แจ้งเรื่องการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย
กับพระปราโมทย์ ปาโมชโช(สันตยากร) และนางอรนุช สันตยากรสวนสันติธรรม(สวนฯ)
โดย นางสาวฐิตินาถ ณ พัทลุง (ผู้ร้อง)
ปฐมเหตุจากการที่ พระปราโมทย์และนางอรนุช ได้บอกกับผู้ร้องว่าพระปราโมทย์ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในวันที่ 6 มีนาคม 2548
แต่ภายหลังต่อมาเมื่อได้อยู่ใกล้กันเป็นเวลาสั้นๆผู้ร้องก็มีเหตุให้ตัดสินใจที่จะไม่เชื่อว่า พระปราโมทย์เป็นพระอรหันต์หรือพระอริยะบุคคลอีกต่อไป
แม้ในขณะนั้นจะมีผู้ศรัทธาและเชื่อถือมากมาย โดยขณะนั้นผู้ร้องยังไม่แน่ใจว่ากล่าวโดยคิดว่าตัวเองเป็นหรือกล่าวทั้งที่รู้ว่าไม่เป็น
ต่อมาผู้ร้องพบว่า พระปราโมทย์ และ นางอรนุชได้กระทำการ เผยแพร่คำพูดและข้อเขียนเกี่ยวกับผู้ร้องซึ่งผิดไปจากความจริง
และทำให้สานุศิษย์ของพระปราโมทย์ หลงเชื่อและได้กระทำการต่างๆเป็นการรบกวนการดำรงชีวิตอย่างเป็นปรกติสุขของผู้ร้องและบุตรอย่างไม่เป็นธรรม
ตลอดเวลาผู้ร้องได้เพียรอดทนอดกลั้นต่อการเผยแพร่ความเท็จออกไปในวงกว้างซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
จนจัดได้ว่าเป็นความพยายามทำทารุณกรรมทางจิตใจแก่ผู้ร้อง ซึ่งหากผู้ร้องมิได้มีการฝึกตนอย่างเข้มแข็ง และเชื่อมั่นในความสุจริตของตน
ไม่มีครอบครัวและญาติมิตรที่อบอุ่นมั่นคง ก็คงไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้ด้วยดีจนถึงปัจจุบัน
แต่ในขณะนี้มีบุคคลจำนวนมากออกมาแสดงความเห็นและจุดยืนในการนำเสนอความจริง
ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ พระปราโมทย์ และ นางอรนุชพยายามนำเสนอต่อสาธารณชน อาทิ เช่น
1 กรณีประกาศสวนพุทธธรรมป่าละอู ซึ่งมีใจความหลักว่า “หลวงพ่อมนตรี อาภัสสะโร (สวนพุทธธรรม ป่าละอู)
และหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช (สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ. ชลบุรี) ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันในฐานะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องแต่อย่างใด
ทางสวนพุทธธรรม ป่าละอู ไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ทางส่วนตัว , คำสอน, ปฏิปทา หรือหลักปฏิบัติใดๆ กับ สวนสันติธรรม
อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ไม่ว่าในด้านใดทั้งสิ้น”
ซึ่งพระปราโมทย์มักกล่าวในไฟล์เสียงต่างๆว่า
“ท่านรักหลวงพ่อมากนะ หลวงพ่อก็รักท่านที่สุดเลย เหมือนพี่ชายเราแท้ๆเลย เป็นห่วงเรารักเราสุดๆเลย”
2.กรณีประกาศเรื่อง ขอลาออกจากการเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สวนสันติธรรม
และการยกเลิกการนิมนต์ พระปราโมทย์ ของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทดีเอ็มจี คอนซอลท์แตนท์
3.ประกาศของมูลนิธิบ้านอารีย์ เรื่อง ขอยกเลิกการเผยแผ่สื่อธรรมะ คำสอน กิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
4.การลาออกของประธานกรรมการบริหารสวนสันติธรรม และกรรมการท่านอื่นๆ
5.การตั้งเว็บไซด์ของเหล่าศิษย์เก่าสวนสันติธรรมซึ่งมีตัวตนเป็นที่นับถือ ทั้งในห้องศาสนาของเว็บไซด์ พันธ์ทิพย์ และ ลานธรรม
ออกมาชี้แจงความจริงในเว็บไซด์
http://www.antiwimutti.net เมื่อเกิดพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นขึ้นคราใด พระปราโมทย์ นางอรนุช และ ศิษย์จำนวนมาก ก็จะกล่าวโทษว่าผู้ร้องเป็นต้นเหตุ
เนื่องจากผู้ร้องได้วางอุเบกขาและเพิกเฉยต่อคำเท็จเหล่านั้นมาตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ตามคำขอของครูบาอาจารย์ ที่เป็นห่วงความปลอดภัยของผู้ร้อง จึงไม่ออกมาตอบโต้ชี้แจง ทำให้ผู้ร้องกลายเป็นเป้านิ่งเป็นแพะรับบาป
ด้วยข้อกล่าวหาที่ปราศจากความจริงและไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง ที่ไม่น่าเชื่อว่าผู้มีปัญญาหรือผู้ปฎิบัติธรรมจะกล่าวและหลงเชื่อได้
เช่น เมื่อหาไม่พบการติดต่อเชื่อมโยงก็ กล่าวอ้างไปอย่างน่าขบขันว่าเกิดจากการใช้คุณไสย มนต์ดำ เวทมนต์จากระยะไกล
จนมีผู้หลงเชื่อ ซึ่งในความเป็นจริงผู้ร้องไม่ใช่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ จึงยังไม่สามารถเสกหรือให้ผู้ใดช่วยเสกเวทมนต์ให้ได้เลย
หรืออ้างว่าเกิดจากการสะกดจิตจากทางไกล ซึ่งผู้ร้องขอชี้แจงในประเด็นนี้ว่าหลังจากที่เจอเรื่องพระปราโมทย์
ผู้ร้องซึ่งก็เป็นปุถุชนคนหนึ่งย่อมมีความเสียใจเป็นธรรมดาเพียงแต่ผู้ร้องมุ่งไปตามความเชื่อที่ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อส่งชีวิตเราไปสู่จุดที่ดีที่สุดเสมอ
ผู้ร้องจึงไปศึกษา วิชาการรักษาเยียวยาจิตใต้สำนึกของผู้คน ที่ได้รับความทุกข์และมีปัญหาเข้ามาในชีวิตจากความฝังใจในอดีต
ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่เกิดจากพ่อแม่ ครู เจ้านาย เพื่อน คนรัก ( NLP neurolinguistic programming, hypnotherapy
จากสถาบันชั้นนำต่างๆของโลก) ซึ่งทำให้ผู้ร้องเข้าใจพฤติกรรมของคนที่ทำร้ายเราไม่ยอมหยุด และสามารถช่วยตนเองและผู้คนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
ของการกระทำของผู้อื่นและความคิดของเขาเอง
รวมทั้งความสนใจพิเศษในการศึกษา กรณีที่เกิดจากการถูกทิ้งในวัยเด็ก จนต้องการสร้างตัวตนใหม่ให้เป็นที่ยอมรับ จิตสร้างภาพจนเจ้าตัวหลงเชื่อหมดใจ
และสามารถนำเสนอภาพชีวิตใหม่อย่างน่าเชื่อถือที่ตอบสนองความขาดของผู้คน
