เรื่องเล่าสนุกจากพระอริยสงฆ์

148 views
Skip to first unread message

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 2:43:18 AM9/13/10
to กลุ่มศาลาวัด, nokiang...@googlegroups.com
เรื่องเล่า หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ  มีผู้สงสัยถามไถ่หลวงพ่อว่า
"เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์  เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ"
"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้" ท่านตอบ
(แมงกุดจี่ - แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)
----------------------------------------------------------

อีกหนึ่งครับมีผู้ถามคล้ายๆกันว่า
"เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์สมัยก่อนๆ  เขาว่าเหาะได้จริงไหมครับ"
"ถามไกลเกินตัวไป  มาพูดถึงตอไม้  ที่จะตำเท้าเราดีกว่า" ท่านกล่าว
----------------------------------------------------------

ขอของดีไปสู้กระสุน
ทหารคนหนึ่งไปกราบขอพระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ  
ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า "เอาองค์นั้นดีกว่า  เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"
ท่านชี้ไปที่พระประธาน
----------------------------------------------------------

เอ๊า
มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวนหลวงพ่อซื้อ
เพื่อปล่อยนกในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง
"นกอะไร  เอามาจากไหน"
"ผมจับมาเอง"
"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า
----------------------------------------------------------

ปวดเหมือนกัน
โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขามาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้
"ดิฉันปวดขา  พลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ"
"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ  อาตมาก็ปวดเหมือนกัน" ท่านตอบ


--

I'm busy twenty four rounds a day.
ธรรมแท้ เกิดที่ใจ




คลื่นลม...

unread,
Sep 13, 2010, 2:45:19 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com
ซ้ำ เหมือนเคยส่งแล้ว
 
แต่ก็ชอบอ่านค่ะ สนุกดี

2010/9/13 ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com>




--
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณสมัครรับข้อมูลจากกลุ่ม "salawat" ของ Google Groups
หากต้องการโพสต์ถึงกลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ sal...@googlegroups.com
หากต้องการยกเลิกการสมัครสำหรับกลุ่มนี้ โปรดส่งอีเมลไปที่ salawat+u...@googlegroups.com
สำหรับตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดเข้าสู่กลุ่มนี้ที่ http://groups.google.com/group/salawat?hl=th



--
---
 
ลัลล้า
 
 

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 2:47:06 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com
รู้ว่าซ้ำน่ะ แต่ อันนี้หลายตอนกว่า..


เรื่องของหลวงปู่ทองรัตน์ กันตสีโล
(หลวงปู่ทองรัตน์ เป็นลูกศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่มั่นและหลวงปู่เสาร์)

มีการกลั่นแกล้งหลวงปู่ทองรัตน์ของฝ่ายสงฆ์ที่เกลียดชังพระป่ากรรมฐาน
ถึงกับไปฟ้องพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองว่า

หลวงปู่ทองรัตน์ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับเป็นพระภิกษุ 
ชอบประจบประแจงเอาใจเพื่อขอสิ่งของจากชาวบ้าน

คณะสงฆ์จึงตั้งกรรมการสอบอธิกรณ์หลวงปู่ทองรัตน์
ซึ่งพระเถระเหล่านี้ก็ได้สอบสวนหลวงปู่ทองรัตน์ทีละข้อกล่าวหา

เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาเสร็จ ก็จะถามหลวงปู่ทองรัตน์ว่า "เขากล่าวหามาอย่างนี้ถูกต้องไหม?"

หลวงปู่ทองรัตน์ก็ตอบกลับว่า "โดย ขะน้อย (ขอรับ กระผม)" เช่นนี้ทุกข้อกล่าวหา

พระเถระจึงถามว่า "เมื่อยอมรับข้อกล่าวหาเช่นนี้ จะมีข้อแก้ตัวอย่างไร ท่านทองรัตน์"

หลวงปู่ทองรัตน์ตอบกลับอย่างแสบสันต์ว่า

"ถ้า เช่นนั้นแล้ว ผมขอเรียนถามท่านว่า ภิกขุคือใคร 
ถ้าแปลออกมาก็แปลว่า ผู้ขอ ไม่ใช่หรือ ที่ขอเพราะไม่มี ถึงขอ 
ถ้าไม่ขอก็จะหาอยู่กินเอง เขาก็เรียก คฤหัสน์ ญาติโยม เท่านั้นแหละ 
ถ้าว่าการกระทำของผมผิด จะฆ่าจะแกงผม ผมก็ยอม"

พระเถระ "......................" 

สุดท้ายฝ่ายพระเถระก็ต้องถอยทัพกลับ และยอมรับแต่โดยดีว่า 
หลวงปู่ทองรัตน์พูดถูก และสิ่งที่ท่านทำก็ไม่ได้ผิดพระธรรมวินัยเลย





เมื่อ 13 กันยายน 2553, 13:45, คลื่นลม... <abc.co.th@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 2:48:36 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com
สมัยหนึ่ง หลวงปู่ชอบได้ไปเยี่ยมหลวงปู่ขาวที่วัดถ้ำ้กลองเพล
พอดีวันนั้น เจ้าหน้าที่จากสำนักราชวังแจ้งมาที่วัดถ้ำกลองเพลว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมหลวงปู่ขาวที่วัดในวันนี้

หลวงปู่ชอบได้ยินดังนั้นจึงกราบลาหลวงปู่ขาวกลับวัด
แต่หลวงปู่ขาวไม่ยอม บอกว่าให้อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน

หลวงปู่ชอบบอกว่า ท่านคุยกับพระเจ้าแผ่นดินไม่เป็น
หลวงปู่ขาวก็บอกว่า ท่านก็คุยไม่เป็นเหมือนกัน จึงต้องอยู่เป็นเพื่อนกันก่อน

(ตอนนั้นหลวงปู่ชอบและหลวงปู่ขาว ต่างยังไม่เคยเห็นไม่เคยพบเจอกับ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาก่อนเลยทั้งคู่ -สมัยก่อนไม่มีทีวี 
ข่าวสารยังไปไม่ถึงชนบทห่างไกล)

หลวงปู่ชอบจึงอยู่เป็นเพื่อนหลวงปู่ขาวด้วยในวันนั้น
หลวงปู่ทั้งสองนั่งรอรับเสด็จอยู่ที่เก้าอี้ในวัด
นั่งรออยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเวลาเย็น ก็ยังคงคอยอยู่อย่างนั้น
นานจนหลวงปู่ทั้งสองหันมาคุยถามกันเองว่า
"คื่อยังบ่มาจักเทื้อ รอโดนแล้ว" (ทำไมถึงยังไม่มาสักที รอนานแล้ว)

