แชร์นิพพาน !
ฐิตินาถนิยาม "ธุรกิจ" ปราโมชย์และเมีย

ฐิตินาถ ณ พัทลุง
จดหมายเปิดผนึกถึงกองบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวทุกท่าน
จาก ฐิตินาถ ณ พัทลุง
ลงวันที่ 10 เดือน 10 ปี 2010 (พ.ศ. 2553)
ตามที่หลายท่านได้สอบถามมาถึงประเด็นต่างๆ อันเนื่องมาจากแถลงการณ์ของสวนสันติธรรมและข่าวที่พาดพิงถึงข้าพเจ้านั้น จึงขอสรุปชี้แจงสาระสำคัญบางอย่างของเหตุการณ์กรณีพระปราโมทย์ ปาโมชโช และแม่ชีอรนุช สันตยากร ดังนี้
1.ที่ดินสวนสันติธรรมและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่ากว่า 50ล้านบาท
ซึ่งในช่วงต้นปีที่กรรมการวัดลาออกที่ ผู้สื่อข่าวหลายสำนักได้สอบถามมายังข้าพเจ้านั้น ขณะที่ข้าพเจ้าแจ้งผู้สื่อข่าวไป โฉนดสวนสันติธรรมยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรนุช ดังที่เป็นมาตลอดตั้งแต่ปี พศ 2548 จนข่าวแพร่ไปว่ามีการดำเนินการให้สื่อมวลชนตรวจสอบเรื่องนี้ หลังจากนั้นจึงได้มีการเร่งไปทำบันทึกยกให้เป็นวัดไว้ที่นายอำเภอศรีราชา ในเดือนมีนาคม 2553 คือเมื่อ 7เดือนที่แล้วนี้ตามข่าว
2. คำร้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายของข้าพเจ้าต่อพระปราโมทย์และนางอรนุช สันตยากรนั้น
ทนายของสวนสันติธรรมได้ยอมรับในรายการเจาะใจว่า สวนสันติธรรมได้หุ้นกับข้าพเจ้าในการดึงสายไฟแรงสูงเข้าที่ดินร่วมกันจริง และต่อมาตัดมิเตอร์ของข้าพเจ้าทั้งที่การจ่ายเงินทุกอย่างครบถ้วนจริง สวนสันติธรรมได้ขอให้ข้าพเจ้าลงนามในบันทึกยอมรับแนวเขตใหม่ตามที่สวนสันติธรรมได้ขอข้าพเจ้ามาจริง ซึ่งตรงข้ามกับไฟล์เสียงและข้อเขียนในอดีตที่พระปราโมทย์ ที่ทำให้สาธุชนเข้าใจว่า ข้าพเจ้าไปอาศัยพ่วงไฟและรุกลำ้ที่ดินวัด ซึ่งไม่เป็นความจริง
3. การทวงถามถึงเงินบริจาคนั้น สาระสำคัญอยู่ที่ว่า
เงินบริจาค 1 ล้านบาท ได้หายไปจากรายการเงินบริจาคเข้าสวนสันติธรรม ทั้งที่พระปราโมทย์และนางอรนุชเป็นผู้รับ และทราบเจตนาว่าข้าพเจ้าต้องการบริจาคเพื่อสร้างวัด โดยปรกติแล้วพระสงฆ์ต้องปฏิบัติตามพระวินัยหากสงฆ์รูปใดทำผิด
อาทิเช่น
อวดว่าบรรลุธรรมแล้วมาบอกว่าไม่ได้อวด หรือมากล่าวคำเท็จภายหลัง ทำให้ชี้ได้ว่าไม่ได้บรรลุธรรมจริง หรือพรากทรัพย์ที่เจ้าของหวงไม่ได้ให้ไม่อนุญาต ออกจากที่ทั้งสองอย่างนี้ทำให้ขาดจากความเป็นพระทันทีในทางพระธรรมวินัย ที่เจ้าตัวย่อมรู้เองว่าขาดทันทีในทางธรรม ไม่ว่าจะเอาตัวรอดในการชี้ของคณะสงฆ์ได้หรือไม่ก็ตาม
