค่ำคืน กำหนดเสร็จประมาณ มกราคม-กุมภาพันธ์ ปีหน้า
ทางวัดต้องการพระพุทธรูปหน้าตัก ๖๐ นิ้ว
เป็นองค์ประธานในศาลาเป็นแบบพระพุทธชินราช
แต่งานนี้คงไม่ได้ร่วมทำบุญครับ คุณสุกิจ บอกว่ามีเงินเหลือพอ ไม่ขอรับบริจาค
พวกเราได้แต่อนุโมทนาครับ... (เจ้านี้แกเงินเหลือตลอด)
แต่ยังขาดเจ้าภาพสร้างฐานชุกชี
ซึ่งคุณสุกิจจะรับไปอีก แต่ผมบอกว่าปล่อยให้คนอื่นเขามีโอกาสได้ทำบุญบ้างสิ
ก็เลยรอไว้ก่อน เผื่อพวกเรามีใครอยากเป็นเจ้าภาพ หรือจะอาสารวบรวมบุญก็บอกมานะครับ
ผมจะประสานงานกับพระอาจารย์กมลให้ (งบประมาณคงอยู่ราวๆ ๓๐,๐๐๐ บาท
แต่ต้องรอพระอาจารย์ท่านบอกมาก่อนว่าอยากได้แบบไหน)
คราวก่อนเคยส่งภาพวาดพุทธประวัติสวยๆ มาให้ดู
เป็นภาพวาดของ อ.กฤษณะ จำกันได้หรือเปล่าไม่รู้ ชุดที่ส่งให้เมื่อ 1 กรกฎาคม
ที่ผ่านมา ไม่รู้ว่า email ชุดนั้น fw ไปถึงไหน
เพราะมีคนโทรเข้ามาถามไถ่ราคาเพื่อจะขอซื้อไปถวายวัดด้วยหลายสาย
(ถ้าเปิดร้านขายท่าทางจะรวย) ล่าสุดคุณจักรแก้วได้ติดต่อว่าจ้าง อ.กฤษณะ
ไปวาดภาพใหม่ถวายวัดโดยเฉพาะด้วย อนุโมทนากับคุณจักรแก้วครับ
ไม่รู้เหมือนกันว่าว่าจ้างกันเท่าไหร่ แต่ผมว่าภาพละ ๓
แสนขึ้นแหละครับ
คณะเจ๊แมวอยากทำบุญซ่อมพระพุทธรูป
รอก่อนนะจ๊ะ ต้องรอออกพรรษาแหละมั้งถึงจะพอรู้ว่าวัดท่านจะให้พระเก่าๆ
มาอีกหรือเปล่า
ใครอยากทำบุญอะไรก็บอกทิ้งๆ กันไว้ได้นะครับ
ไม่ถือว่าเป็นการ commit ถึงเวลาเปลี่ยนใจก็ได้ไม่มีปัญหา
แต่ตอนนี้อยากทำก็บอกไว้ก่อน บางทีบุญผ่านหน้าไปทั้งๆ ที่ตัวเองอยากทำ
แต่ก็ไม่ได้ทำมานั่งบ่นเสียดายทีหลัง
ใครไปงานพระรามหักพรุ่งนี้สนุกเผื่อด้วยครับ
ปิดท้ายด้วยปาฏิหาริย์พระศาสดาตอนที่ ๖
ว่าด้วยการโปรดชฎิลบูชาไฟ
กลุ่มชฎิลนี้นับว่าเป็นกลุ่มที่พระพุทธเจ้าใช้เวลาไปรดนานที่สุด
คือพอออกพรรษาที่ป่าอิสิปตนะก็เสด็จจาริกไป มีแวะบ้างก็คงไม่กี่วัน
แล้วก็อยู่ทรมาฯชฎิล พอพวกชฎิลบวชแล้วจึงพาเข้านครราชคฤห์ไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
มีพระอัครสาวกมาบวชแล้วก็แสดงโอวาทปาฏิโมกข์
ดูจากเหตุการณ์แล้วพระองค์น่าจะอยู่ในหมู่บ้านชฎิลอย่างน้อยก็ต้อง ๓-๔
เดือนขึ้นไป
ส่วนกลุ่มภัทวัคคีย์นั้น
บวชแล้วได้จาริกกลับไปแคว้นมัลละ เพราะพวกนี้เป็นชาวมัลละ
เดิมเป็นศิษย์ของนิครนถ์นาฏบุตรผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ของเจ้ามัลละ
แต่สุดท้ายก็เดินทางไปทางโกสัมพี และไปสำเร็จอรหันต์ที่โกสัมพีราวๆ พรรษาที่ ๙
โน่น..
oddy.
๖. ปาฏิหาริย์โปรดชฎิล
ภัททวัคคีย์
พระศาสดาประสงค์จะเผยแผ่พระศาสนาให้แพร่หลายรวดเร็ว
จึงรับสั่งให้พระอรหันต์สาวกรุ่นแรกทั้งหมดประกอบด้วยพระปัญจวัคคีย์ พระยสะและสหาย
รวม ๖๐ รูป แยกย้ายกันไปเผยแผ่ศาสนาโดยให้จาริกไปกันคนละทาง อย่าเดินทางร่วมกัน
เพื่อให้สามารถเผยแผ่ศาสนาได้มากที่สุด
ส่วนองค์พระศาสดาเองเสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์ซึ่งเป็นนครใหญ่
เมื่อพระศาสดาประทับพักที่ไร่ฝ้ายระหว่างทาง ทรงพบกุลบุตรภัททวัคคีย์ ๓๐ คน
พาภรรยามาเที่ยว ภัททวัคคีย์คนหนึ่งไม่มีภรรยา เพื่อนๆ
จึงไปจ้างหญิงบำเรอคนหนึ่งมาให้
แต่เมื่อเผลอหญิงบำเรอคนนั้นได้แอบขโมยเครื่องประดับหนีไป
กุลบุตรภัททวัคคีย์จึงช่วยกันตามหา
พระศาสดาทรงแสดงธรรมว่าควรค้นหาตนเองดีกว่าไปค้นหาสตรี
ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจสี่
ภัททวัคคีย์ฟังธรรมแล้วสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นต่ำสุดเป็นพระโสดาบัน
สูงสุดเป็นพระอนาคามี ทั้งหมดบวชเป็นภิกษุ
แล้วกราบทูลลาพระศาสดาจาริกไปแสวงหาที่บำเพ็ญเพียรสมณธรรมที่อื่นต่อไป
ชฎิล ๓ พี่น้อง
ในครั้งพุทธกาลนั้น ชาวนครราชคฤห์ส่วนมากนับถือพวกชฎิลบูชาไฟ
พระศาสดาจึงประสงค์จะแสดงธรรมโปรดพวกชฎิลก่อน
เมื่อพวกชฎิลยอมรับนับถือพระองค์แล้วการเผยแผ่พุทธศาสนาในนครราชคฤห์ก็จะง่ายขึ้น
พระศาสดาจึงเสด็จจาริกไปยังตำบลอุรุเวลา ซึ่งเป็นที่อยู่ของมหาชฎิล ๓ พี่น้อง คือ
อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ทั้ง ๓ ชฎิลนี้เป็นผู้มีชื่อเสียง
มีลูกศิษย์มาก และเชื่อว่าตนเป็นพระอรหันต์
อุรุเวลกัสสปะชฎิลพี่ใหญ่ เป็นอาจารย์สำนักชฎิล ๕๐๐ คน
ตั้งสำนักอยู่ราวป่าตำบลอุรุเวลาเหนือคุ้งน้ำเนรัญชรา นทีกัสสปะชฎิลคนกลาง
เป็นอาจารย์สำนักชฎิล ๓๐๐ ตั้งสำนักอยู่ราวป่ากลางคุ้งน้ำ ส่วนคยากัสสปะชฎิลผู้น้อง
เป็นอาจารย์สำนักชฎิล ๒๐๐
ตั้งสำนักอยู่ท้ายคุ้งน้ำตำบลคยาสีสะ