"เห็นแต่ทหารพ่อลูกเนาะ"

พระเณรลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ด้วยในที่นั้น เมื่อได้ยินดังนั้น จึงมาบอกกับหลวงปู่ทั้งสองว่า
“ก็ทหารสองพ่อลูกนั่นแหละ คือพระเจ้าอยู่หัวฯกับสมเด็จพระบรมฯ”

ครั้นหลวงปู่ทั้งสองรู้ความจริงเข้า ก็ถึงกับหัวเราะพร้อมกันทั้งคู่

ลูกศิษย์จึงถามท่านทั้งสองว่า ทำไมถึงไม่รู้ว่าทหารสองพ่อลูกนั่นคือ 
พระเจ้าแผ่นดินกับพระราชโอรส

หลวงปู่ขาวตอบว่า "นึกว่าจะมีขบวนแห่นำมา!"

หลวงปู่ชอบตอบว่า "นึกว่าจะใส่ชฎา!







เมื่อ 13 กันยายน 2553, 13:47, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

^_^ Rina ^_^

unread,
Sep 13, 2010, 2:49:48 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com
ติดดาวไว้เดี๋ยวมาอ่าน

เมื่อ 13 กันยายน 2553, 13:48, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:



--

mina rakastan sinua

 Together,We can :)


∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 2:52:01 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยไปกราบเรียนถามเจ้าคุณนรรัตนฯ

ครั้งหนึ่งมีคนเขาไปลือว่าท่านสำเร็จพระอรหันต์แล้ว
ผมพบท่านโดยบังเอิญที่วัดเทพศิรินทร์ก็เข้าไปกราบท่าน แล้วกราบเรียนถามท่านว่า
“เขาลือกันว่าใต้เท้าสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จริงหรือครับ”

ท่านเจ้าคุณนรฯ มองท่านคึกฤทธิ์ และพูดบอกว่า “เข้ามาใกล้ๆซิ”

พอผมขยับเข้าไปใกล้ ท่านก็ดึงหูผมเข้าไปใกล้ ๆ แล้วกระซิบว่า “ไอ้บ้า”




เมื่อ 13 กันยายน 2553, 13:49, ^_^ Rina ^_^ <rina...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 2:54:12 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com
หลวงปู่เจี๊ยะ ;D
เดินทางโดยรถสิบล้อ

เรื่องการโบกรถก็เช่นกัน ถ้าท่านโบกรถนี่ รถต้องจอดทุกคันนะครับเพราะท่านจะไม่ไปโบกริมๆ ถนน ท่านจะไปยืนโบกรถกลางๆ ถนนเลย แล้วไม่ใช่ไปโบกตรงนั้นเฉยๆ ไปยืนห่มจีวรตรงนั้นด้วย แล้วก็โบกมันรุงรังขนาดล่ะ กางปีกเลยมารุ่มๆ รถต้องจอดหมดล่ะ

ทีนี้เราก็มาสังเกตท่านว่า “เอ๊ะ! ทำไมท่านอาจารย์ทำอย่างนี้นะ ท่านทำอย่างนี้ทำแบบนี้ ยังกับว่าทั่วประเทศไทยเป็นพี่น้องเป็นญาติท่านกันหมด เรามอง เอ! พวกนี้พี่น้องท่านหมดเลยนะนี่ ไม่รู้เขาจะโกรธจะเกลียด หรือรถจะชนตายอย่างนี้ไม่สนใจ ไปถึงก็กางปีกยืนถ่างขากลางถนนเลย แล้วก็ห่มจีวรพร้อมเลย”

สมัยก่อนเวลาท่านมากรุงเทพฯ ก็อาศัยรถสิบล้อเขามาบ้าง รถทัวร์บ้าง รถทัวร์ก็ไม่ค่อยได้ขึ้นหรอก เอารถสิบล้อ เอา! ผมเคยไปรับท่านครั้งหนึ่ง โอ๊ย! แหงนดูท่านอาจารย์เจี๊ยะอยู่บนหลังคานั่นน่ะ ท่านตะโกน “หนาวโว๊ยๆ...หนาว” อยู่บนหลังคารถสิบล้อน่ะ ข้างล่างมันเต็ม มีผู้หญิงมาด้วย ท่านไม่เดือดร้อนกับใครล่ะ “หนาวโว๊ยๆ ลมมันโกรก”

อยู่มาวันหนึ่ง มีจดหมายส่งมาจากวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ท่านเจ้าคุณพรหมุนี เพื่อนท่านส่งมา ในเนื้อความจดหมายนั้นบอกว่า “เมื่อได้รับแล้วให้มาด่วนทันที”

ท่านอ่านแล้วก็ไม่รีรอเลย รีบคว้าย่าม คว้าจีวร พะรุงพะรัง รีบด่วนอย่างที่จดหมายบอกไปทันที ท่านก็จะรีบไป คือท่านเป็นคนตรงมากอย่างนั้น คว้าจีวร คว้าย่าม เดินดิ่งตรงไปหน้าวัด หน้าวัดติดถนนใหญ่ ไหล่ก็สะพายย่าม มือก็พยายามคลุมจีวร บังเอิญรถบัสประจำทาง มันก็มาพอดิบพอดี เหมือนนัดกันไว้ เมื่อรถมาพอดีจะทำยังไงล่ะ มือก็คลุมจีวรอยู่ โบกรถก็ไม่ได้ ท่านกลัวไม่ทันมั้ง ท่านจึงใช้ตีนโบก “ยกตีนขึ้นสูงๆ ลงๆ หยุด... ตะโกนด้วย หยุดเดี๋ยวนี้”

รถวิ่งผ่านไปฉิวแบบไม่สนใจ “เย็...แม่มึง...ไม่รู้จักไอ้เจี๊ยะ...ซะแล้ว”

ท่านตะโกนด่าตามหลัง เราแอบไปฟังอยู่ข้างๆ กำแพง แอบหัวเราะคิกๆ อยู่คนเดียว เอามือปิดปากไว้กลัวท่านได้ยิน เดี๋ยวโดนเตะ หาว่าหัวเราะเยาะ

บางทีในตอนกลางคืนขนาดกำลังป่วย เพราะความที่ท่านเป็นผู้ที่นอบน้อมในธรรมมาก ไม่มีชาติชั้นวรรณะเลย อย่างบางทีคุยกันกับพระเณร เฮๆ เป็นปกติอยู่เลย แต่ทันทีที่ไม่ว่า พระเณร เด็ก ผู้ใหญ่ มาพูดเรื่องธรรมะนี่ ท่านจะนิ่งฟังเฉย แสดงความเคารพทันทีเลย แปลกจริงๆ "เอ๊ะ! ทำไมอาจารย์น้อมในธรรมนัก กิริยาในธรรมกับกิริยาในโลกของท่านต่างกันนัก”

เวลาพระผู้ใหญ่พูดมา เวลาจะเอาเป็นเอาตายท่านเฉยเลย นั่งฟังเลยเรื่องธรรม เรื่องกิเลสนี้ต้องยอมรับเลย ถ้าคุยกันนี้เอาเป็นเอาตายเลย คุยมีอรรถมีธรรมท่านจะนั่งฟังเงียบ “เออ! แปลก น้อมในธรรมมากตั้งแต่เห็นมา” เพราะเราก็ไม่รู้ว่าท่านมีอะไร พวกพระที่บวชใหม่ๆ ก็ ...เอ!...ทำไมท่านอาจารย์เจี๊ยะเป็นอย่างนี้ได้นะ

เวลาเจอโยมทำผิดมาท่านเอาเป็นเอา ตายเลย เวลาเขาพูดเรื่องเหตุเรื่องผล ท่านจะนั่งฟังเงียบนิ่งเลย เออๆ ๆ เราคล้อยตามท่านไม่ได้เลย บ้าตายเลยเรา กับเรื่องท่านนี้ ยากที่คนเขาจะเข้าใจได้ง่าย เดินผ่านไปผ่านมา เห็นพระเณรนั่งอยู่ก็ดุเขาเอาดื้อๆ “ไอ้ฉิบหาย!” บางทีดุพระเณรจนร้องห่มร้องไห้ “ฮือๆ อยู่นั่นแหละ” ตอนหลังจึงพูดกันว่า “ถ้าใครอยู่กับพระอาจารย์เจี๊ยะได้เนี่ย ทั่วประเทศไทยอยู่ได้หมดล่ะ เชื่อเถอะ!!”

มีอีกเหตุการณ์หนึ่ง ถ้าไม่เล่าจะข้ามไปอย่างน่าเสียดาย วันนั้นท่านมีกิจนิมนต์เข้าวัง ท่านอาจารย์เจี๊ยะก็ถามก่อนไปว่า “ต้องใช้พัดยศหรือเปล่า เพราะพัดยศอยู่ที่จันทบุรี ตอนนั้นท่านพักอยู่กรุงเทพฯ วัดบวรฯ” ทางฝ่ายศาสนพิธีในพระราชวังนั้นก็บอกว่า “ไม่ต้องใช้”

พอเข้าไปในพระราชวัง ในขณะกำลังจะลงมือฉันข้าว ทางฝ่ายพิธีที่พระราชวังนั้นจึงถามขึ้นว่า “ทำไมพระองค์นั้นไม่เอาพัดยศมา”

ท่านอาจารย์ก็ว่า “เฮ้ย! หยุดกินเดี๋ยวนี้นะ หยุดกินเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวอาตมาจะไปเอาพัดยศที่จันทบุรีก่อน” บ่อนแตกเลย ฝ่ายศาสนพิธีก็รีบเข้ามาหาท่านแล้วพูดว่า ทำไมท่านอาจารย์พูดอย่างนั้น

“กูถามมึงแล้วว่ามึงจะเอาหรือเปล่า พัดยศน่ะ มึงบอกไม่เอา กูก็ไม่เอามา มึงหยุดเลย เดี๋ยวรอพัดยศจากจันทบุรี”

พอท่านกลับมาถึงวัด ท่านบอกไม่มีพัดยศเขาจะไม่ให้กูกินเสียแล้ว ไอ้ฉิบหาย!! ตอนก่อนจะไปกูก็ถามมันอย่างดีว่า “เอาพัดยศหรือเปล่า” มันก็บอกว่า “ไม่เอาๆ”

นี่แหละเรื่องอย่างนี้แหละ ใครเขาเห็น ใครเขาไม่รู้ก็ตำหนิท่าน ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะท่านสร้างศาลา สร้างกุฏิ สร้างพระอุโบสถ เป็นประโยชน์แก่พระศาสนาและชนรุ่นหลัง นอกจากนั้นท่านยังไปช่วย หลวงตามหาบัวสร้างวัด ที่บ้านสถานีทดลองกสิกรรมอีก ท่านทำประโยชน์มาก แต่ตาคนธรรมดาไม่ถึงธรรมท่าน มักมองผ่านเลยไป เลยไปชอบพระหลอกๆ มีมายาเยอะๆ เป็นอย่างนั้นไป





เมื่อ 13 กันยายน 2553, 13:52, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

คลื่นลม...

unread,
Sep 13, 2010, 2:57:57 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com
น่ารักดี ชอบๆๆๆ อ่านหมดแระ หาใหม่ๆ มาดีแระ ชอบ

2010/9/13 ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com>

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:00:05 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com

พระอรหันต์ทุกองค์ ท่านตัดขาดกิเลสโดยสิ้น
เว้นแต่นิสัยวาสนา(กิริยาอาการ) เท่านั้นเอง


หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

มีผู้จดหมายถามว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์หรือเปล่า
และบางครั้งยกยอให้หลวงปู่เป็นพระอรหันต์
หลวงปู่ก็ได้เมตตาตอบจดหมายเขาเหล่านั้น

"จดหมายของลูกๆ นั้น หลวงปู่ได้รับทราบแล้ว
รู้สึกทราบซึ้งในสัมมาวาจาที่ลูกๆ พูด ที่ลูกๆ ปรารภ
การที่ลูกๆ ให้คะแนนหลวงปู่ว่าเป็นพระอรหันต์นั้น
มันเป็นเรื่องของลูกๆ ต่างหาก ไม่ใช่เรื่องของหลวงปู่เลย

หลวงปู่มาตรวจดูในรูปขันธ์  ก็เป็นแต่สักว่ารูปขันธ์ไปเสีย
มาตรวจดูในนามขันธ์  ก็เป็นสักว่านามขันธ์ไปเสีย
มาตรวจดูผู้รู้  ก็เป็นแต่สักว่าผู้รู้ไปเสีย
มาตรวจดูในคำว่าหลวงปู่  ก็เป็นแต่สักคำว่าสมมติหลวงปู่ไปเสีย
พระอรหันต์ไม่มีในหลวงปู่เสียแล้ว
เหตุนั้นหลวงปู่จึงไม่ดีใจ เสียใจในเรื่องนี้

อนึ่ง รูปขันธ์ นามขันธ์ ก็ดี
ที่เรียกว่า เราๆ เขาๆ ท่านๆ ตลอดถึงจิตใจ และผู้รู้
ถ้าปฏิบัติถูกก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา
เป็นหนทางเดินเข้าสู่พระนิพพาน
เหตุนั้นผู้รู้ในอีต ผู้รู้ในปัจจุบัน ผู้รู้ในอนาคต
จึงไม่ใช่พระอรหันต์

ถ้าทำถูกก็เป็นหนทางเพื่อเข้าสู่พระอรหันต์
ถ้าทำผิดก็ตรงกันข้าม

หนทางเข้าสู่พระอรหันต์กับหนทางเข้าสู่พระนิพพาน
ก็มีรสชาติและความหมายอันเดียวกัน
แปลกกันแต่คำว่าชื่อเท่านั้น

สุดท้ายด้วยเดชพระพุทธ ธรรม สงฆ์
จงเป็นสุขทุกถ้วนหน้าในโลกุตรธรรม
ของบรมศาสดาอยู่ทุกเมื่อเทอญ





เมื่อ 13 กันยายน 2553, 13:57, คลื่นลม... <abc.co.th@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:01:56 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

แต่ละวันจะมีญาติโยมมากราบหลวงปู่ ถามธรรมะบ้าง ขอของแจกบ้าง
วันหนึ่งมีกลุ่มชายฉกรรจ์มากราบ พร้อมกับขอเหรียญหลวงปู่
ชายคนหนึ่งก็ถามหลวงปู่ว่า "วัตถุมงคลและของต่าง ๆ ที่หลวงปู่แจก 
ถ้าเก็บไว้นาน ๆ ไป ของจะเสื่อมไหมครับ ?"

หลวงปู่ตอบว่า "ของไม่เสื่อมหรอก นอกจากเราจะเสื่อมศรัทธาจากของเอง"
  

เมื่อไรจะละสังขาร

มีญาติโยมที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่  ก็มักจะชื่นชมความอายุยืนของหลวงปู่
และก็อยากจะให้หลวงปู่มีอายุยืนนานไปมากๆ พยายามขอให้หลวงปู่มีอายุยืนกว่าร้อยปี

บางพวกก็สงสัยอยากทราบว่า หลวงปู่จะละสังขารเมื่อไร?
ก็เลยกราบเรียนถามหลวงปู่ว่า "หลวงปู่ครับ หลวงปู่จะละสังขารเมื่อไร? บอกได้ไหมครับ?"

หลวงปู่ตอบว่า "ตายวันไหน ก็บอกวันนั้นซี่"
                  "เกิดบ่อย ๆ ตายบ่อย ๆ สนุกหรือ?"


ด่วนพิเศษ

หลวงปู่ท่านเอาของไปแจกที่ภาคใต้ คราวที่ถูกพายุเกย์
ขณะรถที่หลวงปู่นั่งไปนั้น กำลังแล่นไปตามถนนด้วยความเร็วสูงเกินอัตรา

จึงถูกตำรวจจับเพราะฐานที่ขับรถเร็ว หลวงปู่นั่งอยู่ในรถ
ได้ยินการโต้ตอบกัน หลวงปู่ท่านก็เลยพูดกับตำรวจว่า
“วิ่งเร็วยังไง? วิ่งตั้ง ๒ วันแล้วยังไม่ถึงที่แจกของเลย!”

ตำรวจผู้นั้นก็หัวเราะรับ ทำความเคารพหลวงปู่ แล้วก็ปล่อยรถของหลวงปู่ไป




เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:00, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:04:48 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com
มุตโตไทย

"มุตโตทัย" เป็นภาษาบาลี แปลว่า อิสรภาพแห่งจิตใจ
หมายถึง จิตใจที่ผ่องใสบริสุทธิ์ หมดสิ้นความพัวพัน ความเศร้าหมองจากกิเลสแล้ว
คำว่า "มุตโตทัย" ถูกนำมาใช้เป็นชื่อหนังสือ
หรือลิขิตธรรม ข้อเขียนธรรมะของหลวงปู่มั่น
เนื้อหาในลิขิตธรรมเรื่องมุตโตทัย กล่าวถึงหลักปฏิบัติทั่วไปในการภาวนา
รวมทั้งธรรมะขั้นสูงที่หลวงปู่มั่นเคยสั่งสอน

หนังสือเรื่องมุตโตทัยนี้  เป็นการบันทึกของหลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร
ตอนที่หลวงปู่วิริยังค์ ท่านได้ติดตามปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่มั่น
หลวงปู่วิริยังค์ได้แอบบันทึกคำสั่งสอนของหลวงปู่มั่นเอาไว้
เมื่อบันทึกเสร็จ ก็เอาให้หลวงปู่มั่นอ่าน  อ่านเสร็จท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือเล่มเดียว  ที่ได้บันทึกคำสอนของหลวงปู่มั่นเอาไว้

และด้วยความที่เป็นหนังสือเล่มเดียวที่บันทึกคำสอนของหลวงปู่มั่นเอาไว้
จึงมีคนสนใจกันมาก อยากรู้ว่าในหนังสือเล่มนี้ เขียนอะไรไว้บ้าง
สมัยนั้น หลวงปู่วิริยังค์ ยังไม่ได้พิมพ์หนังสือเล่มนี้แจกจ่ายอย่างกว้างขวาง
คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้  ก็มักจะถามเอาเนื้อเรื่องเนื้อความจากลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น

หลวงปู่ตื้อเองก็เคยถูกถามด้วยเช่นกัน

วันหนึ่ง มีโยมผู้ชายคนหนึ่ง มาถามเรื่องมุตโตทัยจากท่าน
ซึ่งคำตอบของท่าน ทำให้คนถามหายสงสัยไปเลย

โยมคนหนึ่ง : หลวงปู่ครับ มุตโตทัยมันเกิดที่ไหน...หลวงปู่รู้ไหม

หลวงปู่ตื้อ : เฮ้ย ! รู้ รู้ รู้...
               จากโคราชลงมากรุงเทพฯ นี่ "มุตโตไทย"
               จากโคราชขึ้นไปทางอุดร ขอนแก่นโน้น "มุตโตลาว" !!





เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:01, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:07:27 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com
ไม่ทันสมัย

ในเรื่องการเทศน์นี้  หลวงปู่ตื้อจัดว่าเป็นพระป่ากรรมฐานที่เทศน์เก่งท่านหนึ่ง
แต่เนื้อหาที่เทศน์ มักจะเป็นเนื้อหาสาระที่มาจากการปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง
ไม่ได้เทศน์เหมือนพระนักปริยัติ ที่มักจะอ้างอิงตำราเสมอ

ในการเทศน์ครั้งหนึ่ง ได้มีพระภิกษุหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นพระนักปริยัติ
เป็นมหาเปรียญได้รับการศึกษาแบบสมัยใหม่ ตามมาฟังหลวงปู่ตื้อเทศน์ด้วย

ในระหว่างที่ฟังหลวงปู่ตื้อเทศน์  พระภิกษุกลุ่มนั้น ก็ได้พูดคุยซุบซิบกันเบาๆ
ซึ่งไม่มีทางที่จะได้ยินไปถึงหลวงปู่ตื้ออย่างแน่นอน
พระภิกษุกลุ่มนั้น ต่างซุบซิบกันว่า หลวงปู่ตื้อนี่เทศน์โบราณ 
ไม่มีการพัฒนา  มีแต่ของเก่าๆ ไม่ทันสมัย

ในขณะนั้นเอง หลวงปู่ตื้อที่กำลังเทศน์อยู่ ก็หยุดเทศน์อย่างกระทันหัน
ราวกับได้ยินเรื่องราวที่กลุ่มพระภิกษุหนุ่มนั้นคุยกัน
(ทั้งๆ ที่อยู่ห่างมาก และพูดกันแบบซุบซิบเบาๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านจะได้ยิน)

หลวงปู่หยุดเทศน์ และเดินมาทางพระภิกษุรูปหนึ่งที่แอบนินทาท่าน
ท่ามกลางความงุนงงของบรรดาญาติโยม
พอท่านเดินมาถึงที่ที่พระภิกษุรูปนั้นนั่งอยู่ ก็พูดเสียงดังขึ้นว่า

"เอ้า! คุณเหลน คุณมหา
หลวงตาจะคอยฟังคุณเหลน คุณมหาเทศน์สักหน่อย
ขอให้เทศน์เอาแต่ของใหม่ๆ นะ"

พระหนุ่มรูปนั้นเห็นโอกาสที่จะเทศน์โชว์
ก็เดินขึ้นธรรมาสน์ด้วยท่าทางที่มั่นใจ
ในใจคิดว่า จะเทศน์แบบสมัยใหม่ให้หลวงปู่ตื้อฟัง
ตามแบบฉบับของพระปริญญามหาเปรียญ

พระหนุ่มรูปนั้นนั่งบนธรรมาสน์
พนมมือขึ้น พร้อมกับเริ่มต้นบทสวดบูชาพระพุทธคุณก่อน

"นะโม..."
พระหนุ่มเพิ่งจะเริ่มต้น ก็ต้องหยุดกระทันหัน
เมื่อมีเสียงของหลวงปู่ตื้อดังขึ้น...

"เฮ้ย!...หยุด! หยุด! หยุด!
...คุณเหลนหยุด หยุดเลย หยุด ไม่เอา
ไม่เอา "นะโม" มันของเก่า
มีมากว่าสองพันปีแล้วคุณเหลน...."





เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:04, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:08:28 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com, nokiang...@googlegroups.com
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (จาก หลวงปู่ฝากไว้)

ไม่ได้ตั้งจุดหมายไว้

คณะนายทหารประมาณ 10 กว่านายเข้านมัสการหลวงปู่เมื่อเวลาค่ำแล้ว
หลังจากสนทนากับหลวงปู่เป็นเวลาพอสมควรแล้ว ก็ถอดพระเครื่องออกจากคอ
ของแต่ละท่านรวมใส่ในพาน  ถวายให้หลวงปู่ช่วยอธิษฐานแผ่เมตตาพลังจิตให้

ท่านก็อนุโลมตามความประสงค์แล้วก็มอบคืนให้ไป นายพลคนหนึ่งถามว่า
"ทราบว่ามีเหรียญหลวงปู่ออกมาหลายรุ่นแล้ว อยากถามหลวงปู่ว่า
มีรุ่นไหนดังบ้าง"

หลวงปู่ตอบว่า "ไม่มีดัง"


คนละเรื่อง

มีชายหนุ่มจากตจว.ไกลสามสี่คนเข้าหาหลวงปู่ ขณะที่ท่านพักผ่อนอยู่ที่ศาลา
ดูอากัปกิริยาแล้วคงคุ้นเคยกับพระนักเลงองค์ใดองค์หนึ่งมาก่อนแล้ว

สังเกตจากการนั่ง การพูด เขานั่งตามสบาย พูดตามถนัด ยิ่งกว่านั้น
เขาคงเข้าใจว่าหลวงปู่องค์นี้คงสนใจเรื่องเครื่องรางของขลังอย่างดี
เขาพูดถึงเกจิอาจารย์อื่นๆ ว่าให้ของดีของวิเศษแก่ตนหลายอย่าง
ในที่สุดก็งัดเอาของมาอวดกันเองต่อหน้าหลวงปู่  คนหนึ่งมีเขี้ยวหมูตัน
อีกคนมีเขี้ยวเสือ อีกคนมีนอแรด ต่างคนต่างอวดอ้างว่าของตนวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้

มีคนหนึ่งเอ่ยว่า "หลวงปู่ฮะ อย่างไหนแน่ดีวิเศษกว่ากันฮะ"

หลวงปู่ก็อารมณ์รื่นเป็นพิเศษยิ้มๆ แล้วว่า 
"ไม่มีดี ไม่มีวิเศษอะไรหรอก เป็นของสัตว์เดียรัจฉานเหมือนกัน"




เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:07, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:10:49 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com, nokiang...@googlegroups.com
ผมได้ฟังจากเพื่อน ที่จันทบุรี มาเรื่องหนึ่งครับ หลวงปู่เจี๊ยะ.. บิณฑบาตรในร้านกาแฟ พอไปถึงร้านกาแฟ ก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์เฉย วางบาตรไว้พร้อมพูดว่า ใครจะใส่ก็เชิญ

หลวงปู่ตื้อ นี่อาจารย์ผมเล่าให้ฟังครับ...มีโยม หรือว่าทหารนี่แหละครับ มาขอของดีเพื่อป้องกันตัวจะออกชายแดน ที่ศาลา ท่านหันซ้ายหันขวา หาของดีไม่พบ ท่านก็เลยบอกว่างั้นเอานี่.."ท่านถอนขนหน้าแข้งตัวเอง" แล้วเอามาเสกเป่่าแจกโยม...มีฮาๆๆ


ผม= ท่านเกิดฯ


เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:08, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:12:33 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com, nokiang...@googlegroups.com
หลวงปู่ทองรัตน์ กันตสีโล

อยู่มาวันหนึ่ง หลวงปู่ทองรัตน์ได้เป็นปัจฉาสมณะ 
(สมณะผู้ตามหลังคือพระผู้น้อยที่ไปกับพระผู้มีอาวุโสกว่า) 
ท่านได้ติดตามไปกับพระมหาเถระรูปหนึ่งในการเที่ยวภิกขาจารบิณฑบาต 
จะเป็นท่านพระอาจารย์มั่นหรือ  ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)  
องค์ใดนั้นไม่ทราบชัด พร้อมด้วยพระภิกษุ-สามเณรอีกหลายรูป 
ในเส้นทางที่เดินไปนั้น ท่านพระมหาเถระเดินหน้าพระภิกษุทั้งหลายเดินหลัง
เผอิญมาถึงที่แห่งหนึ่ง ก็มีวัวตัวผู้ตัวหนึ่งปราดเข้ามาต่อหน้าท่านพระมหาเถระ 
ท่าทางของมันบอกให้รู้ว่าไม่เป็นมิตรกับใคร

ท่านพระมหาเถระจึงสำรวมจิตหยุดอยู่กับที่ โดยที่ไม่มีใครคาดฝันมาก่อน 
หลวงปู่ทองรัตน์ก็เดินรี่เข้าเตะวัวตัวนั้นอย่างแรงทีหนึ่ง 
พร้อมกับพูดด้วยเสียงอันดังว่า “สู้พ่อมึงรึ !” วัวตัวนั้นตกใจได้วิ่งหลบหนีไปในทันที 
ท่านพระมหาเถระซึ่งดูเหมือนจะเป็นท่านพระอาจารย์มั่นจึงพูดขึ้นว่า
“เออ ! ทองรัตน์...ไม่มีใครเขาจะคิดป้องกันเราหรอก”





เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:10, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:16:47 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com, nokiang...@googlegroups.com
อุบายให้หลวงปู่มั่นเทศน์

เวลามีพระเณรมาอยู่อบรมกับพระอาจารย์มั่น  แต่ละองค์ละท่านอยากฟังพระธรรมเทศนา
เป็นแนวปฏิบัติแต่องค์ท่าน  พระอาจารย์มั่นท่านก็ทรมานพระเณรด้วยการไม่อบรมไม่เทศนา 
จนพระเณรทนไม่ไหว จึงไปกราบเรียนหลวงปู่ทองรัตน์ ทำอย่างไรถึงจะได้ฟังธรรม
จากท่านพระอาจารย์มั่นสักที

“อยากฟังอีหลีบ้อ” (อยากฟังจริงๆ หรือ)

“พวกขะน้อยมาปฏิบัติกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ตั้งดนตั้งนาน 
แต่บ่เห็นครูบาจารย์เพิ่นสอนอีหยัง จนขะน้อยสิใจออกหนี เมื่อแหล่วไล้ขะน้อย” 
(พวกกระผมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นตั้งนานนมแล้ว 
ยังไม่เห็นองค์ท่านเทศน์สอนข้าน้อยเลย กระผมคิดเปลี่ยนใจลากลับแล้ว ขอรับกระผม)

“บ่ยากตั๋ว เดี๋ยวมื่อแลงกะได้ฟังเทศน์เพิ่น” 
(ไม่ยาก เดี๋ยวตอนเย็นก็ได้ฟังท่านเทศน์)

หลวงปู่ทองรัตน์รับปาก หลังจากนั้นเมื่อถึงเวลาออกรับบิณฑบาต 
มีโยมนำแตงกวามาใส่บาตร ขณะเดินตามท่านพระอาจารย์มั่น 
ท่านได้ล้วงแตงกวามากัดเคี้ยวกินเฉย เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นหันมาดูก็ปิดปากไว้ 
เมื่อท่านหันกลับก็เคี้ยวต่อ ผลตอนเย็นท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ให้พระเณรฟังสมปรารถนา






เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:12, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:18:19 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com, nokiang...@googlegroups.com
ลูกถีบหลวงพ่อชา : 
อย่าฝากหัวใจไว้กับคนอื่น
พระอาจารย์ญาณธมฺโม 
วัดป่ารัตนวัน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


อาตมาอาจจะเป็นพระองค์เดียวในวงลูกศิษย์หลวงพ่อชา "ที่โดนท่านถีบ" 
แต่ว่าซาบซึ้งที่ท่านถีบอาตมา 
และเพราะความซาบซึ้งนั้น จะมาเล่าให้ญาติโยมฟัง


คือตอนนั้นอาตมาบวชใหม่ๆ พรรษาแรกอยู่ที่วัดหนองป่าพง 
ปีนั้นพระเณร ๗๐ กว่ารูป พระเยอะ ญาติโยมเข้าวัดกันมาก 
วันนั้นได้ไปบิณฑบาต ตอนกลับจากบิณฑบาตมีพระองค์หนึ่งมาคุยด้วย 
และพระองค์นั้นก็เพิ่งบวชใหม่เหมือนกัน 
ทั้งสององค์ต่างยังมีนิสัยแบบฆารวาส 
และพระองค์นั้นก็ได้ไปตำหนิติเตียนพระที่อยู่ในวัดที่ไม่ถูกใจ 


อาตมาฟังแล้วคิดในใจว่า บวชเป็นพระทำใมมาจับผิดกัน
ทำใมท่านตำหนิพระองค์นั้นองค์นี้ ก็เลยเดินหนีไม่อยากคุยด้วย 
แต่ไม่ได้เดินหนีอย่างเดียว เดินหนีตำหนิท่านในใจยังคิดเรื่องท่าน


พอดีเดินเข้ามาในวัด เดินก้มหน้าคิดถึงเรื่องพระองค์นี้องค์นั้นอยู่ 
ได้ยินเสียงหลวงพ่อชา พูดขึ้นมาว่า "กูดมอนิ่ง" 

ก็มองขึ้นไป เห็นหลวงพ่อชาก็อยู่ใกล้ๆ 
ท่านยิ้มใส่เรา พูดภาษาอังกฤษ "กูดมอนิ่ง" แปลว่าสวัสดีตอนเช้่า
เราก็ดีใจ ไม่เคยได้ยินหลวงพ่อพูดเป็นภาษาอังกฤษ 
ก็เลยยกมือไหว้ท่านและตอบท่านว่า "กูดมอนิ่ง หลวงพ่อ"

หลวงพ่อชาท่านพูดภาษาอังกฤษได้ ๒ คำ "กูดมอนิ่ง" สวัสดีตอนเช้า
กับ "ดู ยู ว้อน อะคัพ ออฟ ที" แปลว่า คุณต้องการน้ำชาไหม 
เพราะหลวงพ่อท่านเคยไปประเทศอังกฤษ 
ชาวอังกฤษเขากินน้ำชากันทั้งวันทั้งคืน
และเขาจะถามตลอดเวลา "ดู ยู ว้อน อะคัพ ออฟ ที" 

หลวงพ่อเลยท่องไว้จำไว้ เพราะท่านว่ามันจำง่ายดี 
เพราะว่าเหมือนพระสวดให้พร ยถาวริวะหา อุปปะกัปปาติ 
แต่ท่านไม่ได้ถามอาตมา "ดู ยู ว้อน อะคัพ ออฟ ที"


เรายกมือไหว้ท่านรู้สึกดีใจอารมณ์เปลี่ยน 
ฉันเสร็จก็กลับกุฏิ เดินจงกรมนั่งสมาธิ 
ถึงหกโมงเย็นก็คิดว่าเดี๋ยวจะไปกุฏิหลวงพ่อชา


ถ้าใครเคยไปวัดหนองป่าพง จะเห็นกุฏิเก่าของท่านข้างๆ โบสถ์ 
ซึ่งหลวงพ่อมักจะนั่งบนเก้าอี้หวาย 
อาตมาเข้าไปก็กราบท่าน ขอนวดเท้า 
เพราะเราเคยฝึกนวดเท้า บางครั้งท่านจะให้เราไปนวด

วันนั้นพระเณรเยอะ ประมาณทุ่มหนึ่งเขาตีระฆัง 
ท่านก็ไล่พระเณรขึ้นโบสถ์หมด พระเณรประมาณ ๗๐ รูป 

ท่านบอกว่า ท่านญาณอยู่นี่ 
ก็นั่งสองต่อสองกับท่านก็จับเท้าท่านไว้ 
ท่านก็ไม่ได้พูดท่านนั่งหลับตาภาวนา 
เราก็นวดเท้าท่าน อากาศเย็นสบายช่วงฤดูหนาว 

พระเจ็ดสิบรูปเริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็น 
เราฟังพระสวดมนต์เจ็ดสิบรูป เหมือนเทวดา เหมือนเทพกำลังจะโปรดเรา
เราก็นั่งคิด เรากำลังนั่งกับพระอรหันต์ 
กำลังสร้างบุญกุศล ถวายการนวดแก่พระอรหันต์อยู่ 
เทวดากำลังสวดอนุโมทนาด้วย 
จิตใจขึ้นสวรรค์เลย พอดีจิตใจขึ้นสวรรค์ 


หลวงพ่อใช้เท้าถีบหน้าอกอาตมาจนหงายหลัง
หัวกระแทกพื้น เราก็ช็อกอยู่ งงเลย..!!!


หลวงพ่อชี้หน้า นั่นตอนเช้าพระองค์หนึ่งพูดไม่ถูกใจเรา เราก็เสียใจ
อีกองค์หนึ่งพูดแค่ "กูดมอนิ่ง" ดีใจทั้งวัน 
อย่าไปดีใจ เสียใจกับคำพูดคนอื่น 
อย่าไปฝากหัวใจไว้กับคนอื่น ต้องฝากหัวใจไว้กับพระธรรม 


ทีนี้ท่านก็เทศน์กัณฑ์ใหญ่ เราก็ยกมือไหว้ท่าน น้ำตาไหล 
เพราะอะไร ซาบซึ้งในเมตตากรุณาของท่าน
ท่านก็คงเห็นเราตอนเช้า ว่าพระองค์นี้ตกนรก
จิตเป็นทุกข์ เพราะคำพูดคนอื่น 
ท่านก็เลยพูดแค่ "กูดมอนิ่ง" ให้ดึงเราขึ้นจากนรก

และตอนเย็นท่านก็ปล่อยให้เรานวดเท้าท่านให้ขึ้นสวรรค์ 
ขึ้นสวรรค์แล้ว ต้องถีบลงมาถึงแผ่นดิน 
เพราะเทวดาสอนธรรมไม่ได้ต้องมนุษย์ เพื่อให้จดจำไว้

"อย่าฝากหัวใจไว้กับคำพูดของผู้อื่น เพราะเราจะผิดหวัง
ต้องฝากหัวใจไว้กับพระธรรม
ก็เลยได้จดจำคำพูดหลวงพ่อ..."







เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:16, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:21:40 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com, nokiang...@googlegroups.com
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (จาก หลวงปู่ฝากไว้)

มีปกติไม่แวะเกี่ยว

อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่เป็นเวลานานสามสิบกว่าปี จนถึงวาระสุดท้ายของท่านนั้น
เห็นว่าหลวงปู่มีปฏิปทาตรงต่อพระธรรมวินัย ตรงต่อการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์อย่างเดียว
ไม่แวะเกี่ยวกับวิชาอาคม ของศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งชวนสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย
เช่น มีคนขอให้เป่าหัวให้ ก็ถามว่า เป่าทำไม  มีคนขอให้เจิมรถ ก็ถามว่า เจิมทำไม
มีคนขอให้บอกวันเดือนหรือฤกษ์งามยามดี ก็บอกว่าวันไหนก็ดีทั้งนั้นฯ
หรือเมื่อท่านเคี้ยวหมาก มีคนขอชานหมากฯ

หลวงปู่ว่า "เอาไปทำไม ของสกปรก"


แบบมโนสาเร่ก็เคยตอบ

ปัญหาโลกแตก ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนปัญญาดีและปัญญาอ่อน
นำมาถกเถียงกันอย่างไม่เกิดประโยชน์ และตกลงกันไม่ได้สักทีว่า
ไก่กับไข่อย่างไหนเกิดก่อนกัน  ซึ่งส่วนมากเป็นการถามตอบกัน
เพื่อเถียงกันเล่นแล้วจบลงไม่ได้  ก็ยังมีผู้นำไปถามโดยคิดว่า
หลวงปู่คงไม่ตอบปัญหาแบบนี้ ในที่สุดก็ได้ฟังคำตอบของหลวงปู่
อย่างไม่เหมือนใครเลยคือ วันหนึ่งพระเบิ้มเข้าไปปฏิบัตินวดเท้าถวายท่าน
แล้วถามว่า "หลวงปู่ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน"

หลวงปู่บอกว่า "เกิดพร้อมกันนั้นแหละ"


จริงตามความเป็นจริง

สุภาพสตรีชาวจีนคนหนึ่ง ถวายสักการะแด่หลวงปู่แล้วเขากราบเรียนว่า
ดิฉันจะต้องไปอยู่ที่อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เพื่อทำมาค้าขายใกล้ญาติทางโน้น
ญาติๆ เสนอแนะว่า ควรขายของชนิดนั้นบ้าง ชนิดนี้บ้าง 
ตามแต่ว่าเขาจะเห็นว่าขายอะไรดี  ดิฉันตัดสินใจไม่ได้ว่าจะขายอะไรดี 
จึงขอให้หลวงปู่แนะนำด้วยว่าจะขายอะไรดีเจ้าค่ะ

หลวงปู่ตอบว่า "ขายอะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ ถ้ามีคนซื้อ"




เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:18, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:24:49 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com, nokiang...@googlegroups.com
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาแต่งงานกัน เขานิมนต์พระไป ๙ รูป 
บ้านเขาสูงแค่เอว ลูกกรงบ้านก็โหนถึงล่ะ ทีนี้แขกมันเยอะ 
ท่านก็โหนตัวขึ้นทางลูกกรงไปเลย ไม่ขึ้นทางบันได พอนั่งปั๊บ!! ท่านก็ถามเจ้าภาพว่า
"จะสวดหรือไม่สวดล่ะ เอ้า! ประเคนกินกันเลย”

เจ้าของบ้านรีบบอกสวนมาทันทีว่า “ก็สวดเสียหน่อยซิ...พระคุณเจ้า”

ไอ้พวกเราเป็นศิษย์ลูกศิษย์ก็คิด “เฮ้ย! จะกินของเขาเฉยๆ เลยหรือเนี่ย เฮ้ย...ขำ!”

คือว่าเขาจะแต่งงาน เป็นงานมงคล สวดให้เป็นมงคลให้เจ้าภาพหน่อย 
ท่านกลับถามว่า “จะสวดไหม ไม่สวดให้ยกมาประเคนเลย พระมากินให้เป็นมงคลแล้วเนี่ย” 
เขาขอให้สวดท่านถึงนำสวด

ตอนกลับก็โดดลงทางเก่าที่ปีนขึ้นนั่นอีกล่ะ คือทางราวลูกกรง พระลูกศิษย์ที่ไปด้วยนี้ 
ก้มหน้ายิ้มอายกันเลย บันไดมีไม่เอา โดดขึ้นลูกกรงเลย ตรงนั้นรองเท้าเขาวางไว้เกะกะ 
ไม่เอา! โหนขึ้นไปเลย เรื่องโลกนี่ท่านตัดไปเลย ไม่อายหรอก ลูกศิษย์อาย 
บวชใหม่ประมาณ ๓-๔ พรรษาก็อายทั้งนั้น แต่อาจารย์ไม่อายหรอก 
ท่านทำอะไรแปลกๆ ท่านไม่เหมือนเรา มาอยู่ที่เขาแก้วนี่ท่านละปล่อยวางเยอะกับญาติโยม






เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:21, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:26:17 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com, nokiang...@googlegroups.com

พระอาจารย์เจี๊ยะกับหลวงปู่หลุยท่านจะเป็นห่วงกันมาก 
วันหนึ่งหลวงปู่หลุยไปกิจนิมนต์ได้เงินมาเป็นแสน 
เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะทราบก็จะเข้าไปขอเงินมาใช้บ้าง 
เพราะตอนนั้นท่านจนไม่มีเงิน 

ในขณะนั้นหลวงปู่หลุยท่านกำลังพูดคุยธรรมะกับพวกญาติโยมอยู่ 
พอพระอาจารย์เจี๊ยะนั่งลงกราบเท่านั้นแหละ หลวงปู่หลุยก็พูดดักคอขึ้นมาทันทีว่า

“โอ๊ย! อาจารย์เจี๊ยะนี่ ท่านเป็นลูกเจ๊กลูกจีนนะ อาจารย์เจี๊ยะนี่เก่งมากนะหาเงินเก่ง 
สร้างศาลา โบสถ์วิหาร กุฎิเต็มวัด มีเงินน่าจะแบ่งกันใช้บ้าง”

เมื่อหลวงปู่หลุยพูดอย่างนั้นพระอาจารย์เจี๊ยะท่านจึงกราบขอโอกาสออกมา 
เมื่อออกมา ท่านจึงพูดกับพระว่า 
“ตายห่าแล้ว...อดเลย หลวงปู่หลุยท่านรู้ ดักคอไว้หมด ไม่ได้ซักบาทเดียว”






เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:24, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:

∫Щα-Шααβ℠

unread,
Sep 13, 2010, 3:33:37 AM9/13/10
to sal...@googlegroups.com, nokiang...@googlegroups.com
AWP001-34_Page_31.jpg
AWP001-34_Page_32.jpg
AWP001-34_Page_33.jpg

















เมื่อ 13 กันยายน 2553, 14:26, ∫Щα-Шααβ℠ <sivak...@gmail.com> เขียนว่า:
AWP001-34_Page_33.jpg
AWP001-34_Page_31.jpg
AWP001-34_Page_32.jpg
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages