|
Sammypitt
Free Download
Google
Groups Mail
*เรื่องจริงของการออกกำลังกายที่คุณควรรู้*
โดย
: สมพัฒน์ จำรัสโรมรัน
ในเรื่องของการออกกำลังกาย
ยังมีคำถามมากมายที่เป็นข้อสงสัย
บางคำถามมีคำตอบที่ชัดเจน
แต่บางคำถามอาจมีคำตอบไม่ชัดเจนแค่อาศัยคำพูดต่อๆ
กันมา
บ้างก็ได้คำตอบเหมือนกัน ขณะที่บางคำถามได้คำตอบแตกต่างกันออกไป
แล้วคำตอบไหนที่เราสามารถเชื่อถือหรือนำไปปฏิบัติได้จริงกันเล่า?
เพราะถ้าเราได้คำตอบที่ถูกต้องจะทำให้การออกกำลังกายของเราได้ผลตามต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ
ที่สำคัญปลอดภัยและสามารถลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี
ผมจึงเลือกข้อสงสัยที่มักได้ยินบ่อยๆ
มาไขข้อข้องใจให้หายสงสัยกันไปได้บ้างนะครับ
*Myth:* การออกกำลังกายที่ดีที่สุดควรทำในตอนเช้า
*Fact:* จากการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายสามารถทำในช่วงไหนของวันก็ได้
จะได้ผลที่ไม่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าคุณสะดวกและมีช่วงว่างเวลาไหนที่สามารถออกกำลังกายได้
ขอให้มีการออกกำลังกายรวมแล้วอย่างน้อยประมาณ
30
นาทีในแต่ละวันก็สามารถช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง
ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ลงได้
*Myth:* ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคเพื่อลดไขมันก่อน
ก่อนที่จะยกเวทเพื่อกระชับกล้ามเนื้อต่อไป
*Fact:* ผลการวิจัยบ่งชี้ให้เห็นว่า
การออกกำลังกายที่เหมาะสมควรประกอบด้วยการยกน้ำหนักร่วมกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิคไปพร้อมๆ
กัน
โดยการยกน้ำหนัก หรือ weight training จะมีผลช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
กระชับได้สัดส่วนที่สวยงาม
นอกจากนี้ผลจากการยกน้ำหนักอีกอย่างหนึ่ง คือ
เมื่อร่างกายแข็งแรงและมีมวลกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้นจะยิ่งทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้นตามแม้ในขณะพัก
ซึ่งสังเกตได้จากคนที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อลดไขมันหรือน้ำหนักตัวลงโดยการฝึกแบบแอโรบิคเพียงอย่างเดียว
เมื่อหยุดออกกำลังกายไปสักพักน้ำหนักตัวจะกลับขึ้นมาเหมือนเดิม
หรือบางคนอาจจะมากกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว
เมื่อเริ่มออกกำลังกายใหม่น้ำหนักตัวก็จะลง
แต่เมื่อหยุดมันก็จะกลับขึ้นมาอีก
น้ำหนักขึ้น-ลงสลับกันไปหรือที่เรียกว่า
yo-yo
effect
เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ออกกำลังกายแบบยกน้ำหนักร่วมกับแบบแอโรบิคแล้ว
น้ำหนักตัวจะไม่เปลี่ยนแปลงกลับขึ้นมาเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว
ซึ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิคจะช่วยในการเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีส่วนเกินออกไปขณะออกกำลังกายเป็นหลัก
นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบต่างๆ
ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ
และมะเร็งบางชนิด
เป็นต้น
*Myth:* ผู้หญิงมักกลัวการออกกำลังกายแบบ
weight
training
เพราะทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นไม่สวยงาม
*Fact:* ฮอร์โมนเพศมีผลอย่างมากในข้อนี้ครับ
โดยผู้ชายมีปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
(testosterone)
มากกว่าผู้หญิง
ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน
เมื่อผู้ชายออกกำลังกายแบบ weight
training อย่างหนัก
ฮอร์โมนตัวนี้จะทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนและสร้างกล้ามเนื้อให้มีขนาดใหญ่ขึ้นมา
แต่ในผู้หญิงจะมีปริมาณฮอร์โมนนี้ค่อนข้างน้อย
โดยจะมีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน
(estrogen) มากกว่า ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่แสดงถึงความเป็นผู้หญิง
ไม่ได้ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนสร้างกล้ามเนื้อแบบเดียวกับฮอร์โมนเพศชาย
จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่มีระดับฮอร์โมนเพศปกติจะต้องออกกำลังกายแบบ
weight
training อย่างน้อย 4–6
ชั่วโมงต่อวันถึงจะมีขนาดกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้นมาเหมือนคนเล่นกล้าม
ซึ่งสำหรับคนทั่วไปก็ยากที่จะออกกำลังกายติดต่อกันได้นานถึงขนาดนั้น
แต่ข้อดีสำหรับผู้หญิงที่ออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยกระชับสัดส่วนรูปร่างให้สวยงาม
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย
(metabolism)ในการควบคุมน้ำหนัก
และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุนที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงครับ
*Myth:* การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเพื่อเผาผลาญไขมันควรใช้เวลามากๆ
แต่ใช้ความหนักระดับต่ำๆ
จึงจะดี
*Fact:* การออกกำลังกายแบบแอโรบิคนั้นร่างกายจะใช้พลังงานทั้งจากคาร์โบไฮเดรต
(ในรูปของกลูโคสและไกลโคเจนที่สะสมอยู่ในเลือด
ตับ และกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ
ของร่างกาย)
และไขมันเป็นหลัก
โดยการออกกำลังกายแต่ละครั้งจะใช้พลังงานมากน้อยเพียงใดให้ดูได้จากจำนวนของแคลอรีที่เผาผลาญออกไป
ในคนที่ออกกำลังกายเบาๆ
แต่นาน เช่น การเดิน 40–45 นาที
อาจจะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ
200–350
แคลอรี
เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่วิ่ง 30
นาที
อาจเผาผลาญพลังงานที่ 250–300 แคลอรี ซึ่งต่างกันเพียงเล็กน้อย
ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายเบาๆ แต่นานๆ
เพียงอย่างเดียวในการเผาผลาญพลังงานออกไป
เมื่อออกกำลังกายได้สักระยะหนึ่งก็จะมีความฟิตแข็งแรงมากขึ้น
ดังนั้นการเพิ่มความหนักหรือระยะเวลาในการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้นตาม
หรือถ้าคนที่ฟิตแข็งแรงดีอยู่แล้วสามารถออกกำลังกายในระดับความหนักที่สูงได้
ก็จะส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีโดยรวมมากขึ้น
ไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ
ของร่างกายก็จะถูกใช้ไปได้เช่นเดียวกัน
*Myth:* ในการออกกำลังกายแบบ weight training
ถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นให้ยกช้าๆ
แต่ถ้าไม่ต้องการให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ควรยกเร็วๆ
*Fact:*ความจริงแล้วการยกน้ำหนักเพื่อให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้นหรือกระชับขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วในการยก
แต่จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่เราออกแรงมากกว่า
ตามคำแนะนำของ American College of
Sports Medicine (ACSM) ซึ่งเป็นสถาบันที่แนะนำรูปแบบต่างๆ
ของการออกกำลังกายที่ทั่วโลกยอมรับ
ได้กำหนดไว้ว่าถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นควรใช้น้ำหนักที่สามารถออกแรงยกได้เพียง
1–6 ครั้งในแต่ละเซต หรือประมาณ 80-100%
ของน้ำหนักที่สามารถยกได้สูงสุดเพียงหนึ่งครั้ง
(1
Repetition Maximum หรือ 1
RM)
แต่ถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อกระชับแข็งแรงจะต้องใช้น้ำหนักที่สามารถออกแรงยกได้ประมาณ
12-15 ครั้งในแต่ละเซต หรือประมาณ 65–75%
ของน้ำหนักสูงสุดที่สามารถออกแรงยกได้ใน
1 ครั้ง
และความเร็วในการยกควรจะสอดคล้องกับจังหวะการหายใจเข้า-ออกมากกว่า
โดยให้หายใจออกทางปากช้าๆ
ขณะออกแรงยก
และหายใจเข้าทางจมูกขณะผ่อนแรงหรือปล่อยน้ำหนักลง
อย่ากลั้นหายใจขณะที่ออกแรง
เพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและเป็นอันตรายได้
*ที่ผมหยิบยกมาให้อ่านกันนี้ส่วนใหญ่เป็นข้อสงสัยที่มักจะถามกันอยู่บ่อยๆ
เท่านั้น
ครั้งหน้าเรายังมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพมาฝากกันอีกมากมายครับ*
*ที่มาข้อมูล :*นิตยสาร Health Today
คลิปเด็ด หนังดัง ภาพลับเฉพาะ คลิกที่นี่
|