ปาฏิหาริย์พระศาสดา ๘ >> ปาฏิหาริย์ฝนโบกขรพรรษ

2,940 views
Skip to first unread message

oddy

unread,
Nov 1, 2010, 9:48:01 AM11/1/10
to ๏ สาระธรรม ๏
    ปาฏิหาริย์พระศาสดาตอนที่ ๘
    ในตอนนี้มีปาฏิหาริย์ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นปาฏิหาริย์ของพระกาฬุทายีเถระ ที่ท่านเองเหาะให้คนเห็นด้วย และโยนบาตรลอยไปให้มหาชนเห็นด้วย แต่ท่านไม่ต้องอาบัติ เพราะนี่ยังอยู่ในช่วงพรรษาที่ ๒ ยังไม่มีสิกขาบทห้ามภิกษุแสดงปาฏิหาริย์ สิกขาบทข้อนี้บัญญัติที่กรุงราชคฤห์นี้เหมือนกัน แต่เป็นปลายพรรษาที่ ๕ ก่อนเข้าพรรษาที่ ๖
    ปาฏิหาริย์ที่สอง คือฝนโบกขรพรรษ ฝนนี้เป็นฝนสีแดง หากไม่อยากโดนก็ไม่โดน หรืออยากโดนแต่ไม่อยากให้เปียกก็ไม่เปียก ปาฏิหาริย์ฝนโบกขรพรรษนี้เกิดจากบุญประพรมน้ำบูชาพระสถูป ในอรรถกถาพระไตรปิฎกมีเหตุการณ์ที่เกิดฝนโบกขรพรรษ ๓ ครั้ง คือ ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระเวสสันดร ในคราวที่เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก และในคราวที่เสด็จกรุงเวสาลีครั้งแรก
 

 
๘. ปาฏิหาริย์ฝนโบกขรพรรษ
 
ราชทูตจากกบิลพัสดุ์
    พระศาสดาทรงประดิษฐานพระศาสนาในกรุงราชคฤห์ได้แล้วอย่างมั่นคง มีกุลบุตรจากที่ใกล้และที่ไกลหลั่งไหลกันมาบวชเป็นภิกษุจำนวนหลายหมื่นรูป พระสาวกองค์สำคัญที่มาบวชในช่วงพรรษานี้ ได้แก่ พระมหากัสสปะ พระปุณณมัณตีบุตร (หลานชายพระอัญญาโกณฑัญญะเถระ) พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร เป็นต้น เมื่อพระสาวกบางส่วนจาริกไปเผยแผ่พระศาสนาในต่างเมือง อีกทั้งมีพ่อค้านักเดินทางจำนวนมากที่ได้ฟังธรรมจากพระศาสดาแล้วนำไปบอกต่อ พระกิตติคุณของพระศาสดาจึงเริ่มขจรไกลไปสู่นครและแว่นแคว้นอื่นโดยรอบ
    กาลครั้งนั้น พระเจ้าสุทโธทนะสดับว่าพระโอรสได้ค้นพบพระสัทธรรม ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ประสงค์จะเชิญเสด็จพระศาสดามาแสดงธรรมที่กรุงกบิลพัสดุ์ จึงรับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งพร้อมบริวารพันคนไปทูลเชิญเสด็จพระศาสดา
    อำมาตย์พร้อมบริวารเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาที่เวฬุวันวิหาร แล้วหายเงียบไป พระเจ้าสุทโธทนะจึงส่งอำมาตย์พร้อมบริวารคณะใหม่ไปอีก แต่ข่าวคราวก็เงียบหายไปเหมือนเดิม รวมทั้งหมดถึง ๙ คณะ
    พระเจ้าสุทโธทนะจึงรับสั่งให้ กาฬุทายีอำมาตย์ ผู้เป็นสหชาติและเป็นพระสหายสนิทกับเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ให้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะที่สิบไปเชิญเสด็จพระศาสดามากรุงกบิลพัสดุ์ให้ได้ กาฬุทายีอำมาตย์รับพระบัญชา แต่ขอพระบรมราชานุญาตว่าเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้พระสัทธรรมแล้ว ข้าพระองค์จะขอบวชเพื่อเรียนพระสัทธรรมนั้น ซึ่งพระเจ้าสุทโธทนะก็ทรงอนุญาต
 
เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์
    กาฬุทายีอำมาตย์พาบริวารพันคนไปเฝ้าพระศาสดาที่เวฬุวัน พบว่าอำมาตย์คณะก่อนหน้าไม่ส่งข่าวกลับกรุงกบิลพัสดุ์เพราะพากันออกบวช และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว คณะของกาฬุทายีอำมาตย์ก็เป็นเช่นเดียวกันเพราะเมื่อได้ฟังธรรมแล้วก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด แต่พระกาฬุทายีเถระไม่ลืมรับสั่งของพระเจ้าสุทโธทนะ จึงคอยโอกาสเหมาะที่จะทูลเชิญเสด็จพระศาสดานิวัติพระนคร
    ครั้นสิ้นสุดฤดูหนาวย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว หนทางไปสู่กบิลพัสดุ์เต็มไปด้วยหญ้าอ่อนนุ่มเดินสบาย ต้นไม้ริมทางมีใบหนาให้ร่มเงาร่มรื่น พระกาฬุทายีเถระพิจารณาว่าได้เวลาสมควรแล้ว จึงกราบทูลพระศาสดาขอให้พระองค์เสด็จนิวัติกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพุทธบิดาและพระประยูรญาติ
พระศาสดาทรงรับนิมนต์พระกาฬุทายีเถระ นำเสด็จพระสาวก ๒๐,๐๐๐ รูป เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ ระยะทาง ๖๐ โยชน์ โดยเสด็จไปวันละโยชน์ ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น ๒ เดือน ระหว่างนั้น พระกาฬุทายีเถระได้เหาะไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ แจ้งข่าวการเสด็จให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ
    พระเจ้าสุทโธทนะทรงดีพระทัยมาก นิมนต์ให้พระกาฬุทายีเถระเหาะมารับภัตตาหารในพระราชนิเวศน์ทุกวัน และได้ถวายบิณฑบาตฝากไปถวายพระศาสดาด้วย ซึ่งพระเถระก็ได้โยนบาตรให้ลอยไปในอากาศ ไปวางต่อพระพักตร์พระศาสดา และบันดาลให้มหาชนมองเห็นเป็นอัศจรรย์ มหาชนจึงเกิดความศรัทธาเฝ้ารอคอยวันที่พระศาสดาจะเสด็จมาถึง
    พระกาฬุทายีเถระมารับบิณฑบาตทุกวัน และแจ้งข่าวให้ราชสกุลทราบว่า บัดนี้พระศาสดาเสด็จมาถึงไหนแล้ว แต่ปิดบังไว้ไม่ให้ราชสกุลเห็นพระศาสดาเสด็จมาเหมือนประชาชนทั่วไป แม้อย่างนั้นพระเถระก็ได้สร้างความเลื่อมใสแก่หมู่พระประยูรญาติโดยทั่วหน้ากัน ภายหลังพระศาสดาจึงทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุผู้ยังสกุลให้เลื่อมใส
 