ใช้เทคนิคทางจิตวิทยากล่อมให้เห็นตามที่ชี้นำ รู้สึกดี มีสุขทำให้มีผู้คนหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก
เช่นในกรณีของฮิตเลอร์หรือในระดับเล็กลงมาเช่นในที่ทำงานต่างๆเป็นต้น
จิตใจที่ขาด มองโลกบิดเบี้ยว
จะใช้อิทธิพลของตนกระทำรุนแรงต่อผู้อื่นมากเนื่องจากแผนที่ในหัว กรอบในการมองโลกบิดเบี้ยวไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ธรรมะจึงไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ เพราะอุปกรณ์คือใจบกพร่องต้องได้รับการรักษาเยียวยาก่อน
หรือคนที่ไม่ยอมปล่อยทิ้งความเชื่อถือศรัทธา ความยึดบางสิ่งที่เป็นโทษกับชีวิตตัวเองเพราะมีความต้องการบางอย่าง
เช่น จิตใต้สำนึกเก็บความเศร้า ความทุกข์ ความเจ็บป่วยเรื้อรังไว้เพื่อไม่ต้องทำหน้าที่ รับผิดชอบชีวิตตัวเองและคนอื่น
หรือเก็บความสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นโทษไว้เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
การกล่าวโทษผู้ร้องอย่างต่อเนื่องและการได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญล่าสุดที่บ่งบอกสถานะและเจตนาของพระปราโมทย์ที่มีผู้หวังดีส่งมาให้
ทำให้ผู้ร้องจำเป็นต้องออกจดหมายฉบับนี้ต่อสาธารณะ เพื่อคุ้มครองสิทธิของตัวเองและลูก ตามทำนองคลองธรรม
ซึ่งครูบาอาจารย์ได้สั่งสอนไว้ว่าการเคารพในพระธรรมนั้น ไม่ได้สอนให้ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหา
แต่สอนให้มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ในการทำสิ่งที่สมควรต้องทำ
นอกจากการรักษาจิตของตนเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว ก็มีหน้าที่ช่วยผู้อื่น ช่วยปกป้องพระศาสนา และปกป้องสิทธิของตนเอง
จึงขอให้ พระปราโมทย์ นางอรนุช และ เหล่าผู้หลงเชื่อ หยุดการกระทำที่ผิดศีล ธรรมและกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นโดยเจตนา หรือ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ทั้งนี้เพื่อให้การกระทำใดๆของพระปราโมทย์นางอรนุชและผู้ร้องได้สิ้นสุดลงด้วยความเรียบร้อย ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องต่อกันอีกต่อไป ผู้ร้องจึงเรียกร้องดังนี้
1ขอคืนเงินบริจาค ของผู้ร้องและมารดาจำนวน 4,360,000 บาท(สี่ล้านสามแสนหกหมื่นบาท)
หนึ่งล้าน บริจาค ณ ธันวาคม 2547 ก่อนการเปิดบัญชี กองทุนเพื่อสร้างสวนโพธิญาณฯ ใหม่ (ชื่อในขณะนั้น)
ซึ่งในเอกสาร กว่าจะเป็นสวนฯ ที่พระปราโมทย์เขียน กลับไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้บริจาค เงิน 1 ล้านนี้ แต่กลายเป็นชื่อนางอรนุช เป็นผู้บริจาคแทน
ทั้งที่พระปราโมทย์และนางอรนุชเป็นผู้รับเช็คธนาคารจำนวน1ล้านบาทนี้จากผู้ร้อง และทราบว่าผู้ร้องมอบเพื่อการสร้างวัด
ผู้ร้องอยากทราบว่าตามพระวินัยและตามกฎหมายพระสามารถนำเงินที่บริจาคเพื่อบำรุงพระศาสนา สร้างวัด ไปมอบให้เป็นสิทธิ์แก่ภรรยา
ตามกฎหมายในอดีตก่อนบวช ของตนได้หรือไม่ ผู้ร้องไม่ทราบในเจตนาของผู้อื่นที่บริจาคให้ พระปราโมทย์ขณะอยู่ที่สวนโพธิ์
แต่ผู้ร้องทราบเจตนาตัวเองแน่ว่าต้องการบำรุงพระศาสนา อย่างแท้จริง มิได้ต้องการให้พระปราโมทย์และนางอรนุชได้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวทั้งทางตรงและทางอ้อม
สามล้าน บริจาค ณ กันยายน 2548 และอีกสามแสนหกหมื่นบาทหลังจากนั้นในระหว่างการก่อสร้างรั้วและพื้นศาลา
โดยพระปราโมทย์และนางอรนุช ระบุ ว่าพระปราโมทย์บรรลุอรหันต์ในวันที่ 6 มีนาคม 2548
นอกจากนั้น พระปราโมทย์ยังได้ เขียนเล่าถึงการฟังธรรมครั้งแรกเมื่อ31 กัลป์ที่แล้วกับบุตรสาวที่เริ่มเรียนธรรมะด้วยกันมาและจะมาทำที่สุดแห่งทุกข์ให้แจ้ง ในชาตินี้
ตามเอกสารลายมือพระปราโมทย์ ไฟล์เสียง และ เอกสารที่ พระปราโมทย์ พิมพ์ให้ในชื่อ ไฟล์ แด่ลูกสาว ตามแนบ
ทั้งนี้ผู้ร้องมิได้ยึดคำอวดอ้างเรื่องอิทธิฤิทธิ์ การระลึกชาติ ของพระปราโมทย์มาเป็นสาระหลักแต่อย่างใด แต่ผู้ร้องเข้าใจไปว่าผู้ที่แสดงธรรมะได้อย่างละเอียด
พูดอวดว่ามีครูบาอาจารย์ระดับสูงรับรอง โดยในขณะนั้นยังไม่มีครูบาอาจารย์ออกมาติติงพระปราโมทย์อย่างรุนแรงเหมือนในปัจจุบัน
อีกทั้งพระปราโมทย์เป็นพระที่มีสาธุชนนับถือมาก ผู้ร้องจึงคิดว่าจะไม่โกหก ผู้ร้องจึงรับข้อมูลที่พระปราโมทย์อวดมาไว้ในใจด้วย
พระปราโมทย์ ได้โอนโฉนดสวนสันติธรรม ซึ่งมีมูลค่ารวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน กว่า 50 ล้านบาทให้ นางอรนุช ภรรยาตามกฎหมายก่อนบวชของพระปราโมทย์
ตั้งแต่ ตุลาคม 2548 ตามแนบ ในวันนี้หลังจากที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการเพื่อให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมพระปราโมทย์
เมื่อถูกร้องเรียน พระปราโมทย์จึงเพิ่งจะได้มีการยื่นขอจัดตั้งเป็นวัดเพื่อโอนที่ดินออกจากชื่อ นางอรนุชในอนาคต อันเป็นพฤติการณ์ที่สาธุชนตั้งคำถามเรื่องความสุจริต
ถึงแม้ในอนาคตจะมีการจดเป็นวัดแต่การที่มีการทำให้ผู้ร้องเชื่อก่อนการบริจาคว่ากำลังบริจาคให้พระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ เป็นพระอรหันต์
ที่จะเผยแพร่ ธรรมะที่ถูกต้องต่อไป จึงนับได้ว่าผิดพระวินัยและผิดวัตถุประสงค์การบริจาค
อีกทั้งพระปราโมทย์และนางอรนุช ได้ ทำให้ มีผู้เชื่อจำนวนมาก ว่าได้คืนเงินบริจาคทั้งหมดให้กับผู้ร้องแล้ว
โดยการเขียนในบทความกว่าจะเป็นสวนฯอย่างกำกวมไม่ชัดเจนว่าใช้หนี้คืนผู้ร้องสองล้าน
