น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร(ว่าที่)นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บมจ. เอสซีแอสเสทคอร์ปอเรชั่น เคยชี้แจงต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์( ก.ล.ต)เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549ว่า บริษัทวินมาร์ค ลิมิเต็ด บนเกาะบริติช เวอร์จิ้นและ 2 กองทุนในมาเลเซียซึ่งถือหุ้นในเอสซีฯประมาณ 20%ในมาเลเซียมิได้เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใดๆ กับครอบครัวชินวัตร ซึ่งขัดต่อพยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. ได้จากการตรวจสอบ ซึ่งระบุว่า พ.ต.ท. ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เป็นผู้จัดตั้งกองทุนซิเนตรา ทรัสต์และถือหุ้นกันเป็นทอดไปยังบริษัท บลูไดมอนท์, วินมาร์ค และ 2 กองทุนในมาเลเซียและบริษัทเอสซีฯ ตามลำดับและนำพยานหลักฐานดังกล่าวไปให้การต่อศาลฎีกาฯในคดียึดทรัพย์ ( คลิกดู พลิกแฟ้มคำให้การ “ยิ่งลักษณ์”กรณี “วินมาร์ค”อุ้มครอบครัวชินวัตร?)
เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายและอดีตนายกรัฐมนตรีเคยชี้แจงกรณีบริษัท วินมาร์ค ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้โอนหุ้น กลุ่มบริษัท เอสซี แอสเสท 6 บริษัท มูลค่า 1,527 ล้านบาทให้ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 ต่อคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ว่า
“ข้าพเจ้าและคู่สมรส ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท วินมาร์คและข้าพเจ้ามิได้เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินอคร์ป นอกเหนือไปจากที่โอนให้แก่บริษัท แอมเพิลริช ฯและญาติพี่น้องคนอื่น.และกรณีบริษัท วินมาร์คฯมีหุ้นบริษัทชินคอร์ปอยู่จริงก็เป็นเรื่องของบริษัท วินมาร์ค เพราะหุ้นบริษัทชินคอร์ป(54ล้านหุ้น) เป็นบริษัทมหาชนที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์”
ขณะที่ คุณหญิงพจมาน เบิกความต่อศาลฎีกาฯว่า บริษัทวินมาร์ค ที่ คตส.กล่าวหาว่า พยานและพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของนั้นไม่เป็นความจริง ความจริงแล้ว บริษัทวินมาร์ค มี นายมามุส โมฮัมหมัด อัล อัลซาลี มหาเศรษฐี ชาวตะวันออกกลาง ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรียลเอสเตท เพื่อนนักธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของ และมาขอซื้อหุ้นจากพยานและพ.ต.ท.ทักษิณ มูลค่า 650 ล้านบาท เพื่อต้องการนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พยานและพ.ต.ท.ทักษิณ จึงขายหุ้นให้ไปในราคาพาร์ ซึ่งไม่ทราบว่าบริษัทวินมาร์คจะถือครองหุ้นเป็นเวลานานเท่าใดก่อนที่จะขายหุ้นต่อให้กับ น.ส.พินทองทา
มีข้อน่าสังเกตว่า ทำไมช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชี้แจงเรื่องดังกล่าวต่อ ก.ล.ต.ทำไมจึงไม่ชี้แจงข้อมูลเดียวกับคุณหญิงพจมาน (คลิกดู พลิกแฟ้มคำให้การ “ยิ่งลักษณ์”กรณี “วินมาร์ค”อุ้มครอบครัวชินวัตร?)
อย่างไรก็ตามจากคำให้การของ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552(คดีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติและขอให้ศาลยึดทรัพย์สิน 76,621 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน) สรุปว่า จากการตรวจสอบข้อมูล (คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสทฯ) จากสำนักงาน ก.ล.ต.ในต่างประเทศพบหลักฐานดังนี้
หนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานจัดตั้งกองทุนลับ “ซิเนตรา ทรัสต์” ขึ้น จากนั้นให้กองทุนดังกล่าวเข้าไปถือหุ้นบริษัท บลูไดมอนด์ จำกัด 100% และบริษัท บลูไดมอนด์ ถือหุ้นในบริษัท วินมาร์ค100% โดย พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานได้ว่าจ้าง บริษัท แมธีสัน ทรัสต์ บนเกาะฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ว่าจ้างให้จัดตั้งบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ (ของ พ.ต.ท.ทักษิณ)ให้ดำเนินการจัดตั้งบริษัททั้งสามและในการทำธุรกรรมแต่ละครั้งต้องฟังคำสั่งจากผู้ว่าจ้าง
สอง เอกสารการจัดตั้ง “ซิเนตรา ทรัสต์” ระบุชัดว่า ผู้รับประโยชน์จากกองทุนดังกล่าวคือพ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมานและลูกๆ
สาม เอกสารในการเปิดบัญชีหุ้นของบริษัท วินมาร์ค ที่ธนาคารยูบีเอสที่สิงคโปร์ระบุผู้รับประโยชน์คือพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน
สี่ เงินที่บริษัทวินมาร์คอ้างว่า ใช้ในการซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทเอสซี แอสเสทฯ 6 บริษัท มูลค่า 1,527 ล้านบาทฯและโอนเข้าบัญชีคุณหญิงพจมานนั้น ปรากฏว่า เมื่อตรวจย้อนกลับไปพบว่า ในจำนวนเงิน 1,527 ล้านบาท เงิน 300 ล้านบาทโอนมาจากบัญชีของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานจากธนาคาร 3 แห่งในสิงคโปร์ ที่เหลือ 1,200 ล้านบาทเป็นเงินจากบริษัท วินมาร์ค ในสิงคโปร์
ห้า กองทุน VAF ที่รับโอนหุ้นเอสซี แอสเสทฯ ต่อจากบริษัท วินมาร์ค ถือหุ้นโดยบริษัท วินมาร์ค 100 % เช่นเดียวกับ OGF และ ODF ถือหุ้นโดย VAF
หก บริษัทวินมาร์ค ถือหุ้นชินคอร์ปตั้งแต่ปี 2544 อยู่ 54 ล้านหุ้น (1.8%) โดยเปิดบัญชีที่ธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์ซึ่งมีเลขบัญชีเดียวกับบริษัท แอมเพิลริชฯที่มีหุ้นชินคอร์ปอยู่ 329.2 ล้านหุ้น (เป็นหลักฐานจาก คตส.)
หลักฐานดังกล่าวทั้งหมด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวชินวัตร มีเงินซุกซ่อนอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นปี 2544 โดยมิได้ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือไม่. ?
และเงินที่ใช้ซื้อหุ้น 6 บริษัทมูลค่า 1,527 ล้านบาท จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งพ.ต.ท.ทักษิณฝากไว้ในต่างประเทศ ใช่หรือไม่
โดยไม่มีใครรู้ว่า แท้ที่จริง พ.ต.ท.ทักษิณมีเงินฝากอยู่ในต่างประเทศอีกจำนวนเท่าใด
กราฟฟิกจาก มติชนออนไล