ฝนโบกขรพรรษ
    พระเจ้าสุทโธทนะรับสั่งให้จัดเตรียมปราสาทของเจ้านิโครธศากยะ ประดับประดาด้วยของหอมและดอกไม้ ใช้เป็นอารามรับเสด็จพระศาสดา เมื่อพระศาสดาเสด็จมาใกล้ จึงรับสั่งให้แต่งขบวนกุมารและกุมารี ขบวนหนุ่มและสาว และขบวนราชสกุล ให้ไปรับเสด็จพระศาสดามาสู่นิโครธาราม
    เมื่อพระศาสดาประทับนั่งลงบนพุทธอาสน์แล้ว พวกราชสกุลศากยะผู้มีอายุยังมีขัตติยะมานะถือดีว่าตนมีอาวุโสกว่า เป็นพระญาติผู้ใหญ่ เจ้าชายสิทธัตถะเป็นเด็ก จึงไม่อยากถวายบังคม พากันหลบไปนั่งด้านหลัง ให้พระโอรสพระธิดาไปถวายบังคมพระศาสดาอยู่แถวหน้า
    พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของเจ้าศากยะเหล่านั้นแล้ว ดำริจะคลายมานะพระประยูรญาติ จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปในอากาศ ทำประหนึ่งโปรยละอองธุลีพระบาทลงบนพระเศียรของเจ้าศากยะเหล่านั้น
    พระเจ้าสุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์อัศจรรย์ดังนั้น จึงยืนขึ้นตรัสว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในวันที่พระองค์ประสูติใหม่ หม่อมฉันได้เห็นพระองค์แสดงปาฏิหาริย์ประดิษฐานพระบาทบนชฎาท่านกาฬเทวินดาบส หม่อมฉันก็ได้อภิวาทพระองค์มาแล้วครั้งหนึ่ง
    ต่อมาในวันแรกนาขวัญ หม่อมฉันเห็นร่มเงาไม้หว้าบังพระองค์อยู่ไม่เคลื่อนคล้อยตามพระอาทิตย์ หม่อมฉันก็ได้อภิวาทพระองค์แล้วเป็นครั้งที่สอง
แม้ครั้งนี้ หม่อมฉันได้เห็นปาฏิหาริย์ซึ่งไม่เคยเห็น หม่อมฉันจึงขออภิวาทพระองค์วันนี้เป็นครั้งที่สาม
    ตรัสแล้วพระเจ้าสุทโธทนะก็ถวายบังคมพระศาสดา เจ้าศากยะทั้งหลายเห็นบรมกษัตริย์น้อมพระกายถวายบังคมพระศาสดาโดยไม่ถือองค์จึงคลายมานะ น้อมกายถวายบังคมพระศาสดาโดยถ้วนหน้ากัน
    พระศาสดาเห็นพระญาติถวายบังคมแล้ว จึงเสด็จลงมาจากอากาศ ประทับนั่งบนพุทธอาสน์แสดงธรรม บัดนั้นฝนโบกขรพรรษสีแดงก็ตกลงมา ฝนมหัศจรรย์นี้ผู้ใดไม่ต้องการให้ถูกตัวน้ำก็จะไม่หยดมาถูกตัว ผู้ใดไม่ต้องการให้เปียกก็จะไม่เปียก เพราะน้ำนั้นจะกลิ้งไปไม่ติดกายดุจน้ำที่กลิ้งบนใบบัว
เหล่าเจ้าศากยะพระประยูรญาติเห็นอัศจรรย์ดังนั้น จึงสนทนากันว่า โอ! น่าอัศจรรย์จริงหนอ ฝนแบบนี้ไม่เคยมี
    พระศาสดาตรัสว่า ฝนโบกขรพรรษนี้ใช่จะตกลงท่ามกลางสมาคมแห่งพระญาติของเราในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในอดีตกาลก็เคยมีมาแล้ว
    ตรัสแล้วจึงทรงแสดงเวสสันดรชาดกให้เหล่าพระประยูรญาติฟังว่า ในชาติสุดท้ายที่ผ่านมาพระองค์ทรงเกิดเป็นพระเวสสันดร มีเหล่าพระญาติเกิดเป็นพระญาติเหมือนชาตินี้ ครั้งนั้นพระองค์ทรงบริจาคมหาทานมากมายจนถูกเนรเทศไปอยู่ป่าในเขาวงกต ภายหลังพระประยูรญาติจัดขบวนไปรับเสด็จกลับ การสมาคมของหมู่พระประยูรญาติในครั้งนั้นก็เกิดฝนโบกขรพรรษตกลงมาไม่ต่างจากครั้งนี้
    เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมจบลง พระเจ้าสุทโธทนะได้มีดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน จากนั้นบรรดาพระญาติต่างแยกย้ายกันกลับโดยไม่มีใครนิมนต์พระศาสดาเลย รวมทั้งพระเจ้าสุทโธทนะที่รับสั่งให้พนักงานตกแต่งภัตและสถานที่ไว้สำหรับภิกษุสองหมื่น แต่พระองค์ก็ไม่ได้นิมนต์พระศาสดา ดำริว่าพระศาสดาทรงคุ้นเคยกับราชสกุล พระองค์คงพาภิกษุมาเอง
    วันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในนคร พระองค์เสด็จดำเนินไปรับบิณฑบาตจากมหาชนในตรอกซอกซอยตามลำดับโดยไม่ถือพระองค์ แต่พระเจ้าสุทโธทนะทรงรู้สึกว่าการเที่ยวขอข้าวเขานั้นเสื่อมเสียพระเกียรติราชสกุล พระองค์จึงรีบเสด็จไปห้ามที่ระหว่างทาง กราบทูลว่าเหตุใดท่านจึงได้เที่ยวขอภิกษาหารจากชาวบ้านให้เสื่อมเสียศากยวงศ์ของเราเช่นนี้
    พระศาสดาตรัสว่าพระองค์ไม่ได้เป็นศากยวงศ์อีกแล้ว แต่เป็นพุทธวงศ์ การบิณฑบาตเป็นประเพณีของพุทธวงศ์ เป็นวิธีประพฤติธรรม เพราะเป็นการฝึกตนให้รู้จักละการแสวงหาสิ่งไม่ควร ละการติดโภชนะประณีต ชินกับการอยู่ด้วยความไม่ประมาท ผู้ใดไม่ประมาท ผู้ใดประพฤติธรรมดีแล้ว ย่อมประสบสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า
    พระเจ้าสุทโธทนะสดับธรรมนั้นแล้วทรงสละละวางได้ยิ่งขึ้นไปอีก ทรงสำเร็จเป็นพระสกิทาคามีในระหว่างถนนนั้นเอง
 