เมื่อพระศาสดาเสด็จไปถึง พระองค์ได้เข้าไปยังอาศรมของอุรุเวลกัสสปะ
ขอพักอาศัยในโรงบูชาไฟสักคืนหนึ่ง
อุรุเวลกัสสปะไม่อนุญาตเนื่องจากในโรงบูชาไฟเป็นที่อยู่ของพระยานาคที่ดุร้าย
อาจจะเป็นอันตรายได้ แต่เมื่อพระพุทธองค์ตรัสยืนยันขอพักในโรงบูชาไฟนั้นถึง ๓ ครั้ง
อุรุเวลกัสสปะจึงยินยอม
คิดว่าเมื่อเตือนแล้วสมณะนี้ไม่ฟังก็เป็นเรื่องของท่าน
ปราบพระยานาค
พระศาสดาเสด็จเข้าไปประทับในโรงบูชาไฟ
พระยานาคในโรงไฟไม่พอใจที่มีสมณะเข้ามารบกวนที่อยู่ของตนจึงบังหวนควันขึ้นหมายจะทำอันตราย
แต่พระศาสดาก็ทรงบังหวนควันต้านทานพิษพระยานาคไว้
พระยานาคเห็นดังนั้นก็ยิ่งโกรธ คิดว่าสมณะผู้นี้บังหวนควันแข่งกับตน
จึงบังหวนไฟเข้าใส่
พระศาสดาก็บันดาลไฟออกมาต้านไว้จนโรงบูชาไฟสว่างโพลงเหมือนเพลิงไหม้
พวกลูกศิษย์ชฎิลที่อยู่ด้านนอกเห็นแสงเพลิงจากโรงบูชาไฟ พากันมามุงดู
ต่างคนต่างวิจารณ์ว่าเห็นทีพระสมณะรูปงามคงถูกพระยานาคทำร้ายไปแล้วเป็นแน่
รุ่งเช้า อุรุเวลกัสสปะพาชฎิลบริวารเข้าไปตรวจดูโรงบูชาไฟ
เห็นพระศาสดาทรงใช้พุทธานุภาพจับพระยานาคขดไว้ในบาตรจึงเกิดความเลื่อมใส
ขอเชิญให้พระศาสดาประทับอยู่ต่อไป
โดยท่านจะเป็นธุระหาอาหารมาบำรุงให้
เทวดาและพระพรหมเข้าเฝ้า
คืนต่อมา พระศาสดาเสด็จไปประทับนั่งในป่าใกล้ๆ
ครั้นถึงปฐมยามท้าวมหาราชทั้งสี่ก็เสด็จมาเฝ้าเปล่งรัศมีสว่างไปทั้ง ๔ ทิศ
อุรุเวลกัสสปะเห็นทูลถามว่า สมณะ ท่านทั้งสี่นั้นเป็นใครกัน
เหตุใดจึงมีรัศมีสว่างรุ่งเรืองนัก
พระศาสดาตรัสว่า
นั่นคือท้าวมหาราชทั้งสี่เข้ามาหาเราเพื่อฟังธรรม
อุรุเวลกัสสปะดำริในใจว่า พระสมณะรูปนี้มีฤทธิ์มาก
ถึงกับท้าวมหาราชทั้งสี่มาหาเพื่อฟังธรรม
แต่ท่านก็คงไม่ได้เป็นอรหันต์เหมือนเราแน่
ครั้นปฐมยามล่วงไปแล้ว ท้าวสักกเทวราชก็เสด็จมาจากดาวดึงส์ มาถวายบังคมพระศาสดา
เปล่งรัศมีเจิดจ้าสว่างรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก อุรุเวลกัสสปะเห็นก็ทูลถามอีกว่า