หรือทำผิดเจตนาผู้บริจาค อาทิ เช่น คนบริจาคมาเพื่อบำรุงพระศาสนา แต่กลับนำไปทำอย่างอื่น ถือเป็นการผิดวัตถุประสงค์ผู้บริจาค เป็นต้น ซึ่งผู้บริจาคมีสิทธิ์ทั้งทางโลกและทางธรรมในการตรวจสอบ สอบถาม ซึ่งเมื่อไม่ได้รับคำตอบในวิธีการต่างๆ จึงต้องพึ่งศาลยุติธรรม
4. พุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาที่สอนให้ยึดพระธรรมเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ไม่ได้ให้ยึดตัวบุคคล ซึ่งข้าพเจ้าได้ยึดเป็นหลักปฎิบัติ
แม้บุคคลจะบอกเราว่าเขาเป็นพระอรหันต์ แม้ภายหลังอาจกล่าวว่าไม่ได้พูด แต่เขาย่อมรู้แก่ใจตนเองอยู่ดี หรือบอกเราว่าเป็นพ่อลูกกันมา 31 กัลป์ แม้ภายหลังอ้างว่าเป็นเพราะเราขอเป็นลูก ซึ่งเราคงไม่สามารถย้อนระลึกไปได้ว่าได้ขอเป็นลูกตั้งแต่เมื่อ 31 กัลป์ตามที่ท่านผู้นั้นกล่าวอ้างหรือไม่
สาระสำคัญคือ พิจารณาจากการกระทำในปัจจุบันซึ่งหากมีสงฆ์รูปใดละเมิดต่อศีล พระธรรมวินัย และกฎหมายแล้ว หน้าที่ชาวพุทธคือบอกกล่าวด้วยความปรารถนาดี ตามลำดับ
ซึ่งในกรณีนี้ ข้อที่ควรถามข้าพเจ้าได้บอกกล่าวมาเป็นลำดับแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ การกล่าวว่าร้ายด้วยความเท็จให้เป็นที่เกลียดชังดูหมิ่น ตัวอย่างดังข้อ 2 เช่น กล่าวว่า “แนวเขตสวนสันติธรรมได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสร้าง ....ตามที่คุณฐิตินาถบ่งชี้ ซึ่งจากการพูดประกอบทำให้คนเข้าใจว่า วัดถูกรุกที่ แต่หากมีการท้วงติงขึ้น อาจอ้างได้ว่าตามตัวอักษร “เปลี่ยนแปลง” คือเพิ่มขึ้นตามที่ฐิตินาถมอบให้
การกล่าวกำกวมให้เป็นที่เข้าใจผิดยังดำเนินอย่างต่อเนื่องแม้มีโนติสทนายเตือนแล้ว เช่นหลังสวนสันติธรรมแถลง หนังสือพิมพ์ลงแทบทุกฉบับว่า "ฐิตินาถร้องขอให้ใส่ชื่อตัวเอง แต่พระปราโมทย์ไว้ใจนางอรนุชมากกว่าจึงใส่ชื่อนางอรนุช"
ข้าพเจ้าประหลาดใจในคำกล่าวนี้ และไม่เชื่อว่าพระจะกล่าวจริงเพราะท่านระบุมาตั้งแต่ริเริ่มทำวัด ว่าต้องอยู่ในชื่อนางอรนุชตามเหตุผลเฉพาะที่ท่านให้ และข้าพเจ้าไม่เคยเรียกร้องให้ใส่ชื่อเป็นเจ้าของที่ดินสวนสันติธรรม
แต่เมื่อพิจารณาคำแถลงพบว่าสวนสันติธรรมเขียนว่า “ น.ส. ฐิตินาถ ร้องขอเป็นผู้ซื้อที่ดิน แต่พระปราโมทย์ไว้ใจนางอรนุชมากกว่าจึงให้ใส่เป็นชื่อนางอรนุช” ซึ่งสวนสันติธรรมย่อมอ้างได้โดยเอาผิดได้ยากว่าหมายถึง น.ส. ฐิตินาถ ขอเป็นผู้ซื้อที่ดินบริจาคให้วัด ตามตัวอักษรสวนสันติธรรมไม่ได้กล่าวว่า นส ฐิตินาถขอให้ใส่ชื่อเธอเลย เพียงแต่วิธีเชื่อมประโยคทำให้คนเข้าใจไปอย่างนั้น และอาจทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง
ในข้อนี้จึงขอย้ำว่า “ข้าพเจ้ามิได้ขอมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ไม่เคยขอให้ที่ดินอยู่ในชื่อของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเพียงหนึ่งในผู้บริจาคปัจจัยเพื่อซื้อที่ดินเท่านั้น”
เหตุที่ข้าพเจ้าต้องเข้าไปช่วยเหลือบริจาคปัจจัยและประสานงานก่อสร้างสวนสันติธรรมนั้น เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ชอบทำบุญช่วยเหลือบริจาคในการสร้างสถานปฏิบัติธรรมต่างๆ เป็นปกติอยูู่แล้วเป็นที่ทราบกันทั่วไป และเพราะพระปราโมทย์และนางอรนุชมักกล่าวเสมอว่า ในการสร้างสวนโพธิ์ฯ สำนักแรก ที่ จ.กาญจนบุรีนั้น ทั้งพระปราโมทย์และนางอรนุชซึ่งยังเป็นฆารวาสต้องขับรถไปดูแลการก่อสร้างและหาเงิน รวบรวมเรี่ยไรก่อสร้างอย่างลำบากแสนเข็ญ เพื่อเตรียมย้ายไปอยู่ก่อนบวชและหลังจากบวชแล้ว
ทั้งนี้ ไม่นับรวมถึงเหตุผลในการย้ายที่พระปราโมทย์และนางอรนุชอ้างว่าถูกกลั่นแกล้งจากพระป่า และพรรณนาถึงความยากลำบากที่ได้รับจากการพักอยู่ที่สวนโพธิ์ ดังรายละเอียดที่บันทึกไว้ในอีเมล์สามฉบับของคุณไกรสร เลียนสี ที่หลวงพ่อมนตรี สวนพุทธธรรมรับรองว่าจริง
อีกกรณีหนึ่งคือ การกล่าวว่าฐิตินาถเป็นผู้กำหนดย้ายกุฎิพระปราโมทย์สลับกับของพระอุปัฎฐาก ทำให้พระและชีอรนุชอยู่ในเขตลับที่ไม่มีพระอื่นมองเห็น ซึ่งในความเป็นจริงหากดูตามแปลนก่อสร้างของสวนสันติธรรม จะพบว่าในทุกแปลนกุฎิพระปราโมทย์และนางอรนุช อยู่คู่กันแบบนี้มาตลอด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นสิ่งที่พระปราโมทย์และนางอรนุชกำหนดการจัดโซนเป็นเขตโยม เขตพระลูกวัด และเขตส่วนตัวมาตั้งแต่แรก และพระย่อมไม่มีทางให้ญาติโยมจัดตนเองไปอยู่ใกล้สีกา โดยตนเองไม่เห็นชอบและยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ แม้ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินออกไม่ขอเกี่ยวข้องเป็นธุระมานานแล้ว
กรณีการกล่าวว่า นส ฐิตินาถ ใช้ชื่อพระปราโมทย์ในการรับบริจาค ในแถลงการณ์สวนสันติธรรม และตกเป็นการพาดหัวข่าวให้มีความเข้าใจผิดว่าข้าพเจ้ามีพฤติกรรมมิชอบในการเรี่ยไรเงิน แต่เมื่ออ่านเนื้อในแถลงการณ์พบว่า “คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ได้พยายามขอสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมใหม่ถวาย โดยตกลงกันว่าคุณฐิตินาถและครอบครัวจะรับภาระค่าใช้จ่ายเอง เนื่องจากหลวงพ่อปราโมทย์ไม่ชอบการเรี่ยไร
2.2 ต่อมาคุณฐิตินาถได้แจ้งให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่า จำเป็นต้องขอเรี่ยไรเงินค่าซื้อที่ดินประมาณ 6 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่าย อื่นๆ คุณฐิตินาถและครอบครัวจะรับผิดชอบเอง หลวงพ่อปราโมทย์จึงยินยอม (แต่ต่อมาก็มีการเรี่ยไรค่าก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง)” จากแถลงการสวนสันติธรรม
สรุปว่า ฐิตินาถและคณะซื้อที่ถวายวัด และภายหลังมีผู้อื่นมาร่วมบริจาคในส่วนของการก่อสร้าง ซึ่งพระปราโมทย์อ้างว่าเข้าใจเอาเองว่าฐิตินาถควรเป็นผู้บริจาคเองทั้งหมด แต่ความจริงคือพระปราโมทย์ทราบดีว่าไม่เคยมีการตกลงกันเช่นนั้น ซึ่งเป็นตรรกะในการกล่าวหาผู้อื่นที่ประหลาดที่สุด เพราะกล่าวโทษข้าพเจ้าว่าบริจาคน้อยกว่าที่พระคิด ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระปราโมทย์กล่าวในวันเปิดสวนสันติธรรมว่าฐิตินาถเสียสละให้มากทั้งกำลังกายกำลังทรัพย์
แต่พอฐิตินาถมิได้ศรัทธาและสนับสนุนพระปราโมทย์ก็เขียนในเว็บไซด์และ “กว่าจะเป็นสวนสันติธรรม” ว่า ฐิตินาถไม่ได้มีความสำคัญในการสร้างเป็นเพียงแค่หนึ่งในผู้ประสานงาน
แต่ห้าปีผ่านมากลับบอกว่าพระปราโมทย์คาดหวังว่าฐิตินาถจะจ่ายทั้งหมดเกือบห้าสิบล้านคนเดียว ทั้งที่ในตอนนั้นพระปราโมทย์ก็บอกบุญให้ศิษย์คณะต่างๆที่ไม่ได้รู้จักกันมาช่วยกันทำบุญอย่างเปิดเผย ซึ่งเรื่องดังกล่าวสาธุชนสามารถพิจารณาได้เองว่าใครเป็นเช่นไร
อนึ่งการบริจาคเพื่อก่อสร้างวัด กระทำอย่างชัดเจนโดย ให้บริจาคเข้าบัญชีกลางซึ่งเป็นบัญชีเดียวของวัดขณะนั้นที่มีกรรมการกลางรู้เห็นการรับเงินเข้าออกทุกรายการ
5. ในวันที่บ้านอารีย์และคุณดนัย จันทร์เจ้าฉายประกาศเลิกเผยแพร่และเลิกนิมนต์พระปราโมทย์นั้น พระปราโมทย์ได้เทศน์ให้คนเข้าใจว่าคนที่เลิกศรัทธาถูกคุณไสย http://www.kammathan.com/ จนทั้งคุณดนัย บ้านอารีย์ และข้าพเจ้า ถูกรังเกียจว่าเป็นแหล่งทำคุณไสย ในวันที่ข้าพเจ้าตัดสินใจออกมาทำความจริงให้ปรากฎ
ในเรื่องของพระปราโมทย์และนางอรนุชนั้น ข้าพเจ้าคาดการณ์อยู่แล้วว่าจะต้องถูกทำร้ายชื่อเสียง ถูกข่มขู่ยิ่งกว่าเดิม
แต่ชีวิตข้าพเจ้านั้นเป็นหนี้พระพุทธเจ้า เป็นหนี้ครูบาอาจารย์ และขอชี้แจงไว้ในที่นี้ว่า ความจริงคือข้าพเจ้าเรียนธรรมะกับครูบาอาจารย์ท่านอื่น จึงจ่ายหนี้ของครอบครัวหมดอย่างมีความสุข ก่อนพบพระปราโมทย์เป็นเวลาหลายปี
ไม่ได้เรียนจากพระปราโมทย์ ในการจัดการกับชีวิตดังที่เป็นข่าว
และหนังสือเข็มทิศชีวิตนั้นถูกบรรยายมาก่อนพบพระปราโมทย์เป็นเวลานานหลายปีตามที่ต่างๆ อีกทั้งในส่วนเรื่องข้อคิดทางธุรกิจตามที่เขียนในหนังสือ นั้นพระปราโมทย์ก็ไม่เคยเทศน์หรือแสดงว่ามีความรู้นี้ ที่พระปราโมทย์เทศน์ว่ามาเรียนจากเราเอาไปเขียนหนังสือขายนั้น เป็นการกล่าวอวดอ้างเอาความดีของผู้อื่นให้กับตนเอง อย่างน่าประหลาดใจ
ขอให้สังเกตุว่าณ วันที่ 10 เดือน 10 ปี พ.ศ. 2553 ซึ่งการตรวจสอบที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้ได้ทรัพย์ที่ผู้มีจิตศรัทธาทำบุญกลับคืนมาเป็นของพระศาสนาอย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งเงินและมูลค่าที่ดินรวมสิ่งปลูกสร้าง กว่า 70 ล้านบาท ซึ่งทนายสวนสันติธรรมยืนยันว่ามีเพียงเท่านี้
ข้าพเจ้าขอยืนยันอย่างที่พูดมาตลอดว่ายังมีอีกมากขอให้ตรวจสอบต่อไป
กรณีพระปราโมทย์จะเป็นอย่างไรขอยกไว้ก่อน แต่สิ่งที่อยากฝากไว้ในกรณีทั่วไปคือ
คำถามที่สาธุชนควรถามคือ หากชายไทยที่ทำมาหากินฝืดเคืองออกบวช แต่ชวนภรรยาไปตั้งสำนักอยู่ด้วยกัน แอบอ้างว่าครูบาอาจารย์รับรองตนว่าบรรลุธรรม มีอิทธิฤทธิ์ดักจิตทายใจ ทำการตลาดในการเผยแพร่ ใช้เทคนิคทางภาษาฝังความเชื่อลงในจิตใต้สำนึกคน จนไม่สามารถทิ้งความเชื่อได้
แต่งตั้งโสดาบันล่อใจ เหมือนแชร์นำ้มันที่บอกว่าคนที่มาก่อนรวยไปแล้ว
แต่ใน "แชร์นิพพาน" คือบรรลุเป็นโสดาบันคือรวยทางธรรมไปแล้ว
หากมีกรณีเช่นนี้มากขึ้นสังคมจะทำอย่างไร
พุทธศาสนาเป็นหลักที่เราได้ใช้เป็นทางพ้นทุกข์มาโดยตลอด
สิ่งใดที่เราทำได้ตามหน้าที่ของชาวพุทธเราพึงทำหน้าที่ตามกำลัง
เพราะธรรมะไม่ได้สอนให้เราขลาดกลัวที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เพียงเพราะมีอันตรายจากการถูกด่าทอใส่ร้าย
คนมากมายอาจหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมสบายไม่กล้าพูด ทำในสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ
หลอกตัวเองว่าปล่อยวางอยู่อย่างนี้สบายอยู่แล้ว
แต่ชีวิตกลับหมดพลังเพราะได้แต่ไปทำสิ่งที่ฆ่าเวลาหรือไปอาสาเรื่องของชาวบ้าน
เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตัวเองในการทำหน้าที่และสิ่งที่สำคัญในชีวิตตนเอง
ไม่ว่าจากนี้ศิษย์สวนสันติธรรมกลุ่มหนึ่งจะดิสเครดิต กล่าวร้ายข้าพเจ้าเพียงใด ดังที่เห็นกันทั่วไป
ไม่ว่าข้าพเจ้าจะถูกเขียนภาพให้เป็นเช่นไร สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักคือ
สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้สิ่งที่พระปราโมทย์และนางอรนุชทำ หากผิด กลายเป็นสิ่งที่ถูกไปได้
จึงเรียนมาเพื่อชี้แจงความจริงโดยสิทธิ์ตามทำนองคลองธรรม
ขอแสดงความนับถือ
ฐิตินาถ ณ พัทลุง
