หมายเหตุก่อนอ่าน
๑. เรื่องยมกปาฏิหาริย์
ส่วนใหญ่จะรู้จักยมกปาฏิหาริย์ที่ทรงแสดงในพรรษาที่ ๖ แล้วเสด็จไปจำพรรษาบนดาวดึงส์
บางคนก็เข้าใจว่าในคราวไปโปรดพระประยูรญาติกับคราวเสด็จเวสาลีครั้งแรกเพื่อขจัดภัย
๓ อย่าง เป็นยมกปาฏิหาริย์ด้วย แต่จริงๆ ไม่ใช่
พระพุทธเจ้าทรงแสดงทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ทั้งหมด ๓ ครั้ง
แต่มนุษย์ได้เห็นเพียงครั้งเดียวคือครั้งที่ ๒ ที่กรุงสาวัตถีก่อนจะเสด็จไปดาวดึงส์
ส่วนครั้งที่ ๑ กับครั้งที่ ๓ มีแต่พวกเทวดาที่ได้เห็น
ครั้งที่ ๑ ทรงแสดงต้นสัปดาห์ที่ ๒
หลังตรัสรู้
ครั้งที่ ๓ ทรงแสดงใน พ.ศ. ๕๐๐๐
ในวันที่เรียกว่า ธาตุอันตรธาน (ซึ่งวันนั้นยังมาไม่ถึง)
ใครอยากดูยมกปาฏิหริย์ครั้งที่ ๓
ต้องทำบุญมากๆ แล้วไปเกิดเป็นเทวดา
เพราะเทวดาเท่านั้นที่จะได้ดูปาฏิหาริย์ครั้งสุดท้ายนี้
๒. อุบาสกคู่แรก
ตปุสสะกับภัลลิกะผู้เป็น เทววาจิกอุบาสก
คืออุบาสกคู่แรก บางอาจารย์วินิจฉัยว่าเป็นชาวพม่า
๓. พระพรหมอาราธนา
บางอาจารย์วินิจฉัยว่าเป็นเรื่องที่เสริมเข้าไปในภายหลัง
เนื่องจากต้องการสื่อว่าแม้แต่พระพรหมผู้เป็นพระเจ้าของพวกพราหมณ์ก็ยังมานอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า
เป็นวิธีจูงใจให้พราหมณ์หันมานับถือพุทธศาสนา
แต่บางอาจารย์วินิจฉัยว่าเป็นเรื่องดั้งเดิม
ไม่ได้แต่งเติมภายหลัง
แต่เป็นกุศโลบายที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะทรงรั้งรอไม่เผยแผ่พระศาสนา เพราะทุกยุคทุกสมัยในขณะที่พระพุทธเจ้าอุบัติ
ศาสนาพราหมณ์มักจะแพร่หลายมากที่สุด
จึงต้องให้พระพรหมมาอาราธนาเพื่อให้พวกพราหมณ์เปลี่ยนศาสนากันง่ายขึ้น
๔. บัว ๔ เหล่า
ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าตรัสถึงบัวแค่ ๔
เหล่า แต่ทรงแบ่งสัตว์เป็น ๔ เหล่า อรรถกถาจารย์จึงเพิ่มบัวเป็น ๔
เหล่าให้สอดคล้องกัน
๔. ปาฏิหาริย์เคลื่อนพระธรรมจักร
เสวยวิมุติสุข
หลังจากตรัสรู้แล้ว
พระพุทธองค์ก็ทรงเสวยวิมุติสุขอยู่ ๗ สัปดาห์ คือ
สัปดาห์ที่
๑
พระพุทธองค์ยังคงประทับนั่งขัดสมาธิเข้าฌานสมาบัติอยู่ใต้ร่มโพธิพฤกษ์
เสวยวิมุตติสุขตลอด ๗ วัน
สัปดาห์ที่ ๒
เทวดาบางองค์เห็นพระพุทธองค์ยังประทับนั่งอยู่
เกิดแคลงใจว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นั้นหมดสิ้นหรือยัง
พระพุทธองค์จึงทรงคลายความแคลงใจให้เทวดาเหล่านั้นโดยเสด็จขึ้นไปในนภากาศ
ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์เป็นครั้งแรก แล้วเสด็จไปประทับยืนอยู่บนภาคพื้นในทิศอีสาน
ทอดพระเนตรดูโพธิบัลลังก์ที่ประทับนั่งจนตรัสรู้ โดยไม่กระพริบตาเลยตลอด ๗
วัน
จุดที่พระพุทธองค์ประทับยืนอยู่นี้ เรียกว่า
อนิมิสเจดีย์ สัปดาห์ที่
๓
ลำดับถัดมา พระพุทธองค์ได้เสด็จเดินจงกรมระหว่าง
โพธิบัลลังก์ กับ อนิมิสเจดีย์ ทางเสด็จเดินจงกรมนี้เรียกว่า
รัตนจงกรมเจดีย์ สัปดาห์ที่
๔
สัปดาห์ถัดมา เทวดาได้เนรมิตเรือนแก้วถวายทางทิศตะวันตก
พระพุทธองค์จึงเสด็จเข้าไปประทับนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้ว ทรงพิจารณาอภิธรรมปิฎก คือ
สมันตปัฏฐาน เรือนแก้วนี้เรียกว่า รัตนฆรเจดีย์ สัปดาห์ที่ ๕
พระพุทธองค์เสด็จออกจากเรือนแก้วไปประทับนั่งใต้ต้นนิโครธที่คนเลี้ยงแพะชอบมานั่งพัก
จึงเรียกว่าต้น อชปาลนิโครธ
ฝ่ายพระยามารที่ยังเฝ้าดูอยู่รู้สึกเสียใจที่พระองค์พ้นบ่วงมารไปแล้ว
ไม่มีช่องทางใดเลยที่จะทำลายพระพุทธองค์ได้อีก จึงนั่งอยู่ริมทางใหญ่ คิดถึงเหตุ ๑๖
ประการที่ตนพ่ายแพ้พระพุทธองค์ด้วยความเสียใจ
พระยามารเสียใจว่า
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญทานบารมี เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่
๑ ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญศีลบารมี
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๒
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญเนกขัมมะบารมี
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๓
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญปัญญาบารมี
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๔
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญวิริยะบารมี
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๕
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญขันติบารมี
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๖
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญสัจจะบารมี
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๗
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญอธิษฐานบารมี
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๘
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญเมตตาบารมี
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๙
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่ได้บำเพ็ญอุเบกขาบารมี
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๑๐
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่มีอาสยานุสยญาณ
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๑๑
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่มีอินทริยปโรปริยญาณ
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๑๒
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่มีมหากรุณาสมาปัตติญาณ
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๑๓
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่มียมกปาฏิหาริยญาณ
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๑๔
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่มีอนาวรณญาณ
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๑๕
ลงบนแผ่นดิน
เพราะเราไม่มีสัพพัญญุตญาณ
เราจึงพ่ายแพ้สิทธัตถะ
แล้วพระยามารก็ขีดเส้นที่ ๑๖ ลงบนแผ่นดิน
ขณะนั้น ธิดาพระยามาร ๓ นาง คือ
นางตัณหา นางอรดี และนางราคา เห็นบิดานั่งโทมนัสอยู่
จึงอาสาจะนำตัวพระพุทธองค์มาให้ได้ พวกนางใช้มายาหญิงจำแลงกายเป็นหญิงงาม ๓
วัยที่บุรุษหลงใหล คือ หญิงปฐมวัย หญิงมัชฌิมวัย และหญิงปัจฉิมวัย
เข้าไปยั่วยวนพระพุทธองค์ด้วยเสน่ห์ราคะ แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงสนพระทัย
ตรัสว่า
“พวกเธอจงหลีกไป
เสน่ห์และราคะหญิงนี้จะมีผลแก่คนผู้ยังไม่ปราศจากราคะเท่านั้น แต่ตถาคตละราคะ โลภะ
โทสะ โมหะ ได้แล้ว ตถาคตชนะแล้ว
พระพุทธเจ้าองค์ใดเมื่อชนะแล้วจะไม่กลับแพ้อีก”
ธิดามารทำลายพระพุทธเจ้าไม่ได้จึงกลับไปหาพระยามาร
พระยามารจึงเข้าไปกราบทูลพระพุทธองค์ขอเชิญเสด็จปรินิพพาน
แต่พระพุทธองค์ตรัสบอกมารว่าตราบใดที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา
ยังไม่ได้รับการแนะนำ และสืบทอดพระธรรมต่อไปได้อย่างมั่นคง
พระองค์ก็จะยังไม่ปรินิพพาน
สัปดาห์ที่ ๖
พระพุทธองค์เสด็จจากต้น อชปาลนิโครธ
ไปประทับเสวยวิมุตติสุขภายใต้มุจลินท์ต้นจิก ครั้งนั้น ฝนส่งท้ายฤดูร้อนก็ตกพรำตลอด
๗ วัน พระยามุจลินทนาคราชมีความศรัทธา
จึงมาเนรมิตตนให้ใหญ่วงเป็นขนดล้อมพระพุทธองค์ไว้ ๗ รอบ
และแผ่พังพานไว้เบื้องบนป้องกันละอองฝนไว้ให้
สัปดาห์ที่ ๗
พระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขอีก ๗ วัน ใต้ต้นราชายตนะหรือต้นเกดทางทิศใต้
เมื่อทรงออกจากฌานสมาบัติแล้ว ท้าวสักกะเทวราช ได้นำผลสมอ ไม้สีทนต์นาคลดา
และน้ำบ้วนพระโอษฐ์จากสระอโนดาต มาถวาย
อธิษฐานประสานบาตร

หลังจากเสวยวิมุตติสุขครบ ๔๙ วันแล้ว มีพ่อค้า ๒ คน ชื่อ
ตปุสสะ และภัลลิกะ จากอุกกุลาชนบท พาขบวนเกวียน ๕๐๐ เดินทางผ่านมา
พวกเขามีศรัทธาจึงหยุดขบวนเกวียน นำอาหาร คือ
ข้าวสัตตุก้อนและข้าวสัตตุผงมาถวาย
ขณะนั้น
พระพุทธองค์ไม่มีบาตรรับภัตตาหาร ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ต่างองค์จึงต่างนำบาตรศิลามาถวาย
พระพุทธองค์ทรงรับบาตรทั้งสี่มาซ้อนกันแล้วอธิษฐานประสานบาตรทั้งสี่ให้เป็นบาตรเดียว
เมื่อถวายภัตตาหารเสร็จแล้ว
พ่อค้าทั้งสองก็ประกาศตนเป็นอุบาสกคู่แรกที่เข้าถึงพระพุทธและพระธรรมและทูลขอสิ่งควรระลึกถึง
ซึ่งพระพุทธองค์ได้ลูบพระเศียรมอบเส้นพระเกศาที่ติดพระหัตถ์ออกมาให้พ่อค้าทั้งสองนำกลับไปบูชา
พระพรหมอาราธนา
พระพุทธองค์ทรงพิจารณาทบทวนพระสัทธรรมที่พระองค์ตรัสรู้
ปริวิตกว่าธรรมที่ตรัสรู้นั้นลึกซึ้งยิ่งนักยากจะหาสัตว์เข้าใจได้
พระองค์จึงน้อมพระทัยไปว่าจะไม่แสดงธรรม
ท้าวสหัมบดีพรหมทรงทราบปริวิตกของพระพุทธองค์
จึงลงมาจากพรหมโลกกราบทูลว่าสัตว์โลกผู้มีปัญญานั้นมีอยู่
ขออาราธนาให้พระองค์เทศนาสั่งสอนสรรพสัตว์ด้วยเถิด
พระพุทธองค์จึงทรงพิจารณาสรรพสัตว์อีกครั้ง ดำริว่าคนบางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า คือ
มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา สามารถบรรลุธรรมได้นั้นมีอยู่
แต่คนบางพวกก็เขลาเบาปัญญาหนักหนาด้วยกิเลสไม่อาจสั่งสอนได้ ทรงจำแนกสัตว์เป็น ๔
เหล่า คือ
๑. อุคฆติตัญญู
คือ สัตว์ผู้มีปัญญามาก
เข้าใจได้รวดเร็วเฉียบพลันเพียงแค่ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดง เหมือนดอกบัวพ้นน้ำ
เพียงได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ก็จะบานในวันนี้
๒.
วิปจิตัญญู
คือ สัตว์ผู้มีปัญญาปานกลาง
เข้าใจได้ต่อเมื่อขยายความให้ละเอียด เหมือนดอกบัวเสมอน้ำ
พร้อมจะบานในวันพรุ่งนี้
๓. เนยยะ
คือ สัตว์ผู้มีปัญญาน้อย เข้าใจได้เมื่อขยายความให้ละเอียด
และสั่งสอนซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนบัวใต้น้ำที่จะโผล่พ้นน้ำและเบ่งบานในวันต่อๆ
ไป
๔. ปทปรมะ
คือ
สัตว์ผู้ไม่มีปัญญา ฟังถ้อยพระธรรมแล้วจำตัวบทได้ แต่ไม่มีความเข้าใจ
เหมือนบัวอยู่ใต้โคลนตมเป็นได้เพียงภักษาของเต่าและปลา
เมื่อพิจารณาสรรพสัตว์แล้วทรงเห็นว่าสัตว์ที่สั่งสอนได้มีอยู่
พระพุทธองค์จึงรับอาราธนาท้าวสหัมบดีพรหมเพื่อแสดงธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ผู้สั่งสอนได้ต่อไป
Mr.Panpasin Suwanchawee
SIAM TAPCO COMPANY LIMITED
94/59
Moo 9, Bangkruai-Sainoi Rd., Banglen, Bangyai, Nonthaburi, 11140
THAILAND
089-9920404, 086-6076298, 085-1001750