มหาสมณะ ผู้นั้นคือใครกัน
เหตุใดจึงมีรัศมีรุ่งเรืองสว่างกว่าท้าวมหาราชทั้งสี่ที่เสด็จมาเมื่อปฐมยาม
พระศาสดาตรัสตอบว่า ดูกรกัสสปะ ผู้นั้นคือท้าวสักกเทวราช
มาหาเราเพื่อฟังธรรม
อุรุเวลกัสสปะดำริในใจว่า
พระมหาสมณะรูปนี้มีอานุภาพมากแท้ถึงกับท้าวสักกะจอมเทพเสด็จมาหาเพื่อฟังธรรม
แต่ท่านก็คงไม่ได้เป็นอรหันต์เหมือนเราแน่
ในยามถัดมา
ท้าวสหัมบดีพรหมก็เสด็จมาจากพรหมโลก มาอภิวาทพระบรมศาสดา
เปล่งรัศมีงามสว่างไสวไปทั้งป่า อุรุเวลกัสสปะทูลถามว่า มหาสมณะ
ผู้นั้นคือใครกันอีกหนอ เข้ามาหาท่าน อภิวาทท่าน
แล้วเปล่งรัศมีงามยิ่งกว่าท้าวสักกเทวราชและท้าวมหาราชรวมกัน
พระศาสดาตรัสตอบว่า
ดูกรกัสสปะ ผู้นั้นคือท้าวสหัมบดีพรหม
มาหาเราเพื่อฟังธรรม
อุรุเวลกัสสปะได้ฟังก็ตะลึง ดำริว่า
โอหนอ พระมหาสมณะรูปนี้มีฤทธิ์มากจริงๆ
แต่อย่างไรก็คงไม่ได้เป็นอรหันต์เหมือนเราแน่
บิณฑบาตอุตตรกุรุทวีป
วันรุ่งขึ้น อุรุเวลกัสสปะจะทำพิธีบูชายัญครั้งใหญ่
มหาชนชาวอังคะและชาวมคธจะนำลาภสักการะเป็นอันมากมาสู่สำนัก
อุรุเวลกัสสปะวิตกว่าถ้าสมณะรูปนี้ออกมารับภัตแล้วแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้มหาชนเห็น
เห็นทีลาภสักการะของเราจะตกแก่พระสมณะหมดเป็นแน่
ทำอย่างไรดีหนอพระสมณะนี้จึงจะไม่ออกมาปรากฏกายฉันอาหารในที่ชุมชน
พระผู้มีพระภาคทรงทราบปริวิตกของอุรุเวลกัสสปะ
พระองค์จึงเสด็จหลีกไปบิณฑบาตในอุตตรกุรุทวีป
แล้วมาประทับเสวยที่ริมสระอโนดาตลำพังพระองค์เดียว
ไม่เสด็จออกมา
เมื่อราตรีล่วงมาถึง
อุรุเวลกัสสปะได้เข้าไปหาพระศาสดาทูลว่า วันนี้มหาชนจำนวนมากมาร่วมพิธีบูชายัญ
ข้าพเจ้าได้จัดภัตตาหารไว้เพื่อท่านแล้ว
เหตุไฉนท่านจึงไม่ออกมา
พระศาสดาตรัสย้อนว่า ดูกรกัสสปะ
ท่านไม่อยากให้เราออกไปเพราะกลัวเราแสดงปาฏิหาริย์ต่อหน้ามหาชน
ท่านวิตกว่ามหาชนจะเลื่อมใสเรา
และท่านกลัวว่าลาภสักการะของท่านจะเสื่อมทรามมิใช่หรือ ดูกรกัสสปะ
เรารู้จิตท่านอย่างนี้จึงไปบิณฑบาตถึงอุตตรกุรุทวีป นำบิณฑบาตมาฉันที่ริมสระอโนดาต
แล้วจึงมาพักอยู่ ณ ที่นี้
อุรุเวลกัสสปะได้ฟังก็ตกใจว่าพระมหาสมณะนี้มีฤทธิ์รู้ความคิดในใจเราด้วย
แต่ท่านก็คงไม่ได้เป็นอรหันต์เหมือนเราแน่
ซักผ้าบังสุกุล
วันหนึ่ง พระศาสดาประสงค์จะซักผ้าบังสกุล ดำริว่าเราจะซักผ้าบังสุกุลที่ไหนหนอ
ท้าวสักกเทวราชทราบพระดำริ จึงมาขุดสระโบกขรณีให้
กราบทูลว่าขอพระองค์ทรงโปรดซักผ้าในสระนี้เถิด
พระศาสดาดำริว่า เราจะขยำผ้าบังสุกุลที่ไหนหนอ ท้าวสักกเทวราช ทราบพระดำริ
จึงยกศิลาแผ่นใหญ่มาวาง
กราบทูลว่าขอพระองค์ทรงโปรดขยำผ้าบังสุกุลบนศิลาแผ่นนี้เถิด
พระศาสดาดำริว่า เราจะพาดผ้าบังสุกุลไว้ที่ไหนหนอ
เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบกจึงน้อมกิ่งกุ่มลงมา
กราบทูลว่าขอพระองค์ทรงโปรดพาดผ้าบังสุกุลไว้ที่กิ่งกุ่มนี้เถิด
พระศาสดาดำริว่า เราจะผึ่งผ้าบังสุกุลที่ไหนหนอ ท้าวสักกเทวราช ทราบพระดำริ
จึงได้ยกแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้
กราบทูลว่าขอพระองค์ทรงโปรดผึ่งผ้าบังสุกุลบนศิลาแผ่นนี้เถิด
ราตรีนั้น อุรุเวลกัสสปะเข้าไปหาพระศาสดาตามปกติ
รู้สึกแปลกใจที่วันนี้ปรากฏมีสระโบกขรณี ศิลาซักผ้า กิ่งกุ่มบกพาดผ้า
และแผ่นศิลาผึ่งผ้าปรากฏอยู่ ใครหนอเป็นคนจัดการเรื่องนี้
จึงทูลถามพระศาสดาด้วยความสงสัย
ครั้นพระศาสดาตรัสเล่าให้ฟัง
อุรุเวลกัสสปะก็นึกชมบารมีของพระพุทธองค์
แต่ก็ยังเชื่อว่าสมณะนี้ยังไม่เป็นอรหันต์เหมือนกับตนเอง
ปาฏิหาริย์เก็บผลหว้า
อีกราตรีหนึ่ง อุรุเวลกัสสปะเข้าไปหาพระศาสดา ทูลว่าถึงเวลาภัตแล้ว พระศาสดาตรัสว่า
ท่านไปก่อนเถิด เราจะตามไป
เมื่ออุรุเวลกัสสปะออกไปแล้ว
พระศาสดาก็เสด็จไปเก็บผลหว้าจากต้นหว้าประจำชมพูทวีป
แล้วเสด็จไปประทับนั่งในโรงบูชาไฟ เมื่ออุรุเวลกัสสปะไปถึงโรงบูชาไฟก็ตกใจถามว่า
สมณะ ท่านมาทางไหนหรือ ข้าพเจ้ามาก่อนท่าน
แต่ท่านกลับมาถึงที่นี่ก่อน?
พระศาสดาตรัสว่า
เมื่อท่านออกมาแล้ว เราได้ไปเก็บผลหว้าจากต้นหว้าใหญ่ประจำชมพูทวีป
แล้วจึงมานั่งในโรงบูชาไฟนี้ ตรัสแล้วก็ทรงหยิบผลหว้าให้ดู
อุรุเวลกัสสปะดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ มาทีหลังเรา
แต่กลับมาถึงก่อน แถมยังไปเก็บผลหว้าจากต้นหว้าประจำชมพูทวีปมาอีก
แต่อย่างไรก็คงไม่ได้เป็นอรหันต์เหมือนเราแน่
ราตรีต่อๆ มา
พระศาสดาเสด็จไปเก็บผลไม้ต้นใกล้ๆ ต้นหว้าประจำชมพูทวีปมาอีก ได้แก่ ผลมะม่วง
มะขามป้อม สมอ และอีกราตรีหนึ่งเสด็จไปเก็บดอกปาริฉัตต์มาจากดาวดึงส์
แต่อุรุเวลกัสสปะก็ยังไม่เชื่อว่าพระศาสดาเป็นพระอรหันต์
ผ่าฟืนไม่ได้ก่อไฟไม่ติด
ครั้งหนึ่ง พวกศิษย์ชฎิลจะบูชาไฟแต่ฝ่าฟืนไม่ออก
จึงคิดว่าคงเป็นเพราะอานุภาพของพระสมณะเป็นแน่
เมื่อพระศาสดาทรงแสดงปาฏิหาริย์ตรัสว่า พวกชฎิลจงผ่าฟืนเถิด
พวกชฎิลก็สามารถผ่าฟืนได้ถึง ๕๐๐ ท่อน ในคราวเดียวเท่านั้น
อุรุเวลกัสสปะเห็นฤทธานุภาพแล้ว
แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าพระศาสดาทรงเป็นพระอรหันต์
อีกครั้งหนึ่ง
พวกศิษย์ชฎิลจะบูชาไฟ แต่ก่อไฟไม่ติด จึงคิดว่าคงเป็นเพราะอานุภาพของพระสมณะเป็นแน่
เมื่อพระศาสดาทรงแสดงปาฏิหาริย์ตรัสว่า พวกชฎิลจงก่อไฟเถิด
พวกชฎิลก็สามารถก่อไฟให้ลุกพร้อมกันถึง ๕๐๐
กองในคราวเดียวกัน
อุรุเวลกัสสปะเห็นฤทธานุภาพแล้ว
แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าพระศาสดาทรงเป็นพระอรหันต์
ครั้งหนึ่ง
เสร็จจากบูชาไฟแล้วพวกศิษย์ชฎิลไม่อาจดับไฟได้
จึงคิดว่าคงเป็นเพราะอานุภาพของพระสมณะเป็นแน่
เมื่อพระศาสดาทรงแสดงปาฏิหาริย์ตรัสว่า พวกชฎิลจงดับไฟเถิด
พวกชฎิลจึงสามารถดับไฟทั้ง ๕๐๐ กองลงได้อย่างง่ายดาย
อุรุเวลกัสสปะเห็นฤทธานุภาพแล้ว
แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าพระศาสดาทรงเป็นพระอรหันต์
อีกสมัยหนึ่งพวกชฎิลพากันลงเล่นสนุกสนานในแม่น้ำเนรัญชรา
ครั้นขึ้นจากน้ำก็หนาวสั่นเพราะเป็นฤดูหนาว
พระศาสดาทรงแสดงปาฏิหาริย์เนรมิตกองไฟให้ ๕๐๐ กอง สำหรับชฎิลได้ผิงไฟ
ชฎิลเหล่านั้นดำริว่า กองไฟเหล่านี้เราไม่ได้ก่อ
ต้องเป็นสมณะผู้นั้นเนรมิตไว้เป็นแน่
อุรุเวลกัสสปะเห็นฤทธานุภาพแล้ว
แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าพระศาสดาทรงเป็นพระอรหันต์
ชฎิลทูลขอบรรพชา
อีกวาระหนึ่ง เกิดพายุฝนนอกฤดูกาลมีน้ำไหลนองท่วมไปทั่วบริเวณ
พระศาสดาทรงบันดาลกั้นน้ำไว้ให้ห่างออกไปโดยรอบ
แล้วเดินจงกรมอยู่บนพื้นดินที่แห้งสนิท
อุรุเวลกัสสปะเป็นห่วงว่าพระศาสดาจะถูกน้ำพัดพาไป จึงพร้อมด้วยลูกศิษย์พายเรือมารับ
เมื่อได้เห็นปาฎิหาริย์ที่พระศาสดาทรงกั้นน้ำไว้ก็นึกชมว่าพระสมณะนี้มีฤทธิ์มาก
แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าพระศาสดาทรงเป็นพระอรหันต์
พระศาสดาดำริว่า โมฆบุรุษนี้คิดแต่ว่าสมณะนี้มีฤทธิ์มาก แต่ไม่ใช่อรหันต์
จึงตรัสกับอุรุเวลกัสสปะว่า ดูกรกัสสปะ ท่านนั่นแหละไม่ใช่พระอรหันต์
ท่านยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์
แม้ปฏิปทาของท่านที่จะเป็นเหตุให้พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์
ก็ไม่มี
อุรุเวลกัสสปะได้ฟังก็สลดใจ สำนึกตัวได้
จึงซบเศียรลงที่พระบาทของพระศาสดา ทูลขอบรรพชา
พระศาสดาตรัสว่า ดูกรกัสสปะ ท่านเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า แล้วชฎิลศิษย์ของท่านอีก ๕๐๐
คน ท่านจะทำอย่างไร
อุรุเวลกัสสปะจึงลุกไปหาชฎิลเหล่านั้นบอกว่า ศิษย์ทั้งหลาย
วันนี้อาจารย์จะออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ตามพระมหาสมณะผู้นี้
เธอทั้งหลายจงตัดสินใจตามใจเถิด
ลูกศิษย์พร้อมใจกันบอกว่า
พวกข้าพเจ้าเลื่อมใสพระมหาสมณะมานานแล้ว ถ้าอาจารย์บวชในพระมหาสมณะ
พวกข้าพเจ้าทั้งหมดก็จักบวชด้วย
พวกชฎิลทั้งหมดจึงพากันลอยผม
เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาไฟทั้งหลายลงในแม่น้ำเนรัญชรา
แล้วกลับมาเข้าเฝ้าพระศาสดา ทูลขอบรรพชาทั้งหมด
พระศาสดาทรงประธานเอหิภิกขุให้ ตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด
พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์เถิด
ฝ่ายนทีกัสสปะ ได้เห็นผม เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาไฟลอยน้ำมา
คิดว่าพี่ชายมีอันตราย จึงได้พาศิษย์ทั้ง ๓๐๐ คนขึ้นไปหา
ครั้นไปเห็นพี่ชายและลูกศิษย์ทิ้งเพศชฎิลบวชเป็นภิกษุหมดแล้ว
ตนเองพร้อมลูกศิษย์จึงลอยบริขารของชฎิลและบวชเป็นภิกษุบ้าง
ฝ่ายคยากัสสปะ ได้เห็นผม เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาไฟลอยน้ำมา
คิดว่ามีอันตรายเกิดแก่พี่ชายทั้งสอง จึงพาศิษย์ ๒๐๐ คนขึ้นไปหา
เมื่อรู้ว่าพี่ชายทั้งสองได้พบพรหมจรรย์อันประเสริฐ
เขากับลูกศิษย์จึงทิ้งเพศชฎิลและออกบวชเป็นภิกษุด้วยทั้งหมด
อาทิตตปริยายสูตร
หลังจากพวกชฎิลบวชเป็นภิกษุกันหมดแล้ว พระศาสดาทรงพาภิกษุชฎิลจาริกไปตำบลคยาสีสะ ณ
ที่นั้น พระศาสดาได้ทรงเฟ้นหาธรรมที่เหมาะสมกับภิกษุมาแสดง
ดำริว่าภิกษุเหล่านี้คุ้นเคยกับการบูชาไฟ คุ้นเคยกับของร้อน
พระองค์จึงทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
ก็อะไรเล่าชื่อว่าเป็นของร้อน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน
ร้อนเพราะอะไร? ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่
ความตาย ร้อนเพราะความโศก ความรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ
ความคับแค้นใจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนะเป็นของร้อน อารมณ์ทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ
ร้อนเพราะอะไร? ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ
ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ร้อนเพราะความโศก ความรำพัน ความทุกข์กาย
ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ผู้ได้เห็นอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
เบื่อหน่ายการเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์
เมื่อเบื่อหน่ายแล้วย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัดแล้วจิตก็พ้น
เมื่อจิตพ้นแล้วก็รู้ว่าพ้นแล้ว ทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว
กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี”
เมื่อพระศาสดาแสดงอาทิตตปริยายสูตรจบลง จิตของพระภิกษุทั้ง
๑,๐๐๐ รูป ก็พ้นแล้วจากอาสวะทั้งปวง ไม่ยึดมั่นถือมั่น
สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดในครั้งนั้นเอง