ซึ่งความจริงเป็นค่าก่อสร้างค่าปรับปรุงเพิ่มเติมตกแต่งภายในกุฎิอาทิ ค่าตู้ครอบเซฟไม้สัก เคาน์เตอร์แพนทรีไม้สักท็อปแกรนิตฯลฯ
ที่ผู้ร้องได้สำรองจ่ายไปก่อน รวมทั้งกล่าวกับผู้อื่นว่าไม่ได้ต้องการติดหนี้ หรือข้องเกี่ยวใดๆกับผู้ร้อง
วันนี้ผู้ร้องจึงเรียกให้ พระปราโมทย์คืนเงิน บริจาคให้แก่ผู้ร้องตามที่กล่าวมาข้างต้น
2 กรณีพระปราโมทย์และนางอรนุชขอให้ผู้ร้องร่วมหุ้นกันจ่ายค่าเดินสายไฟเข้าที่ดินที่ซื้อติดกัน แต่ภายหลัง ตัดการใช้ไฟฟ้าของผู้ร้อง
พระปราโมทย์ได้ขอให้ทุกคนที่ซื้อที่ดินบริเวณนั้นพร้อมกันกับสวนฯ เฉลี่ยค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเดินสายไฟฟ้าเข้าที่ดิน
ค่าติดตั้งหม้อแปลงรวม 1,262,185.16บาทเพื่อสิทธิ์ในการใช้ไฟของแต่ละคน ตามขนาดที่ดินที่แต่ละคนถือครองดังนี้
สวนสันติธรรม 48 % เป็นเงิน 605,848 บาท
คุณอภิชาติ อัศวเรืองชัย 34 % เป็นเงิน 429,142 บาท
ผู้ร้อง 18 % เป็นเงิน 227,193บาท
ตามเอกสารเฉลี่ยค่าใช้จ่ายที่จัดทำโดย นส ชยาทร เตชะไพบูลย์ ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2549 (ในเอกสารเป็น ค.ศ. 2006)ตามแนบ
ประวัติการเดินไฟฟ้าเข้าที่ดินมีดังนี้ ขณะที่การไฟฟ้ากำลังดำเนินการติดตั้งเสาไฟเป็นระยะทาง 2 กม เข้าที่ดิน
เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้เดินทางมาแจ้งว่า แม้ที่ดินแนวนี้ จะมี เอกสารสิทธิ์ นส3ก และนส3 แต่ แนวถนนเป็นเขตของป่าไม้
จึงไม่สามารถเดินไฟเข้ามาได้ ผู้ร้องจึงแก้ปัญหาโดยการ เดินขอชาวบ้านเจ้าของที่แต่ละแปลงรวมทั้งผู้ร้อง ให้อนุญาตให้เดินเสาไฟ ในเขตที่ดินของชาวบ้าน
โดยติดตั้งมาตรวัดไฟตั้งแต่ปากทาง และจ้างเอกชนเป็นผู้เดินไฟเข้ามายังที่ดินทั้ง 3 แปลง
ซึ่งผู้ร้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนของผู้ร้องโดยตรงให้กับผู้รับจ้างเดินไฟนายวิรัตน์ ปิลันธ์นเศรษฐ์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอศรีราชา
โดย พระปราโมทย์ ให้ ใส่ชื่อ นางอรนุช ซึ่งเป็นคนกลาง เป็นเจ้าของมาตรวัดไฟ
ซึ่งค่าใช้จ่ายการเดินไฟฟ้าส่วนของสวนฯ ผู้ร้องก็เป็นผู้โทรขอให้ คุณอโนมา เศรษฐพรพงษ์
และมารดาของเธอคุณหญิงจำนงศรี รัตนิน หาญเจนลักษณ์ และคณะ เป็นผู้บริจาค
ซึ่งผู้รับเหมาเดินไฟ แจ้งว่ายังแยกมาตรวัดไฟไม่ได้จึงติดตั้งมาตรวัดไฟเล็กภายใน ให้ผู้ร้องจ่ายค่าใช้ไฟแต่ละเดือนผ่านสวนฯ
ซึ่งผู้ร้องมอบค่าไฟไว้ให้เป็นรายปีเพื่อมิต้องเป็นภาระในการเก็บ
ในวันที่ 1 เมษายน 2551 สวนฯมีจดหมายแจ้งโดยไม่ลงนามตามแนบ ว่าจะตัดไฟผู้ร้อง ผู้ร้องได้ ให้ตัวแทนประสานไปว่า
ผู้ร้องมีสิทธิ์ในการใช้ไฟโดยชอบธรรมตามกฎหมาย หากคิดว่าการมีมาตรวัดไฟร่วมกันยุ่งยากผู้ร้องได้ประสานจน
เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าอนุญาติให้แยกมาตรวัดไฟได้ ขอให้เซ็นต์เอกสารยินยอม แยกมาตรวัดไฟมา
ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 สวนฯ ตัดไฟผู้ร้อง แม้มารดาผู้ร้องจะปีนรั้วขอร้องว่าเมื่อบุตรผู้ร้องกลับมาจากโรงเรียนจะเปิดไฟทำการบ้านก็ไม่ได้
เจ้าหน้าที่และกรรมการก็มิได้สนใจในสิทธิ์ที่เราจ่ายเงินไป และสิ่งที่เราได้ทำให้เป็นประโยชน์กับเขา กลับตัดหม้อแปลงไฟของเราทันที
มารดาของผู้ร้องเสียใจมาก ผู้ร้องจึงเดินทางไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามเอกสารแนบ
เมื่อทราบว่าผู้ร้องแจ้งความ สวนฯได้มีความพยายามนำเช็คเป็นจำนวนเท่าเงินส่วนที่ผู้ร้องลงทุนจ่ายผู้รับเหมาไฟฟ้าส่งมาให้
โดยบิดเบือนว่าเป็นการคืนเงินที่บริจาคให้สวนฯ ทั้งที่เงินบริจาคจริงๆที่ผู้ร้องบริจาคไป4ล้านกว่ากลับไม่คืน
ตามหลักฐานการบริจาคสร้างสวนฯที่นายธนา รุจิพัฒนกุลเป็นผู้เก็บจะพบว่ายอดบริจาคเดินไฟก็จะเป็นของคุณอโนมาและคณะเท่านั้น
ไม่มีระบุเงินส่วนของผู้ร้องนี้เพราะเป็นการจ่ายเงินตรงของผู้ร้องให้กับผู้รับเหมาไฟ เพื่อสิทธิการใช้ไฟของผู้ร้อง
การคืนเงินส่วนนี้ก็เพราะหวังว่าจะทำให้พ้นผิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรม
พรากทรัพย์สินที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ไม่ได้อนุญาต ผู้ร้องจึงได้เก็บเช็คไว้เป็นหลักฐานตลอดมา
โดยได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าเราไม่ขึ้นเช็คเพราะเราไม่เคยบริจาคเป็นค่าเดินไฟ นี่มิใช่เงินของเรา
เราไม่สามารถเอาเงินบริจาคที่คนยกท่วมหัวมาเป็นของเราได้ เราจะเก็บเช็คไว้เพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน ว่าพระปราโมทย์และนางอรนุช รู้ว่าทรัพย์นี้มีเจ้าของ
เจ้าของเขาหวงและไม่อนุญาต แต่ได้ทำการพรากทรัพย์จากเจ้าของจนสำเร็จ
การส่งเช็คมาให้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า พระปราโมทย์และนางอรนุช ทราบ ว่า เป็นทรัพย์ของผู้ร้อง ที่ ผู้ร้องจ่ายตามส่วนเพื่อเดินไฟเข้าบ้านตัวเอง
จึงเรียกร้องให้นางอรนุชลงชื่อในเอกสารแยกมาตรวัดไฟ มอบสิทธิ์การใช้ไฟ โดยชอบธรรมของผู้ร้องคืนมา
3 พระปราโมทย์และนางอรนุช ขอที่ดินเพิ่มเติมจากผู้ร้องแต่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้ร้องรุกลำ้ที่วัด
พระปราโมทย์ได้พูดบอกกล่าวแก่ศิษย์ และเขียนใน กว่าจะเป็นสวนฯว่า
“อันมีผลให้แนวเขตที่ดินของสวนฯในด้านนี้เปลี่ยนแปลงจากเมื่อแรกเริ่มก่อสร้างสวนฯ มาใช้แนวรั้วที่คุณฐิตินาถบ่งชี้แทน”
ในข้อเขียนพระปราโมทย์ใช้คำว่าเปลี่ยนแปลงซึ่งสามารถอ้างได้ภายหลังว่าไม่ได้พูดว่าผู้ร้องเอาไป
อาจแปลว่าเป็นการที่ผู้ร้องมอบให้ก็ได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ
พระปราโมทย์และนางอรนุช ได้มอบหมายให้กรรมการวัดนำโดยนายอภิชาติ มาขอที่ดินจากผู้ร้อง
ลำ้เข้ามาในเขตที่ดินผู้ร้องตามแนวที่ พระปราโมทย์และนางอรนุช ต้องการ
ซึ่งผู้ร้องมีความอึดอัดใจเป็นอันมากที่จะตามใจ พระปราโมทย์และนางอรนุช ซึ่งมีความต้องการที่ผู้ร้องมิได้เห็นด้วยหลายอย่าง
อาทิ เช่นหลังจาก พระปราโมทย์และนางอรนุช ได้อนุญาตให้กรรมการวัดซื้อ จักรยานปั่นออกกำลังกายในกุฎิให้แก่ พระปราโมทย์และนางอรนุช
แล้วยังได้สั่งให้ กรรมการท่านนั้น ซื้อ กางเกงขาสั้นรัดรูป เสริมเบาะที่ก้นเพื่อใช้ในการปั่นจักรยานนั้น ให้แก่ พระปราโมทย์และนางอรนุช
ซึ่งถึงแม้ในขณะนั้นยังไม่มีใครคิดสงสัย แต่ผู้ร้องรู้สึก สงสัยเป็นอันมาก แต่เพราะขณะนั้นยังไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงสถานะและเจตนาที่แท้จริงของพระปราโมทย์
จึงต้องมอบที่ดินให้ไปตามที่พระปราโมทย์และนางอรนุช ขอ
พระปราโมทย์และนางอรนุช ได้ ให้ ทนายร่างสัญญามาให้ผู้ร้องลงนามแล้วลงมือสร้างรั้วกั้นตามแนวที่ขอ
แต่กลับพูดว่าผู้ร้องลำ้ที่วัดทำให้มีผู้หลงเชื่อเป็นอันมาก (ซึ่งหลายท่านได้ทราบความจริงภายหลังจึงทยอยเข้ามาขออโหสิกรรมจากผู้ร้อง )
ตลอดเวลาที่ถูกครหาว่าโกงที่วัด ผู้ร้องเหมือนคนนำ้ท่วมปาก ที่ถูกมัดมือชก คือ ที่ดินเขาก็เอาไปแล้ว ให้เราเซ็นต์ให้นางอรนุชไปแล้วเอาคืนก็ไม่ได้
แล้วกลับมาพูดว่าเราเอาที่ดินวัดไป ตอนเซ็นต์ให้ตามที่ขอก็พูดต่อหน้ากรรมการนายอภิชาติว่า หลวงพ่ออนุโมทนามากนะ ให้พระมาสวดชยันโตอนุโมทนาดีมั้ย
รั้วพระปราโมทย์และนางอรนุช ก็เป็นคนกั้น เอง ชี้แนวเอง ใช้พื้นที่อยู่เอง ไม่มีใครเคยมาถามผู้ร้องสักคำว่าความจริงเป็นอย่างไร เ
หล่าศิษย์ผู้หลงเชื่อ ต่างก็ ป่าวประกาศออกไปเป็นวงกว้าง แม้กระทั่งในโรงเรียนของลูกผู้ร้อง
วันนี้ เพื่อพิสูจน์ว่า พระปราโมทย์และนางอรนุช มิได้พูดออกไปจากเจตนาร้าย ที่หวังจะเอาที่ดินคนอื่นแต่กลับพูดให้เขาเสียหาย เหมือนทั้งเอาของๆเขาแล้วยังทำร้ายเขาด้วย
เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของทั้งสองท่านก็ขอให้ยกเลิกสัญญา ให้มีการรังวัดใหม่ นัดพยาน เจ้าหน้าที่ ในเขตนั้นมาเป็นสักขีพยาน
แล้วนับจากนี้ทั้งสองฝ่ายต่างยึดเอาแนวที่เจ้าหน้าที่รังวัดกำหนดเป็นเขตแดนของตน
ซึ่งหาก พระปราโมทย์และนางอรนุช มั่นใจดังที่กล่าวแก่ผู้อื่นว่าแนวเขตที่ของวัดควรได้มากกว่านั้นก็ไม่มีเหตุให้ต้องกลัวการรังวัดว่าจะทำให้เสียที่ดินที่ครอบครองอยู่ ไปแต่อย่างใด
จึงขอให้มีการรังวัดที่ดินใหม่แล้วรื้อถอนปักรั้วใหม่ให้ตรงตามที่รังวัดได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการรื้อรั้วและสร้างใหม่นั้น ผู้ร้องจะเป็นผู้จ่ายเองทั้งสิ้น
ผู้ร้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริงมาเพื่อให้ทราบและหยุดการกระทำใดๆ ซึ่งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดแต่ละเมิดความเป็นอยู่โดยสันติสุขของผู้ร้องโดยชอบธรรม
ขอให้สังเกตุว่าผู้ร้องกล่าวถึงเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ร้องโดยตรง และได้งดเว้นการกล่าวถึงรายละเอียดอันเป็นเรื่องของส่วนรวม
และเรื่องส่วนตัวของ พระปราโมทย์และนางอรนุช ที่ไม่เกี่ยวโดยตรงกับผู้ร้อง
เพื่อให้เรื่องราวระหว่างผู้ร้องและ พระปราโมทย์และนางอรนุช สามารถบรรลุข้อยุติ ต่างไปดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
ผู้ที่เคารพศรัทธา ก็เป็นสิทธิของท่านที่จะเลือกหรือเลิกศรัทธาเผยแพร่ต่อไป ไม่เกี่ยวอันใดกับผู้ร้อง
ผู้ร้องมิได้ต้องการให้มหาชนเลิกนับถือศรัทธา พระปราโมทย์และนางอรนุช ตามผู้ร้องทั้งสิ้น
นับจากวันนี้เป็นต้นไป ถือว่าทุกท่านได้ทราบความจริงแล้ว
หากผู้ใด รวมถึงโดยเฉพาะ พระปราโมทย์และนางอรนุช กระทำการ ไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม ที่มีผลกระทบแม้เพียงน้อยนิดต่อผู้ร้องและครอบครัว
ผู้ร้องจะใช้ พยานทุกคน หลักฐานทั้งหมด ในทุกๆเรื่อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ทั้งสิทธิ์ และความสามารถของผู้ร้อง ดำเนินการกับผู้ละเมิด เป็นรายบุคคล
ในกรอบของ ศีล ธรรม และ กฎหมาย จนถึงที่สุด เพื่อปกป้องเกียรติคุณและความปลอดภัยสงบสุขในการดำเนินชีวิตของผู้ร้องและลูก
ทั้งนี้ผู้ร้องได้มอบให้ สำนักงานกฎหมายเทพ เป็นตัวแทนของผู้ร้องเพื่อดำเนินการใดๆในทางกฎหมายต่างๆให้เสร็จสิ้น
โดยในเบื้องต้น ตัวแทนทางกฎหมายของผู้ร้องจะประสานกับกรรมการอาวุโส ของสวนฯ นายธนา รุจิพัฒนกุล
และ ผู้ดูแลประสานงานรับโทรศัพท์ของสวนฯ จนกว่า พระปราโมทย์และนางอรนุช จะมีการแต่งตั้งตัวแทนเป็นผู้อื่น
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
1โฉนดที่ดินสวนสันติธรรมที่ถูกโอนเป็นกรรมสิทธิ์นางอรนุช สันตยากร ณ ต.ค2548
2พระปราโมทย์เขียนถึงลูกสาวเล่าว่าฟังธรรมด้วยกันสมัยพระพุทธเจ้าพุทธสิขี เมื่อ 31 กัลป์ ที่แล้ว ด้วยลายมือตัวเอง
3 แด่ลูกสาว พระปราโมทย์พิมพ์ถึงลูกสาวเพื่อเตือนว่าวันนี้เป็นวันที่พ่อ เข้าถึงพระนิพพานครบ1ปี
4ใบสรุปการจ่ายเงินหุ้นค่าไฟฟ้าตามสัดส่วนที่ดินที่เรียกเก็บจากทุกหุ้นส่วน
5จดหมายแจ้งตัดไฟ
6ใบแจ้งความเรื่องการตัดไฟ
7เช็คค่าเดินไฟที่สวนสันติธรรมพยายามนำเงินมาคืนหลังถูกแจ้งความ
8บันทึกการขอที่ดิน
9สรุปถอดไฟล์เสียงกัณฑ์เทศน์ของพระปราโมทย์เรื่อง การปล่อยคุณไสยมนต์ดำ และหลักฐาน forward mail เรื่องคุณไสย
รวบรวมโดย
http://www.kammathan.com