สมเด็จองค์ปฐมทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้
๑. สำหรับที่พวกเจ้าสงสัยว่า หลวง พ่อปราโภ และหลวงพ่อคามวาสี คือ พระพุทธเจ้าองค์ใดนั้น ตถาคตจักบอกให้ แต่ความนี้ไม่ใช่ธรรมสาธารณะ เอาแค่รู้ไว้เฉพาะพวกเจ้า ๒ คนเท่านั้นเป็นพอ ( ข้อนี้อย่าพึ่งวิจารณ์ ดู ธัมมวิจัย 3 ก่อน )
๒. องค์สมเด็จพระพุทธวิปัสสี คือ หลวง พ่อปราโภองค์สมเด็จพระพุทธโกนาคม คือ หลวงพ่อคามวาสี
๓. ที่ไม่ต้องการให้รู้เป็นสาธารณะ เพราะต้องการให้ชื่อของหลวง พ่อปราโภ และหลวงพ่อคามวาสีอยู่ติดปากสาธารณะชน สืบไปเบื้องหน้านั้นจักมีประโยชน์กว่า
๔. อนึ่ง การระบุชื่อพระพุทธเจ้าโดยตรง หากมีใครมาตำหนิพระพุทธรูปที่เจ้าปั้นแทนองค์ท่านนั้น จักมีโทษเท่ากับปรามาสพระรัตนตรัยเลยเชียวนะเพราะกล่าวถึงชื่อท่านโดยตรง อย่างติเตียนแค่หลวง พ่อปราโภ และหลวงพ่อคามวาสี อย่างนี้มีโทษเหมือนกัน แต่น้อยกว่าเอ่ยถึงพระนามของพระพุทธเจ้ามาก
ธัมมวิจัย ขอเขียนเป็นข้อๆ เพื่อผู้อ่านจะได้จำง่ายดังนี้
๑. ที่พระองค์ทรงตรัสว่า ความนี้ไม่ใช่ธรรมสาธารณะนั้น ทรงตรัสไว้เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๗ มาถึงปัจจุบันก็จะถึงต้นปี ๒๕๕๒ แล้ว ก็ประมาณ ๑๕ ปีเต็ม ผู้รวบรวมพระธรรมของพระองค์ก็อายุ ๘๑ ปีแล้ว กำลังเดินเข้าหาความตายทุกๆ ลมหายใจเข้าและออก เพราะความตายนั้นเกิดได้ทุกๆ ขณะจิต ผู้ใดที่ประมาทในความตายจึงเท่ากับประมาทในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
๒. พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า นิพพานสมบัติจะไม่เกิดกับจิตผู้มีความประมาทในความตาย หรือผู้ใดประมาทในความตาย ผู้นั้นจะไม่มีนิพพานสมบัตินั่นเอง
๓. ในเมื่อผมรู้ตนเองอยู่เสมอว่า เราจะตายได้ทุกเวลา หากปล่อยความจริงที่พระองค์ตรัสไว้เกี่ยวกับความจริง ในเรื่องหลวงพ่อปราโภ กับหลวงพ่อคามวาสีก็จะหายไปด้วย จึงขออนุญาตพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้เปิดเผยได้
๔. ในการปั้นรูปสมบัติของหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ ก็ทรงมาควบคุมให้ผู้ปั้นปั้นตามนั้น
๕. คนส่วนใหญ่มักจะติดความสวยงาม จึงมักจะคิดติบางคนพูดติโดยตรง กรรมจากการตำหนิกรรมของผู้อื่นนั้นมีโทษร้ายแรงมาก เพราะไปติพระพุทธเจ้าสองพระองค์ และหากบังเอิญผู้นั้นท่านเป็นพระอริยเจ้าด้วยแล้ว โทษมีสูงมากขั้นลงอเวจีมหานรกกันทีเดียว
๖. ข้อเท็จจริงในโลกนี้มีใครบ้าง ที่ปั้นรูปสมบัติของพระองค์ได้เหมือนพระองค์บ้าง พระพุทธรูปแต่ละสมัย จากเชียงแสน - สุโขทัย - อยุธยามาถึงปัจจุบันเหมือนกันไหม ความจริงเขาก็ปั้นตามอุปาทานของช่างปั้นเท่านั้นเอง ที่เห็นชัดคือช่างชาวพม่า ปั้นพระพุทธรูปคล้ายๆ กันหมด ดูทีเดียวก็รู้ว่าช่างพม่าปั้น มีใครคิดอย่างนี้กันบ้างหรือเปล่า
๗. พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า รูปปั้น - รูปถ่าย - ภาพเขียนต่างๆ มิใช่ตถาคต ขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ก็มิใช่ตถาคตหรือมิใช่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือพระธรรม หรือจิตผู้ทรงธรรม กรุณาอ่านเอกสารที่แจกให้เป็นธรรมทานประกอบ ก็จะเข้าใจได้ดี ในเล่ม ๔ หน้า ๑๔๑ - ๑๔๔
๘. บนพระเศียรทั้ง ๒ พระองค์ มีพระบรมสารรีริกธาตุบรรจุอยู่ การกราบไหว้จึงได้บุญสูง หากผู้กราบทราบว่าตนได้กราบพระบรมสารีริกธาตุ ไม่ต้องเอาร่างกายไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ ถึงจังหวัดเชียงราย ที่จังหวัดลำพูน จังหวัดนครพนม เป็นต้น
๙. หลวงพ่อปราโภ เป็นพระที่ให้ลาภมาก ประเดี๋ยวจะหาว่าหมอไม่บอก อุบเอาไว้คนเดียว หลวงพ่อคามวาสีเป็นพระที่ออกโปรดชาวบ้าน ใครมีปัญหาเดือดร้อนเกี่ยวกับทางบ้าน ก็ให้มาอธิษฐานให้ท่านช่วยสงเคราะห์ได้
๑๐. พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ท่านมี พุทธานุภาพเหมือนกันหมด และที่ใดที่พระพุทธเจ้าเสด็จ ที่นั่นย่อมเป็นอุดมมงคล หลวงพ่อคามวาสี คือ พระที่เสด็จไปโปรดชาวบ้าน หลวงพ่อปราโภ ก็ให้ลาภแก่ชาวบ้าน การโปรดนั้นจะให้โปรดเป็น โลกียทรัพย์ก็ได้ เป็น โลกุตรทรัพย์ ก็ได้ สุดแต่ผู้อธิษฐานจักต้องการทรัพย์ชนิดใด
๑๑. ผมขอบอกความจริงแก่กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกันมา ๑๖ ปีแล้ว บางคนมาทีหลังก็ยังไม่ถึง ๑๖ ปี แต่ก็จัดว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันว่า เงินบริจาคของพวกท่านใน ๑๐ ปีแรก ผมนำไปเป็นวิหารทานที่วัดท่าซุงวัดเดียวเท่านั้น วัดอื่นไม่เคยทำ เพราะทุกคนได้ดีจากหลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุงทั้งสิ้น วัตถุทานที่ให้บุญสูงสุดก็คือ วิหารทาน ถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง บุญก็ยังสู้ถวายวิหารทานครั้งเดียวไม่ได้ วิมานของพวกเราจึงสวยสดงดงามหาที่เปรียบมิได้ทุกคน แต่ปัญญาส่วนใหญ่ยังนิ่มหรือยังจู๋อยู่ ใน ๕ - ๖ ปีหลังผมจึงเน้นเอามาเป็นธรรมทาน ซึ่งชนะทานทั้งปวง มีผลทำให้เกิดปัญญาตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้ เพราะธรรมทานตัดได้ทั้งโลภ - โกรธ - หลง ผมจึงสร้างวิหารทานเป็นส่วนน้อย ตรงข้ามกับ ๑๐ ปีที่แล้ว
๑๒. ขอให้ทุกท่านกรุณาไปดูผลบุญของพวกท่านที่วัดท่าซุงโบสถ์และวิหาร
- เจดีย์ซุ้มพระพุทธบาทจำลอง ล้วนเป็นผลบุญของพวกท่านทุกๆ คน
และอย่าลืมแวะไปกราบหลวง พ่อปราโภ
และหลวงพ่อคามวาสีด้วยก็แล้วกัน
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพระปกิณกะธรรมนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ท่านใฝ่ศึกษาธรรมได้ไม่มากก็น้อย
ขออานิสงส์ในเผยแผ่ธรรมนี้จงเป็นมหาธรรมทาน เพื่ออบรมหนทางความดับสิน ไม่มีเหลือเชื้อแห่งอาวสะกิเลสตน
แด่ผู้ใฝ่ในธรรม และผู้เคารพเลื่อมใสองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอส่งผลบุญกุศล อันเกิดจากการนี้ ขออุทิศให้ พ่อเกิดแม่เกิด ครูอุปัชฌาย์อาจารย์สืบๆ ต่อกันมา
ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรในทุกภพทุกชาติ ที่ข้าพเจ้าได้เคยสบประมาท และมีสัมพันธ์เกี่ยวข้อง
จงโมทนาบุญ และอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า พร้อมนี้ขอให้ท่านทั้งหลายพึงปราศจากทุกข์และมีสุข
เกิดปัญญาญาณยิ่งๆ ขึ้นไป ณ กาลบัดเดี่ยวนี้ด้วยเทอญ
***ศึกษาธรรมจบแล้วอย่าลืมอธิฐาน แผ่เมตตา เพียงเท่านี้ ในวันนี้ท่านก็ได้ทำบุญแล้ว***
แผ่เมตตาให้ตนเอง
อะหัง สุขิโต
โหมิ, นิททุกโข
โหมิ, อะเวโร โหมิ, อัพพะยาปัชโฌ
โหมิ,
อะนีโฆ
โหมิ, สุขี
อัตตานัง ปริหะรามิ นิพพาน ปัจจโย โหตุ
ขอให้ดวงจิตของข้าพเจ้าทุกดวง จงมีแต่ความสุข ความเจริญทั้งทางโลก
ทางธรรม
ขอให้ดวงจิตของข้าพเจ้าทุกดวง จงปราศจากความทุกข์ยาก ลำบากกาย
ลำบากใจ
และอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง จงปราศเคราะห์กรรมเหล่าเวร
และเป็นผู้ไม่เบียดเบียนพยาบาท
ไม่อาฆาตจองเวรข่มเหงคะเนงร้าย
ต่อผู้อื่นผู้ใดอีกต่อไป
ขอให้ดวงจิตของข้าพเจ้าทุกดวง จงได้มีดวงตาเห็นธรรม
ได้รับรู้หนทางหลุดพ้น
จากความทุกข์ทั้งปวง
ให้เจริญไปด้วยสติปัญญาญาณบารมีและให้ได้บรรลุถึงซึ่งโลกกุตตรธรรมเก้า
ตราบถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เทอญ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา มะหิทธิกา ปุญญัง โน
อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ
สาสะนัง
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษาพระศาสนาอยู่ชั่วกาลนาน ฯ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา
มะหิทธิกา ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ
ราชาโน
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล
อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี
สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษาพระราชาทั้งหลายอยู่ชั่วกาลนาน ฯ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา
มะหิทธิกา ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ
คะรุอุปัชฌายะอาจะริเย
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล
อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี
สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษาครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ อยู่ชั่วกาลนาน ฯ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา
มะหิทธิกา ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ
มาตาปิตะโร
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล
อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี
สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษามารดาบิดา อยู่ชั่วกาลนาน ฯ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา
มะหิทธิกา ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ
ญาตะโย
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล
อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี
สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษาญาติทั้งหลาย อยู่ชั่วกาลนาน ฯ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา
มะหิทธิกา ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ
ธัมมะราชาโน
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล
อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี
สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษาพระธรรมราชาทั้งหลายอยู่ชั่วกาลนาน ฯ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา
มะหิทธิกา ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ
โลกะปาลา
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล
อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี
สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษาท้าวโลกบาลทั้งหลาย อยู่ชั่วกาลนาน ฯ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา
มะหิทธิกา ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ โนสะทา
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย
ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี
สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษาข้าพเจ้าทั้งหลาย อยู่ชั่วกาลนานทุกเมื่อ ฯ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา
มะหิทธิกา ปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ โลกัง สัพพะทา
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย
ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี
สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษาโลก อยู่ชั่วกาลนานทุกเมื่อ ฯ
อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา มะหิทธิกา ปุญญัง โน
อะนุโมทันตุ
จิรัง รักขันตุ
โสตถิง คัจฉันตุ เทวะตา
ข้าแต่ภุมมเทวดา แล อากาศเทวดาทั้งหลาย เทวดาและนาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก
ซึ่งสถิตอยู่ในอากาศก็ดี สถิตอยู่ในภาคพื้นก็ดี
จงอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงรักษาชั่วกาลนาน ขอเทวดาทั้งหลายจงถึงความสวัสดี ฯ