โปรดพระประยูรญาติ
    วันที่สาม พระศาสดาเสด็จไปรับภัตในราชนิเวศน์ ทรงแสดงธรรมเดียวกับวันก่อนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าสุทโธทนะสำเร็จเป็นพระอนาคามีพร้อมกับพระนางปชาบดีโคตมีสำเร็จเป็นพระโสดาบัน แล้วพระศาสดาก็เสด็จไปโปรดพระนางพิมพาถึงตำหนัก เพราะพระนางพิมพาน้อยพระทัยไม่ยอมออกมาเฝ้าพระศาสดา พระเจ้าสุทโธทนะทูลว่าพระนางพิมพาเป็นปชาบดีที่ควรสรรเสริญ เพราะเธอคอยสดับข่าวคราวพระสวามีอยู่เสมอ คราวใดเธอสดับว่าพระสวามีครองผ้าย้อมฝาดเธอก็ครองผ้าย้อมฝาดด้วย สดับว่าพระสวามีบรรทมบนพื้นเธอก็บรรทมบนพื้นด้วย สดับว่าพระสวามีอดพระกระยาหารเธอก็อดพระกระยาหารด้วย ไม่ว่าจะสดับว่าพระสวามีเป็นอย่างไร พระนางพิมพาก็ปฏิบัติตนเป็นอย่างนั้นทุกครั้งไป พระศาสดาตรัสว่า พระนางพิมพาใช่จะมีความรักน่าสรรเสริญเพียงชาตินี้ก็หาไม่ แม้ในอดีตชาติเธอก็เป็นเช่นนี้ แล้วพระศาสดาก็ทรงแสดงจันทกินรีชาดก อันเป็นอดีตชาติที่พระนางพิมพาเกิดเป็นนางกินรีผู้มีใจรักพระโพธิสัตว์อย่างมั่นคง จบธรรมเทศนาแล้วพระนางพิมพามีดวงตาเห็นธรรม  สำเร็จเป็นพระโสดาบัน
    วันที่สี่ พระศาสดาเสด็จไปในพิธีอาวาหมงคลของนันทกุมารกับนางชนบทกัลยาณีซึ่งเป็นโอรสและธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางปชาบดี แต่เมื่อเสด็จกลับพระศาสดาได้ทรงชักชวนให้นันทกุมารออกบวชด้วย
    วันที่เจ็ด พระนางพิมพาให้ราหุลราชโอรสตามเสด็จไปทูลขอราชสมบัติ พระศาสดาทรงมอบอริยสมบัติให้ โดยให้พระสารีบุตรบวชพระราหุลเป็นสามเณรองค์แรกในพุทธศาสนา
    บัดนี้ศรัทธาใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้วในกรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติหลายองค์มีดวงตาเห็นธรรม และยังมีกุลบุตรจากศากยตระกูลอีกนับพันคนออกบวชเป็นภิกษุ พุทธศาสนาจึงได้ประดิษฐานลงที่นครกบิลพัสดุ์อย่างมั่นคงเป็นนครที่สอง
    พระศาสดาประทับอยู่ในนิโครธาราม ๒ สัปดาห์ จึงเสด็จกลับราชคฤห์ โดยจาริกไปทางแคว้นมัลละ ครั้งนั้นเจ้าชายจากศากยราชตระกูลได้ตัดสินใจออกบวชอีก ๖ องค์ ประกอบด้วย เจ้าชายภัททิยะ อนุรุทธ อานนท์ ภัคคุ กิมพิละ และเจ้าชายเทวทัต โดยมีนายอุบาลีช่างกัลบกติดตามไปบวชด้วย ทั้งหมดตามเสด็จไปเฝ้าพระศาสดาและได้บวชที่อนุปิยอัมพวันซึ่งอยู่ในแคว้นมัลละ
 
.....................................

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages