[สาระธรรม] ปาฏิหาริย์พระศาสดา >> ๐. ปาฏิหาริย์

195 views
Skip to first unread message

oddy.f...@gmail.com

unread,
Apr 28, 2010, 11:10:25 AM4/28/10
to sara...@googlegroups.com
    หลังจากเล่านิทานทั้งเรื่องสวรรค์นรก และเรื่องราวการบรรลุธรรมของพระสาวกครั้งพุทธกาลจนมึนหัวไปหลายคน จะหันมาเล่านิทานง่ายๆ กันบ้างครับ เป็นนิทานพุทธประวัติ แต่ไม่ใช่พุทธประวัติฉบับธรรมดา เพราะเป็นพุทธประวัติฉบับปาฏิหาริย์ครับ เหมาะสำหรับไปเล่าต่อให้ลูกหลานฟัง และเวลาดูภาพเขียนในโบสถ์จะได้เข้าใจด้วยว่าเขามีที่มาอย่างไร
    ถึงแม้จะเป็นพุทธประวัติฉบับปาฏิหาริย์ก็จริง แต่ก็ไม่ได้เล่ามั่วๆ นะครับ เพราะเอามาจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาพระไตรปิฎกเหมือนเดิม ถ้าเล่าไปถึงตอนไหนที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดก็จะบอกให้รู้ด้วย
    เริ่มต้นตอนแรก ปูพื้นฐานกันด้วยเรื่องปาฏิหาริย์ก่อน แล้วก็จะตามด้วยปาฏิหาริย์ต่างๆ ตลอดพระชนม์ชีพของพระศาสดาจนกระทั่งถึง พ.ศ. 5000 วันที่มีปาฏิหาริย์ธาตุอันตรธาน หาเสื่อมาปูรอได้เลยเพราะยาวมาก (เอาตังมาโยนใส่กะลาให้นักเล่านิทานหน่อยก็ดีครับ)
 
oddy.

 
๐. ปาฏิหาริย์พระศาสดา

ปาฏิหาริย์
    อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ คือ การแสดงฤทธิ์ที่น่าอัศจรรย์เหนือมนุษย์ เช่น ดำดิน หายตัว จำแลงแปลงกาย เป็นต้น
    อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มีขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัยโดยเฉพาะในหมู่นักบวช ในช่วงที่โลกว่างจากพุทธศาสนาจะมีนักบวชนอกศาสนาลัทธิต่างๆ หลายประเภท คือ ฤๅษี ดาบส ชฎิล ปริพาชก ทิคัมพร เดียรถีย์ นิครนถ์ เป็นต้น นักบวชเหล่านี้บางพวกเชื่อว่าความเป็นที่สุดของสรรพสิ่ง คือ การมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เมื่อมีปาฏิหาริย์แล้วก็พยายามใช้อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่มีนั้นชักจูงสาวกมาเข้าลัทธิของตน
    ฤทธิ์และอำนาจของนักบวชนอกศาสนาเหล่านี้ เกิดขึ้นจากการเพ่งจิตให้เป็นสมาธิเข้าถึงฌานสมาบัติ นักบวชทุกคนที่บำเพ็ญภาวนาจนได้ฌาน ๔ ขึ้นไป จะสามารถแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ได้ ๕ ประการ เรียกว่า อภิญญา ๕ คือ
    ๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
    ๒. ทิพพโสต มีหูทิพย์
    ๓. เจโตปริยญาณ มีญาณรู้ใจคนอื่นได้
    ๔. ปุพเพนิวาสานุสติ ระลึกชาติได้
    ๕. ทิพพจักขุ มีตาทิพย์
อิทธิฤทธิ์
    อิทธิวิธิ คือ การแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้นั้น ผู้มีอภิญญาทางด้านนี้สามารถแสดงฤทธิ์ หรือแสดงปาฏิหาริย์ ได้มากมายถึง ๑๖ อย่าง คือ
    ๑. พหุภาพ ทำคนเดียวให้เป็นหลายคน
    ๒. เอโกภาพ ทำหลายคนให้เป็นคนเดียว
    ๓. โถกภาพ ทำของมากให้เป็นของน้อย
    ๔. พหุกภาพ ทำของน้อยให้เป็นของมาก
    ๕. อาวีภาพ ทำให้เห็นในสิ่งที่ปกติมองไม่เห็น
    ๖. ติโรภาพ กำบังไว้ไม่ให้เห็น
    ๗. ติโรกุฑฑาสัชชมานภาพ เดินฝ่ากำแพงหรือภูเขาได้
    ๘. ปฐวีอุมมุชชภาพ ดำดินได้
    ๙. อุทกาภิชชมานภาพ เดินบนน้ำได้
    ๑๐. อากาสจังกมนภาพ เหาะได้
    ๑๑. สันติเกภาพ ทำให้ของไกลมาปรากฏอยู่ใกล้
    ๑๒. ทูเรภาพ ทำให้ของใกล้ปรากฏอยู่ในที่ไกล
    ๑๓. ธูมายิกภาพ บังหวนม่านควันได้
    ๑๔. ปัชชลิกภาพ ทำให้เกิดเป็นเพลิงลุกไหม้
    ๑๕. กายวสิกภาพ เคลื่อนย้ายตนหรือสิ่งของไปอีกที่หนึ่งได้
    ๑๖. จิตตวสิกภาพ กายทิพย์ไปปรากฏอยู่อีกที่หนึ่งได้
พระศาสดาไม่สรรเสริญฤทธิ์
    บรรดาอิทธิฤทธิ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นโลกียอภิญญา เป็นอภิญญาที่ยังข้องอยู่กับโลก นักบวชผู้สำเร็จอภิญญาเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง จึงยังไม่เป็นผู้หลุดพ้น ยังต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหล่านี้จึงเป็นของไม่เที่ยง ได้มาชั่วครั้งชั่วคราวแล้วเสื่อมสูญไป แต่ก็นิยมกันว่าเป็นของอัศจรรย์
    เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว พระองค์ทรงสั่งสอนภิกษุสาวกให้สำเร็จอภิญญาญาณอย่างที่ ๖ เรียกว่า อาสวักขยญาณ คือญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป ทำให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ อภิญญาที่ ๖ นี้จึงเป็นปาฏิหาริย์สำคัญที่สุดในหมู่ของอภิญญา ส่วนฤทธิ์จากอภิญญา ๕ พระพุทธองค์ไม่ทรงสรรเสริญเลย
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สวนมะม่วง เขตเมืองนาลันทา บุตรคฤหบดีผู้หนึ่งชื่อ เกวัฏฏ์ ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมืองนาลันทานี้มีผู้คนจำนวนมากเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค ขอพระผู้มีพระภาคทรงให้ภิกษุสักรูปหนึ่งแสดงปาฏิหาริย์ เพื่อให้ชาวเมืองนาลันทาเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไปอีกเถิดพระเจ้าข้า
    แม้เกวัฏฏพราหมณ์จะทูลขอถึง ๓ ครั้ง พระผู้มีพระภาคก็ทรงปฏิเสธ และตรัสถึงปาฏิหาริย์ว่ามี ๓ อย่าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์
    ทรงตำหนิว่า อิทธิปาฏิหาริย์คือการแสดงฤทธิ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์คือการรอบรู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นปาฏิหาริย์เฉพาะบุคคล ไม่มีประโยชน์เพื่อมรรคผลนิพพาน และไม่มีประโยชน์เพื่อคนอื่น แม้ชาวโลกก็ทำได้ พระองค์จึงไม่ส่งเสริมให้พระภิกษุแสดงปาฏิหาริย์เหล่านี้
    แต่ทรงสรรเสริญอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ ความอัศจรรย์ในการสั่งสอนธรรม ว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง มีประโยชน์ต่อผู้อื่น พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกเท่านั้นจึงสามารถแสดงปาฏิหาริย์เช่นนี้ได้
    ตลอดพระชนมายุของพระผู้มีพระภาคนั้น พระองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์มากมายหลายอย่าง แต่ที่แสดงไว้มากที่สุดก็คืออนุสาสนีปาฏิหาริย์ ทรงแสดงธรรมที่ยากและลึกซึ้ง ให้เข้าใจง่ายดุจเปิดของที่ปิด หงายของที่คว่ำ บอกทางคนหลงทาง หรือส่องไฟในที่มืด
    อนุสาสนีธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้นั้น ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบันอย่างน่าอัศจรรย์ แม้พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วนานกว่า ๒,๕๐๐ ปี ทำให้พุทธศาสนิกชนรุ่นหลังได้เข้าใจในพระธรรมวินัย สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลได้อีกเป็นจำนวนมาก
ปาฏิหาริย์พระศาสดา
    แม้ว่าพระพุทธองค์จะไม่ทรงสรรเสริญการแสดงฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ ๒ อย่าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์ ทั้งยังทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามไม่ให้พระภิกษุสาวกแสดงปาฏิหาริย์ด้วย แต่เพื่อประโยชน์แก่พระสาวกและสรรพสัตว์ พระพุทธองค์ก็ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์เหล่านี้ไว้หลายครั้งด้วยพระองค์เอง และอีกหลายครั้งที่มีพุทธานุญาตให้พระสาวกแสดง ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป
....

--
หากท่านประสงค์จะตอบ email นี้ ไปที่ผู้ส่งเพียงคนเดียว โปรดกด Reply
หากท่านประสงค์จะตอบ email นี้ ไปที่สมาชิกกลุ่มทุกคน โปรดกด Reply All
 
หากท่านมีสาระธรรมอยากแบ่งปันเพื่อนสมาชิก โปรดส่ง email ไปที่ sara...@googlegroups.com
 
ยกเลิกการเป็นสมาชิก โปรดส่ง email ไปที่ saradham+u...@googlegroups.com
 
หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของกลุ่มได้ที่ http://groups.google.com/group/saradham
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages