ปาฏิหาริย์พระศาสดาตอนนี้
เป็นตอนที่ทรงทำลายทิฏฐิของหญิงงามที่หลงรูปตนเอง ๒ คน
ด้วยการเนรมิตรูปหญิงที่งามมากกว่า
คนแรก คือ พระนางเขมาเทวี
เป็นเทวีของพระเจ้าพิมพิสาร น่าจะเป็นพระเทวีองค์แรกๆ และต้องเป็นหญิงงามมากจริงๆ
เพราะมาจากตระกูลในนครมัทราชซึ่งเลื่องชื่อว่าเป็นนครของหญิงงาม
และพระเจ้าพิมพิสารในวัยหนุ่มนั้นได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์นักรัก
ได้ยินว่ามีหญิงงามที่ไหนต้องด้นดั้นไปหาจนได้
ที่ไปไกลมากที่สุดคือไปหาหญิงโสเภณีนครแห่งกรุงอุชเชนีจนมีลูกชายด้วยกันชื่อเจ้าชายอภัย
หลังจากพระนางเขมาบวชแล้วภายหลังพระเจ้าพิมพิสารจึงมีมเหสีองค์ใหม่ชื่อว่า
เจ้าหญิงเวเทหิ พระขนิษฐาของพระเจ้าปเสนทิโกศล
และเจ้าหญิงองค์นี้เองที่เป็นพระมารดาของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ต่อมาได้เป็นผู้ทำปิตุฆาต
พระนางเขมานั้นเป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้ามานับชาติไม่ถ้วน ที่สำคัญคือ
เป็นพระธิดากัณหา (ธิดาของพระเวสสันดร) เป็นนางมณีเมขลา (ที่ช่วยชีวิตพระมหาชนก)
และเป็นอดีตมารดาพระโพธิสัตว์ในชาติก่อนที่จะเกิดเป็นพระเตมีย์
(เมื่อพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระเตมีย์
อดีตพระมารดาได้มาเกิดเป็นเทพธิดารักษาเศวตฉัตร)
ส่วนคนที่สอง
เป็นขนิษฐาต่างมารดาของพระพุทธเจ้าเอง ชื่อว่าเจ้าหญิงนันทา
ซึ่งบางทีก็เรียกว่ารูปนันทา บางทีก็เรียกว่าชนบทกัลยาณี
และในบางแห่งเรียกว่าพระธิดาศากิยานี
ปาฏิหาริย์ทั้งสองเหตุการณ์นี้
พระศาสดาทรงแสดงให้พระนางเขมากับเจ้าหญิงรูปนันทาเห็นเท่านั้น
คนอื่นไม่มีใครได้เห็นเลย
ปาฏิหาริย์รูปเนรมิต
พระนางเขมา
พระนางเขมาเป็นพระเทวีองค์หนึ่งของพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธ
พระนางมีสิริโฉมงดงามมาก พระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดั่งทองคำ
พระนางจึงเฝ้าบำรุงดูแลรูปและผิวพรรณให้งดงามอยู่เสมอ
ไม่อยากได้ยินใครพูดว่ารูปของพระนางไม่งาม
ด้วยเหตุนี้
แม้ว่าพระเจ้าพิมพิสารจะทรงเป็นเอกองค์อุปัฏฐากพระศาสนา
และเสด็จไปเฝ้าพระศาสดาที่เวฬุวันวิหารบ่อยๆ แต่พระนางเขมาเทวีกลับไม่เคยเสด็จไปเลย
ด้วยได้ยินว่าพระศาสดามักจะตรัสติโทษของรูปงาม
พระเจ้าพิมพิสารประสงค์จะให้พระเทวีมีความศรัทธาในพระศาสนา
จึงให้นักกวีแต่งลำนำเพลงพรรณนาพระอารามเวฬุวันว่างดงามดังเมืองสวรรค์
ใครมาถึงราชคฤห์แล้วไม่ได้เข้าชมพระอาราม
ก็เหมือนไปถึงดาวดึงส์สวรรค์แล้วไม่ได้เข้าชมอุทยานนันทวันฉันนั้น
แล้วรับสั่งให้พวกนักฟ้อนขับลำนำเพลงเหล่านั้น
พระนางเขมาเทวีสดับลำนำเพลงแล้วนึกอยากจะไปชม
ตรัสถามนางฟ้อนว่าพวกเจ้าหมายถึงอุทยานแห่งไหนหรือ พวกนางฟ้อนกราบทูลว่า
หมายถึงอุทยานเวฬุวันที่บัดนี้คือพระอารามเวฬุวันที่ประทับของพระศาสดา
พระนางเขมาจึงกราบทูลพระเจ้าพิมพิสารขอเสด็จไปชมเวฬุวันวิหาร
แต่ในพระทัยยังกริ่งเกรงเรื่องพระศาสดาตรัสติโทษความงามอยู่
พระนางเขมาจึงเสด็จไปเวลาที่พระศาสดาเสด็จออกไปบิณฑบาตในนคร
รูปเนรมิตหญิงงาม
พระนางเขมาเทวีชมพระอารามเวฬุวันด้วยความเพลิดเพลิน
เพราะในพระอารามตกแต่งไว้อย่างสวยงาม มีสวนไม้ใบ มีดอกไม้กำลังแย้มบาน
มีเสียงนกดุเหว่าร้องขับขาน และมีเหล่านกยูงฟ้อนรำ
ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยมณฑป กุฎี และทางเดินจงกรม
มีภิกษุประกอบสมณกิจเจริญฌานอยู่ในป่าที่เงียบสงบน่ารื่นรมย์
พระเทวีเพลินชมอารามอยู่นานจนผ่านไปถึงพระคันธกุฎีของพระบรมศาสดา
พระนางสำคัญว่าพระพุทธองค์ไม่อยู่จึงเสด็จเข้าไปดู
ขณะนั้น
พระศาสดาประทับรออยู่ในพระคันธกุฎี
ทรงเนรมิตรูปหญิงงามนางหนึ่งยืนถวายงานพัดอยู่
พระนางเขมาเทวีมองดูหญิงสาวด้วยความตะลึง
หญิงสาวผู้นั้นมีความงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มีรัศมีเปล่งปลั่งดังทองคำ
มีดวงตางามดังดอกบัว ริมฝีปากแดงดังผลมะพลับสุก วงหน้าสวย นัยน์ตาแช่มชื่น
มีลำแขนเหมือนทองคำ ถันทั้งคู่เต่งตั่งดังดอกบัวตูม เอวกลมกลึง สะโพกผึ่งผาย
ลำขาก็งดงาม ประดับอาภรณ์สวยงามมองดูไม่รู้เบื่อ
ขณะที่พระนางเขมาเทวีหลงตะลึงมองอยู่นั้น
พระศาสดาก็บันดาลให้หญิงเนรมิตผู้นั้นค่อยๆ เปลี่ยนวัยเป็นหญิงชรา ผิวพรรณย่น
หน้าเหี่ยว ฟันหัก ผมหงอก น้ำลายไหล นัยน์ตาขาว ใบหูแข็งกระด้าง
นมเหี่ยวยานไม่น่าดู เนื้อตัวมีตกกระไปทั่วร่าง หลังงองุ้ม ร่างกายผอมซีด
ตัวสั่นงันงกเพราะความชรา
พระนางเขมาเทวีเกิดความสลดสังเวชกับรูปงามที่เปลี่ยนไป ขนลุกชูชัน
เริ่มนึกรังเกียจรูปว่าไม่สะอาด ไม่น่ายินดีเลย
พระนางเขมาฟังธรรม
พระศาสดาทรงทราบวาระจิตว่าพระนางเขมาเทวีเกิดความสังเวชแล้ว
จึงตรัสว่า
ดูกร
เขมา
เธอจงดูรูปอันหาสาระมิได้
เธอจงดูร่างกายอันอาดูร ไม่สะอาด โสโครก ไหลเข้า ถ่ายออก
ที่พวกพาลชนยินดีปรารถนา
รูปหญิงนี้เป็นฉันใดรูปของเธอก็จะเป็นฉันนั้น
เธอจงคลายความพอใจในกายทั้งภายในภายนอกเสียเถิด
แล้วพระศาสดาก็ทรงแสดง ปฏิจจสมุปบาท ธรรมด้วยเรื่องการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์
จบธรรมเทศนาแล้วพระนางเขมาเทวีมีดวงตาเห็นธรรม
สำเร็จเป็นพระโสดาบัน
พระศาสดาทรงเทศนาต่อไปว่า
เขมา
สัตว์ทั้งหลายเยิ้มอยู่ด้วยราคะ ร้อนอยู่ด้วยโทสะ งงงวยอยู่ด้วยโมหะ
จึงไม่อาจก้าวล่วงกระแสตัณหาของตนไปได้
ต้องข้องอยู่ในกระแสตัณหานั้นนั่นเอง
ส่วนบัณฑิตทั้งหลายตัดกระแสตัณหาเครื่องผูกนั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้หมดห่วงใย
ละเว้นทุกข์ทั้งปวงลงได้
จบคำเทศนา
พระนางเขมาเทวีก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์
สมัยนั้นพระศาสดาทรงประทานอนุญาตให้มีการบวชภิกษุณีได้แล้ว
เมื่อพระเจ้าพิมพิสารเสด็จตามพระเทวีมา พระศาสดาตรัสถามว่า
“พระนางเขมาจบกิจแล้ว มหาบพิตรจะให้บวชหรือให้ปรินิพพาน”
พระเจ้าพิมพิสารจึงประทานอนุญาตให้พระเทวีออกบวชเป็น พระเขมาเถรี
ต่อมาพระศาสดาทรงสถาปนาให้เป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา
คู่กับพระอุบลวรรณาเถรีซึ่งเป็นอัครสาวิกาฝ่ายซ้าย และยกย่องให้เป็นเอตทัคคะ
เป็นยอดของภิกษุณีผู้มีปัญญาเลิศ
[ หมายเหตุ – ในเขมาเถริยาปทานกล่าวต่างออกไปว่า
พระนางเขมาเทวีบรรลุโสดาบันเมื่อได้ฟังธรรมครั้งแรก
แต่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ภายหลังจากออกบวชแล้ว ๗ เดือน
]
ราชธิดารูปนันทา
พระธิดารูปนันทา เป็นราชธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางโคตมี
เป็นขนิษฐาของนันทกุมาร เธอเป็นพระธิดาที่มีรูปโฉมงดงามมากในสักกะชนบท
จึงมีอีกนามหนึ่งว่า ชนบทกัลยาณี
เมื่อเจริญวัยขึ้น
พระญาติวงศ์ได้จัดให้นางเข้าพิธีวิวาหมงคลกับนันทกุมารผู้เป็นเชษฐาเพื่อรักษาความบริสุทธิ์แห่งเชื้อพระวงศ์
ในพิธีวิวาหมงคล ครั้งนั้น พระศาสดาเสด็จมารับภัตตาหาร ทรงฝากบาตรไว้กับนันทกุมาร
ตรัสอวยพรแล้วเสด็จกลับโดยไม่รับบาตรคืน นันทกุมารจึงต้องถือบาตรตามไปส่ง
พระธิดารูปนันทารู้ว่าพระศาสดาคงพรากนันทกุมารไปบวชเป็นแน่จึงทรงกันแสง
พร่ำบอกให้นันทกุมารเสด็จกลับมาโดยเร็ว
แต่เมื่อนันทกุมารออกบวชแล้วได้ตามเสด็จพระศาสดาไปนครสาวัตถี
และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ที่นครสาวัตถีนั้นเอง
ท่านจึงไม่มีกิจต้องลาสมณเพศกลับไปหาพระธิดารูปนันทาอีก
๓
ปีต่อมา หลังจากพระเจ้าสุทโธทนะสำเร็จเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานแล้ว
เจ้าชายมหานามะได้รับการอภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์
พระนางประชาบดีโคตมีออกบวชเป็นภิกษุณี และพระนางพิมพาก็ออกบวชด้วย
พระธิดารูปนันทาดำริว่าเจ้าพี่นันทกุมารก็ออกบวช พระมารดาโคตมีก็ออกบวช
พระน้านางพิมพาก็ออกบวช เหล่าพระญาติวงศ์จำนวนมากก็ออกบวช
ประโยชน์อะไรที่เราจะครองเรือนเงียบเหงาอยู่ลำพัง
ดำริแล้วจึงเสด็จไปออกบวชในสำนักภิกษุณี
เพราะต้องการอยู่ใกล้หมู่พระประยูรญาติ
ปาฏิหาริย์รูปหญิงงาม
เมื่อบวชแล้ว
พระนางรูปนันทาภิกษุณีไม่ยอมไปเฝ้าพระศาสดาเพราะได้ยินมาว่าพระศาสดาทรงตำหนิรูป
เกรงว่าพระศาสดาจะทรงตำหนิรูปที่น่าดูน่าเลื่อมใสของพระนาง
แต่เมื่อได้ยินภิกษุณีและชาวนครกล่าวสรรเสริญคุณของพระศาสดาบ่อยๆ
พระนางก็อยากจะไปฟังธรรมบ้าง ในวันที่ ๗ หลังจากออกบวช
พระนางรูปนันทาภิกษุณีจึงแอบไปฟังธรรมโดยปะปนไปกับภิกษุณีอื่นๆ
ไม่ต้องการให้พระศาสดาทอดพระเนตรเห็น
พระศาสดาทรงทราบโดยพระญาณว่าพระน้องนางภิกษุณีมาฟังธรรม
จึงเนรมิตหญิงสวยพริ้งคนหนึ่งอายุราว ๑๖ ปี นุ่งผ้าแดง ประดับอาภรณ์สวยงาม
ยืนถวายงานพัดอยู่ใกล้กับพระองค์
หญิงเนรมิตนี้พระศาสดาทรงแสดงให้พระนางรูปนันทาภิกษุณีมองเห็นเพียงผู้เดียวเท่านั้น
พระนางรูปนันทาภิกษุณีนั่งแอบอยู่หลังภิกษุณีอื่น
แลตะลึงดูรูปหญิงงามที่ถวายงานพัดอยู่ เนตรก็งาม สรีระงาม ผมงาม หน้าผากงาม
นางช่างงดงามอะไรปานนั้น
แม้ตัวพระนางเองที่ได้ชื่อว่าชนบทกัลยาณีก็ยังมีความงามด้อยกว่านางผู้นี้มากนัก
ดูแล้วจึงหลงเพลินปล่อยจิตให้จดจ่ออยู่กับรูปหญิงเนรมิต
คลายความกังวลว่าพระศาสดาจะตำหนิรูปงาม
พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของภิกษุณี จึงเนรมิตให้หญิงงามมีอายุมากขึ้นเป็น ๒๐ ปี
พระนางรูปนันทาภิกษุณีเพ่งดูก็เห็นหญิงงามนั้นมีความงามลดลงหน่อยหนึ่ง
เมื่อเพ่งดูต่อไปก็เห็นหญิงงามนั้นเปลี่ยนวัยเป็นหญิงมีบุตรแล้ว หญิงกลางคน หญิงแก่
และหญิงแก่หง่อม ฟันหัก ผมหงอก หลังโกง มีซี่โครงขึ้น ตัวสั่นงันงกเพราะความชรา
พระนางรูปนันทาภิกษุณีจึงเกิดความรู้สึกสังเวชในความไม่แน่นอนของรูปสังขารไปตามลำดับ
พระศาสดาทรงแสดงรูปหญิงนั้นต่อไปให้ล้มตายลงไปต่อหน้า กลายเป็นศพขึ้นพองอืด
มีน้ำเหลืองและหนองไหล มีหนอนชอนไช มีฝูงการุมจิกกิน
พระนางรูปนันทาสำเร็จอรหันต์
พระศาสดาทรงแสดงธรรมเพื่อภิกษุณีรูปนันทาโดยเฉพาะ ตรัสว่า
นันทา
เธอจงดูกายอันอาดูร ไม่สะอาด เปื่อยเน่า ไหลออกอยู่ข้างบน ไหลออกอยู่ข้างล่าง
ที่พาลชนปรารถนากันนัก
สรีระของหญิงนั่นฉันใด สรีระของเธอก็ฉันนั้น
เธอจงคลายความพอใจเสีย เพื่อเป็นบุคคลผู้สงบไม่กลับมาสู่โลกอีก
พระนางรูปนันทาส่งญาณไปตามกระแสเทศนา พร้อมกับพิจารณาซากศพที่อยู่ตรงหน้า
เกิดความเบื่อหน่ายในรูปอย่างสิ้นเชิง มีปัญญารู้เท่าทันว่ารูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา ในที่สุดก็มีดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน
พระศาสดาทรงแสดงวิปัสสนาต่อไปว่า
นันทา
อย่าเข้าใจว่าสาระในสรีระนี้มีอยู่
สาระในสรีระนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่มี
กายนี้มีเนื้อและเลือดฉาบทาไว้ เป็นนครแห่งกองกระดูก
เป็นที่ตั้งแห่งชรา มรณะ ความถือดี และความฉิบหาย นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีอะไรๆ
เลย
ในกาลจบเทศนานั้น พระนางรูปนันทาภิกษุณีก็ได้บรรลุพระอรหัตผล
ที่มา :
เขมาเถริยาปทาน
อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอตทัคคบาลี
ประวัติพระเขมาเถรี
อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท
ตัณหาวรรค เรื่องพระนางเขมา
มหานิทานสูตร
อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอตทัคคบาลี
ประวัติพระนันทาเถรี
อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ชราวรรค
เรื่องพระนางรูปนันทาเถรี