เน่าซ้ำซาก !
สวนสันติธรรมปิดป้ายหรา "สถานที่ส่วนบุคคล" จะเข้าต้องลงทะเบียน และต้องเป็นบุคคลผู้ประสงค์ดีเท่านั้น ห้ามถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอ หรือกระทำการใดๆ ที่ไม่ชอบมาพากล หุหุ เอาเงินบริจาคของญาติโยมมาสร้าง "อาณาจักรส่วนอริยะบุคคล" ยิ่งกว่าเจ้าพ่อภาคตะวันออก แค่ป้ายนี้ถ้ายังมองไม่ออกว่าถูกหรือผิด ก็ไม่ต้องดูจิตแล้วล่ะคุณเอ๋ย !

กำแพงสูงลิ่ว
สถานปฏิบัติธรรมหรืออาณาจักรส่วนตัว

"สถานที่ส่วนบุคคล งดรับแขกนอกเวลา และในวันปิดศูนย์"
แค่ป้ายก็ผิด !
เอ้า ผอ.สำนักพุทธฯ กรุณาดูซะให้กระจ่าง จะได้ไม่งมโข่งอ้างข้างๆ คูๆ ไม่รู้ไม่ชี้อีกต่อไป
หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ
จาก..ส.ส.หมาหลง สู่..พระหมาหลง
ชาวบ้าน-ผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านสวนสันติธรรมของพระปราโมชย์ ระบุ "ไม่รู้จักและไม่เคยเหยียบเข้าไปในอาณาจักรส่วนตัวแห่งนี้" เพราะมีแต่ผู้หลักมักดีขี่เก๋งแพงๆ มาจากกรุงเทพพระมหานคร แถมพระยังไม่เคยออกบิณฑบาตโปรดญาติโยมแถวนี้ จึงไม่มีใครรู้จักเลย
อืม ! นั่นนะสินะ ญาติโยมแถวนี้จะไปรู้อะไร หารู้ไม่ว่าพระอาจารย์ปราโมชย์นั้นเลอเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน อ่านใจคนได้เหมือนมีตาทิพย์ สอนกรรมฐานผ่านซีดีจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งโลก แล้วเรื่องอะไรกะแค่บ้านรั้วติดวัดเหล่านี้ท่านจะมองไม่เห็น เพียงแต่..
เพียงแต่ว่าท่านไม่อยากเป็นพระของชาวบ้านนอกเท่านั้น เพราะท่านประกาศเป็นร้อยครั้งแล้วว่า "มุ่งสอนคนเมืองกรุงให้เป็นอริยบุคคลด้วยวิธีพิเศษคือดูจิต"เท่านั้น นอกนั้นท่านไม่ได้สนใจ ผิดฝาผิดตัวนิดหน่อยก็แค่ว่า เมื่อท่านประกาศตัวเป็น "พระของชาวกรุง" แต่ไม่ยอมอยู่ในกรุง กลับไปสร้างสำนักหลอกคนกรุงอยู่ที่บ้านนอก ก็เลยโดนหลอกทั้งบ้านนอกในกรุง
ส่วนเรื่องเงินทองของบาดใจอะไรนั้น อาจารย์ท่านไม่รู้เรื่องหรอก เพราะท่านไม่เคยดู ท่านดูแต่จิต ไม่เคยสนใจเงินทอง ดังนั้นจะหาเรื่องหาราวท่านได้อย่างไร ยกโทษให้ท่านเถิดโยม เพราะท่านนำคนเข้าวัดมากเป็นประวัติการณ์ หาพระอย่างท่านยาก ไม่เชื่อก็ถาม "ดังตฤณ-ดังตรึม" ดูสิ



ผอ.สำนักพุทธฯ สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง "พระปราโมทย์" เรื่องเงินร้อยล้าน ชี้โจทก์อื้อทยอยร้องเรียน ระบุผิดจริงโทษอาญา ส่วนทางธรรมต้องให้คณะสงฆ์พิจารณา ด้าน "ดีเอสไอ" ส่งเจ้าหน้าที่สอบ หากมีมูลชงเป็นคดีพิเศษ ขณะที่สวนสันติธรรมปิดเงียบ
จากกรณีที่ตัวแทนชาวพุทธ รวมตัวกันเข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบ "พระปราโมทย์ ปาโมชโช" เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่ามีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเทเงินบริจาคซื้อที่ดินสำนักสงฆ์ 100 ล้านบาท เข้าบัญชีอดีตภรรยา ที่บวชชีอยู่สำนักสวนสันติธรรมนั้น
เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย เบื้องต้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ว่ามีการฉ้อโกง หรือนำเงินบริจาคไปให้แก่คนใกล้ชิดจริงหรือไม่ พร้อมกับประสานไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองพระปราโมทย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ให้ช่วยตรวจสอบอีกทาง แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบคำตอบเพราะข้อมูลมีอยู่เป็นจำนวนมาก กรณีดังกล่าวมีโจทก์จำนวนมากทยอยร้องว่าถูกหลอกเงินโดยต่างยืนยันว่าถูกพระปราโมทย์หลอก
"หากท้ายที่สุดแล้วพระปราโมทย์กระทำผิดจริง ถือว่าทำผิดกฎหมายอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการตามกฎหมายทางโลกได้เลย ส่วนทางธรรมนั้น คณะสงฆ์ท่านจะดูว่าผิดทางไหน แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าผิดกฎหมายทางโลกก็จะให้ทางโลกจัดการ" ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกล่าว
นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กล่าวว่า กลุ่มที่ไปร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้นเคยมายื่นเรื่องที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ แล้ว ซึ่งขณะนั้นทางกลุ่มผู้ร้องแจ้งเพียงให้ทราบถึงพฤติการณ์ของพระปราโมทย์ แต่ยังไม่ได้แจ้งให้ต้องมีการดำเนินการใดๆ เพราะหลักฐานยังไม่ครบ ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้มีหลักฐานครบแล้วจึงมีการเข้าแจ้งความต่อดีเอสไอ และหากยื่นเรื่องมาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็พร้อมที่จะช่วยดำเนินการให้
ทั้งนี้จากพฤติการณ์ของพระปราโมทย์ ที่มีการโอนทรัพย์สินให้เป็นชื่ออดีตภรรยาที่เป็นแม่ชีอยู่ที่สวนสันติธรรมด้วยกันนั้น ต้องดูว่าผิดวัตถุประสงค์ของผู้ที่บริจาคหรือไม่ เพราะถ้าผิดวัตถุประสงค์ก็ถือว่าพระปราโมทย์มีความผิด สามารถฟ้องศาลขอความเป็นธรรมได้ ส่วนเรื่องความผิดทางวินัยนั้นจะต้องให้เจ้าคณะผู้ปกครองเป็นผู้พิจารณาว่าจะต้องมีโทษสถานใด
ด้าน น.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง นักเขียนชื่อดัง กล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ถึงเหตุที่ออกมาฟ้องร้องพระปราโมทย์นั้น มาจากการที่ถูกให้ออกจากการเป็นคณะกรรมการของสวนสันติธรรมเมื่อ 5 ปีก่อนหรือไม่ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย พูดอะไรมากไม่ได้ แต่ก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหตุสำคัญที่ทำให้ต้องออกมาประกาศต่อสาธารณชน และฟ้องร้องตามกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา พระปราโมทย์กล่าวความเท็จเกี่ยวกับตนมาตลอด แต่ก็วางเฉย แต่ว่าความเท็จนั้นยังกระทบไปถึงบุตรชายในโรงเรียนด้วย จึงต้องออกมาใช้สิทธิตามกฎหมายปกป้องตนเองและลูกตามที่ร้องเรียนมา
ขณะที่นายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะตัวแทนพุทธศาสนิกชนผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบการรับเงินบริจาคของพระปราโมทย์ กล่าวว่า ต้องการให้ดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว โดยเฉพาะบัญชีธนาคาร 2 บัญชี ที่เปิดในชื่อของนางอรนุช สันตยากร รวมทั้งการนำเงินที่ได้จากการบริจาคไปซื้อที่ดินหลายแปลงแล้วโอนโฉนดเป็นชื่อของนางอรนุช ภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับพระปราโมทย์ซึ่งในกรณีนี้หากนางอรนุช บวชแม่ชี ก็จะไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ และต้องขึ้นทะเบียนเป็นแม่ชีด้วย แต่เท่าที่สังเกตเห็นนางอรนุชโกนศีรษะ แต่งกายด้วยการใส่เสื้อสีขาว และสวมกางเกงสีดำ น่าจะเป็นอุบาสิกามากกว่า
นายเทิดศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางสวนสันติธรรมแจ้งให้ลูกศิษย์ทราบว่า ในแต่ละปีมีเงินหมุนเวียนในสวนสันติธรรมเพียง 3-4 ล้านบาท ทั้งที่ความจริงมีเงินบริจาคเข้ามาเดือนละหลายล้านบาท ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบ เพราะพุทธศาสนิกชนที่เป็นลูกศิษย์ของพระปราโมทย์ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลชื่อดัง และมีชื่อเสียงในวงสังคม เป็นทั้งระดับปัญญาชน กลุ่มไฮโซ และนักการเมืองท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก จึงอยากให้ดีเอสไอรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบและยุติปัญหาที่เกิดขึ้น
ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนดังกล่าว โดยเบื้องต้นต้องตรวจสอบก่อนว่าข้อร้องเรียนมีมูลหรือไม่ เนื่องจากแม้กรณีดังกล่าวจะมีมูลค่าความเสียหายสูงถึงหลักร้อยล้านบาท แต่เพื่อความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา จึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้รอบด้าน หากมีมูลความผิดจึงจะเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รับเป็นคดีพิเศษต่อไป
พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบรายละเอียดคำร้องที่นายเทิดศักดิ์ยื่นเรื่องมายังดีเอสไอแล้ว ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่สำนักสวนสันติธรรม ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะเรื่องดังกล่าวค่อนข้างละเอียดอ่อนจึงไม่ควรด่วนสรุป เพราะหากไม่มีมูลความจริงจะทำให้พระปราโมทย์เสียหาย และส่งผลต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้รับการประสานงานจากลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระปราโมทย์ ว่าพร้อมที่จะชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในศาล
ส่วนความเคลื่อนไหวที่สำนักสวนสันติธรรมนั้น เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าไปที่สวนสันติธรรม แต่ปรากฏว่า สวนสันติธรรมปิดประตู และไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้า โดยมีป้ายหน้าประตูว่า "ปิด" เป็นอักษรตัวใหญ่สีน้ำเงิน และมีอักษรตัวเล็กๆ ด้านล่าง เขียนว่า "สถานที่ส่วนบุคคล งดรับแขกนอกเวลา และในวันปิดศูนย์" พร้อมกับมีป้ายใหญ่อยู่ใกล้เคียง มีข้อความว่า"สวนสันติธรรม ศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม สาขาวัดบูรพาราม พระอารามหลวง จังหวัดสุรินทร์ 332/1 หมู่ 6 บ้านโค้งดารา ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20110 เปิดเวลา 07.00-10.00 น. วันเปิดเดือนกันยายน วันที่ 3-5, 10-12, 16-18, 24-25, 03 สถานที่ส่วนบุคคล งดรับแขกนอกเวลาและในวันปิดศูนย์"
จากการสังเกตพบว่า สวนสันติธรรมส่วนมากจะเปิดในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือพฤหัสบดี ศุกร์ และเสาร์ และจะไม่ตรงกับวันพระ นอกจากนี้ยังมีป้ายหน้าประตู มีข้อความว่า อนุญาตให้เข้ามาในสวนสันติธรรมได้เฉพาะผู้มาศึกษาปฏิบัติธรรมเท่านั้น และมีสัญลักษณ์ห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอ และปิดมือถือ ตรงปากทางเข้าอีกด้วย ส่วนด้านข้างติดกัน พบว่ามีบ้านพักชั้นเดียว มีป้ายติดหน้าบ้านว่า บ้านอนาลโย 332/2 ซึ่งเป็นบ้านปูนสีขาว ชั้นเดียว ยกสูงเล็กน้อย และยังมีบ้านพัก ซึ่งน่าจะเป็นของคนงานต่างด้าวที่มีอยู่หลายคน
จากการสำรวจภายนอก พบว่าสวนสันติธรรมมีเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ มีกำแพงสูงทึบรอบพื้นที่ อาณาบริเวณส่วนรอบๆ จะเป็นป่ามันสำปะหลัง ภายในมีคนสวนคอยดูแลจำนวนหนึ่ง และมีบ้านพักภายในสวนสันติธรรม กระทั่งเมื่อคนงานเห็นมีบุคคลแปลกหน้ามาที่หน้าสวนสันติธรรม ก็เดินมาแอบถ่ายรูป ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามและขออนุญาตเข้าไปพบพระปราโมทย์ แต่คนงานซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวไม่ยินยอม บอกว่า พระปราโมทย์ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปข้างในสวนสันติธรรม แต่สามารถเข้าไปได้ในวันเปิดทำการตามที่ได้แจ้งไว้ที่ป้ายด้านหน้า
ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า พระปราโมทย์อยู่หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าอยู่ด้านในและไม่รับแขก ส่วนแม่ชีที่เป็นข่าวก็อยู่ด้านในสวนสันติธรรมด้วยเช่นกัน โดยภายในสวนสันติธรรมมีพระสงฆ์ 5 รูป แม่ชี 3 คน และแรงงานต่างด้าวที่ดูแลสวน และปัดกวาด 7 คน ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่ามีหน้าที่ดูแลสวนเพียงอย่างเดียว และไม่เชื่อตามที่เป็นข่าว
หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวจึงไปสอบถามนายใบ โคตะยา อายุ 65 ปี ชาวบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียง นายใบกล่าวว่า ไม่ค่อยรู้เรื่องและไม่ค่อยจะทราบว่าชาวบ้านเขาศรัทธาพระปราโมทย์หรือไม่ เพราะไม่เคยเข้าไปในสวนสันติธรรมแห่งนั้น แต่เห็นว่ามีแต่คนมีฐานะดี มักขับรถเก๋งราคาแพงๆ และมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้ามาหาที่สวนนี้จำนวนมากในช่วงที่สวนสันติธรรมมีงาน แต่สวนแห่งนี้ก็จะเปิดเป็นบางวันเท่านั้น มีคนมาเยอะ มีแต่คนมีระดับทั้งนั้น คิดว่าถ้าไม่มีระดับ หรือไม่มีเงิน ทางสวนก็คงไม่ต้อนรับ
ตอนแรกๆ ที่สวนแห่งนี้ก่อสร้างเสร็จใหม่ๆ เคยมีคณะกรรมการของวัดเอาแผ่นซีดีของพระปราโมทย์มาให้ เมื่อเปิดฟังแล้วก็เหมือนกับคนคุยกัน ถามมาตอบไป เหมือนจะเทศน์ก็ไม่ใช่ พอฟังแล้วไม่ชอบก็เลยทิ้งไป ความจริงแล้ววัดจะต้องมีโบสถ์ มีที่ทำสังฆกรรม อย่างทอดกฐิน ก็ต้องทำในโบสถ์ถึงจะถูกต้อง แต่ที่นี่ทำกันที่ศาลาปฏิบัติธรรม ท่านมีเงิน มีรถ มีคนมารับมาส่งเวลาเดินทางเข้าออก ส่วนเรื่องที่เป็นข่าว ไม่รู้ เพราะไม่เคยเข้าไปในสวนสันติธรรมนี้เลย
น.ส.สุพิชญา เจริญนาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว “พระปราโมทย์” เจ้าสำนักสวนสันติธรรม ถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใสเกี่ยวกับเงินบริจาค 100 ล้านบาทจากประชาชนและผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาว่า เรื่องนี้ชาวบ้านเพิ่งทราบข่าวจากทีวี และหนังสือพิมพ์เท่านั้น ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงก็ไม่เคยเข้าร่วมพิธีที่ทางสำนักสวนสันติธรรมจัดขึ้น เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่ไปร่วมในพิธีหรือพบปะกับพระปราโมทย์ จะเป็นคนต่างจังหวัด ซึ่งแต่ละคนจะมีฐานะ และบริจาคเงินจำนวนมาก โดยคนในพื้นที่จะไปทำบุญที่วัดโค้งดารา ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน และเป็นวัดเก่าแก่
ส่วนสำนักสวนสันติธรรมเพิ่งก่อตั้งได้เพียง 4-5 ปีเท่านั้น และตามปกติทางสวนสันติธรรมไม่ได้เปิดให้ประชาชนหรือผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาเข้าไปภายในสวนสันติธรรมได้ตลอดเวลา โดยจะมีระยะเวลาในการปิด-เปิด และผู้ที่จะเดินทางไปนั้นจะต้องตรวจสอบกำหนดการก่อน ซึ่งไม่เหมือนวัดทั่วไป นอกจากนั้นยังมีรั้วสูงล้อมรอบสวนสันติธรรมด้วย ยิ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่แปลกใจที่วัดกระทำเช่นนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว วัดหรือสำนักสงฆ์ ไม่ควรจะมีเวลาปิด-เปิด หรือมีรั้วล้อมรอบอย่างมิดชิด ตนเป็นผู้ใหญ่บ้านดูแลพื้นที่ดังกล่าว ยังไม่เคยเข้าไปที่สวนสันติธรรมแห่งนี้เลย
ข่าว : คมชัดลึก
15 กันยายน 2553
CLOSE AND CANCLE
ปิดสวนสันติ-งดรับกิจนิมนต์ พระปราโมชย์ซุ่มเงียบ แจ้งสื่อ"จะแถลงข่าวในวันที่ 16 กันยายน ศกนี้"

ปิด-ห้ามไม่ให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามา
เปิด-เปิดเฉพาะสาวกผู้จงรักภักดีเท่านั้น
เพราะกลัวว่าคนภายในจะติดเชื้อไม่หวังดีไปด้วย
ประเดี๋ยวทองจะกลายเป็นตะกั่ว
แขวนป้ายปิดสวนสันติธรรม งดรับนิมนต์ ฮือฮา ! พระปราโมทย์จ้างทนาย นปช. สู้คดีฉาว
ภายหลังจาก ผศ.ดร.เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร ผู้ประสานงานกลุ่มชาวพุทธรักษ์ศาสนา ได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของพระปราโมทย์ ปาโมชโช(สันตยากร) และ นางอรนุช สันตยากร แห่งสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยอ้างว่าอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนาใน 3 กรณี คือ
1.ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินให้ นางอรนุช อดีตภรรยา
2.การทำธุรกรรมการเงินของสวนสันติธรรม
3. จงใจพูดจาโน้มน้าวประชาชนให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน กำลังกายกำลังใจ และศรัทธา โดยการพูดจา โน้มน้าว หรือสร้างหลักฐาน สถานการณ์ ให้ผู้อื่นเชื่อในมรรคผล และอิทธิฤทธิ์ของพระปราโมทย์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.40 น.วันที่ 14 กันยายน ทนายความของพระปราโมทย์ได้ติดต่อมายัง "มติชนออนไลน์" ว่า พระปราโมทย์จะเปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทุกกรณีที่สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ในวันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน นี้ เวลา 10.30 น.
ทนายความคนดังกล่าวได้เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับพระปราโมทย์ ทางสวนสันติธรรมจะเน้นทำความเข้าใจและชี้แจงต่อสาธารณชนให้เข้าใจข้อเท็จจริงเป็นหลัก ในเบื้องต้นจะไม่ใช้สิทธิทางกฎหมายต่อผู้หนึ่งผู้ใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานที่ปรึกษากฎหมายที่สวนสันติธรรมจ้างเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายเพื่อต่อสู้ข้อกล่าวหาในครั้งนี้ เป็นแห่งเดียวกับสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ที่จ้างแก้ต่างในคดีก่อการร้ายนั่นเอง
วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ www.wimutti.net ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของพระปราโมทย์ได้ขึ้นข้อความ "งดกิจนิมนต์ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ดังต่อไปนี้
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553 ที่ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน)
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553 ที่โรงพยาบาลศิริราช
วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ที่ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
และที่อื่น ๆ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไม่ว่าจะคลิกไปที่ช่องไหนของเว็บไซต์จะขึ้นข้อความดังกล่าวทุกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่อง "กระดานเสวนา"ของเว็บไซต์กล่าว นอกจากมีข้อความ งดรับกิจนิมนต์ของพระปราโมทย์แล้วยังแจ้งข้อความว่า
"สวนสันติธรรมเปิดให้เข้าฟังธรรมตามวันที่แจ้งไว้ในปฏิทินที่นี่ ประตูเปิดประมาณ 06.30 น กรุณาตรวจสอบอีกครั้งก่อนวันเดินทาง
เริ่มเทศน์ 07.30 -08.00 น (พักฉันเช้า) และเทศน์ต่อเวลา 08.40 - 10.00 น (จึงให้โยมออกจากสวนสันติธรรม)"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางเข้าฟังธรรมจะต้องจองและแจ้งล่วงหน้ากับสวนสันติธรรมก่อนเป็นเวลานับเดือน
โดยในช่องกระดานเสวนา ผู้เขียนชื่อ "ธนา"ได้แจ้งให้สมาชิกทราบว่า
"ผู้ที่ได้หมายเลข 745-1116 ขอให้เตรียมตัวเข้าไปจองวันเข้าพักในสวนสันติธรรมปี 2554 ภายในเดือนพฤศจิกายน 2553 ด้วย"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำวันที่ 14 กันยายน หน้าประตูสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้มีป้ายเขียนคำว่า"ปิด"มาแขวนไว้หน้าประตู และได้มีสื่อมวลชนเดินทางมาสังเกตการณ์
ภาพ : ไทยรัฐ ข่าว : มติชน
15 กันยายน 2553
เพิ่งตื่น !
สำนักพุทธฯออกโรงเรื่องพระปราโมชย์
บอก "รู้แล้วๆ" แต่เห็นว่าไม่ชัวร์ เลยไม่พูด
ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
แบบนี้เขาเรียกว่า Play save
เรื่องเอาตัวรอดเป็นยอดดีนั้นไม่มีใครเก่งเท่าเจ้าหน้าที่ของเราหรอก จะบอกให้ ไม่เชื่อถาม ดร.อำนาจ เอ๊ย สุนทรภู่ ดูสิ ตะทีเรื่องพระเณรเชียงใหม่ไปดูคอนเสิร์ตนั้น ท่านจะฟันธงเปรี้ยงๆๆ ยิ่งกว่าฟ้าผ่า แต่เรื่องพระอริยะกลับกลัว ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องมีผลกระทบต่อพุทธศาสนิกชนมากกว่าเสียอีก เฮ้อ.. นี่แหละหนาโบราณว่า อ่อนที่ไหนก็แทง แข็งที่ไหนก็เว้น

คุ้นๆ
ใครเป็นใครในสวนสันติธรรม หลายคนในนั้น อาจจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่กำลังฟ้องพระปราโมชย์อยู่ในเวลานี้ ขณะที่หลายคนก็ยังคงสับสน ไม่รู้จะอยู่ข้างไหนดี
สำนักพุทธฯ ชี้ กรณี "พระปราโมทย์" ที่มีการโอนทรัพย์สินให้เป็นชื่ออดีตภรรยาที่เป็นแม่ชีอยู่ที่สวนสันติธรรม จะมีความผิด หากไม่ทำตามวัตถุประสงค์ผู้บริจาค กลุ่มผู้ร้องสามารถฟ้องศาลขอความเป็นธรรมได้...
กรณีตัวแทนชาวพุทธร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ พระปราโมทย์ ปาโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กรณีการโอนเงินบริจาคซื้อที่ดินสำนักสงฆ์ 50 ล้าน เข้าบัญชีอดีตภรรยาที่บวชชีอยู่ในสำนักสวนสันติธรรมนั้น
เมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เบื้องต้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เรื่องดังกล่าวว่า มีการฉ้อโกง หรือ นำเงินบริจาคไปให้กับคนใกล้ชิดจริงหรือไม่ พร้อมกับประสานไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองพระปราโมทย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้ช่วยตรวจสอบอีกทาง
รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวต่อว่า แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบคำตอบเพราะข้อมูลมีอยู่เป็นจำนวนมาก กรณีดังกล่าวมีโจทก์จำนวนมากร้องว่าถูกหลอกเงิน ต่างยืนยันว่าถูกพระปราโมทย์หลอกอย่างไรก็ตาม หากท้ายที่สุดแล้วพระปราโมทย์กระทำผิดจริงถือว่าทำผิดกฎหมายอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการตามกฎหมายทางโลกได้เลย ส่วนทางธรรมนั้นเจ้าคณะผู้ปกครองจะดูว่าผิดทางไหน แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าผิดกฎหมายทางโลกก็จะให้ทางโลกจัดการ
ด้าน นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กล่าวว่า กลุ่มที่ไปร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้น เคยมายื่นเรื่องที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯแล้ว ซึ่งขณะนั้นทางกลุ่มผู้ร้องแจ้งเพียงให้ทราบถึงพฤติกรรมของพระปราโมทย์ แต่ยังไม่ได้แจ้งให้ต้องมีการดำเนินการใดๆ เพราะหลักฐานยังไม่ครบ ที่เชื่อว่าขณะนี้มีหลักฐานครบแล้วจึงมีการเข้าแจ้งความต่อดีเอสไอ และหากยื่นเรื่องมาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็พร้อมที่จะช่วยดำเนินการให้
ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้จากพฤติกรรมของพระปราโมทย์ ที่มีการโอนทรัพย์สินให้เป็นชื่ออดีตภรรยาที่เป็นแม่ชีอยู่ที่สวนสันติธรรมด้วยกันนั้น ต้องดูว่าผิดวัตถุประสงค์ขอผู้ที่บริจาคหรือไม่ เพราะถ้าผิดวัตถุประสงค์ก็ถือว่าพระปราโมทย์มีความผิด สามารถฟ้องศาลขอความเป็นธรรมได้ ส่วนเรื่องความผิดทางวินัยนั้นจะต้องให้เจ้าคณะผู้ปกครองเป็นผู้พิจารณาว่าจะต้องมีโทษสถานใด
นายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มชาวพุทธรักศาสนากล่าวว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมรายชื่อของผู้เสียหายที่มีการบริจาคทรัพย์ให้กับพระ ปราโมทย์ ทั้งหมด เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในการดำเนินการร้องเรียนต่อทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ขณะเดียวกันทราบมาว่าทางมูลนิธิบ้านอารีย์ ที่เป็นมูลนิธิที่จะเป็นผู้ประสานพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงมาเทศน์ให้กับพุทธศาสนิกชนในกรุงเทพฯฟัง ก็จะมีการเข้าร้องเรียนต่อทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯเช่นกัน
ผู้ประสานงานกลุ่มชาวพุทธรักศาสนา กล่าวด้วยว่า เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาทางมูลนิธิบ้านอารีย์ ได้เคยนิมนต์พระปราโมทย์มายังมูลนิธิ และพบว่า ในช่วงหลังพระปราโมทย์มีการเทศนาสั่งสอนการปฏิบัติธรรมต่อประชาชน ให้เกิดความเข้าใจผิดตามหลักพระพุทธศาสนา จนทำให้ทางมูลนิธิบ้านอารีย์ต้องออกประกาศยุติการเผยแพร่คำสอนของพระปราโมทย์ทั้งหมด
ข่าว : ไทยรัฐ
15 กันยายน 2553
