ขออนุญาต ตอบคำถาม 2 ข้อ ครับ

401 views
Skip to first unread message

KTC_SOMMAI

unread,
Aug 10, 2012, 2:15:45 PM8/10/12
to aj....@gmail.com, LAW7, LAW7[03KHUAN], LAW7[05THUM], LAW7[06CAINA], LAW7[07NOK], LAW7[0กิตติ์], LAW7[47Fahamee Hengpiya}, LAW7[เขียว], LAW7[คูร], LAW7[จ๊ะโอ๋], LAW7[โชค], LAW7[ดา], LAW7[ดุล], LAW7[ต่วน], LAW7[ต่อ], LAW7[ตั้ม], LAW7[ตา], LAW7[ตุ้ม], LAW7[ธี], LAW7[เนส์ท], LAW7[โนช], LAW7[บิน], LAW7[บุ๋ม], LAW7[โบว์], LAW7[ปั๋ง], LAW7[ปาล์ม], LAW7[พันธุ์], LAW7[ฟาฮามี], LAW7[ภูมิ], LAW7[วัล], LAW7[สิทธิ์], LAW7[เสริฐ], LAW7[หน่อย], LAW7[หลิว], LAW7[อาร์ม], LAW7[โอ๊ท]

เรียนท่านอาจารย์ยศพล  ศุภวิจิตรกุล

สำเนาเพื่อน ๆ นิติศาสตร์ภาคบัณฑิต รุ่น 7

 

ขออนุญาตตอบคำถามท่านอาจารย์ดังนี้ครับ ( ถูกหรือผิดรบกวนอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วยน่ะครับ )

 

1.คำถาม : ในกรณีที่ผู้เริ่มก่อการบริษัท  กระทำหรือก่อให้เกิดความเสียหายก่อนการจดทะเบียนบริษัท ต้องรับผิดหรือไม่และมากน้อยเพียงใด ?

  คำตอบ   ป.พ.พ. มาตรา 1113 วางหลักไว้ว่า  ผู้เริ่มก่อการบริษัทต้องรับผิดร่วมกันและโดยไม่จำกัดในบรรดาหนี้สินและ

                การจ่ายเงินซึ่งที่ประชุมตั้งบริษัทมิได้อนุมัติ  และแม้จะได้มีอนุมัติก็ยังคงต้องรับผิดอยู่เช่นนั้นไป จนกว่าจะได้จดทะเบียนบริษัท

  อธิบาย    มาตรา 1113 หมายความว่าบรรดาหนี้และการจ่ายเงินต่าง ๆ ที่ผู้เริ่มก่อการได้ทำไปในการจัดตั้งบริษัทจำกัดนั้น  โดยปกติผู้เริ่มก่อการ

               ทุกคนต้องรับผิดร่วมกันและโดยไม่จำกัดจำนวน  แต่ผู้เริ่มก่อการอาจจะหลุดพ้นจากความรับผิดในบรรดาหนี้สินและการจ่ายเงินนั้นได้

               ถ้าในที่ประชุมตั้งบริษัทได้มีการลงมติอนุมัติการกระทำดังกล่าวของผู้เริ่มก่อการแล้ว ( คือที่ประชุมได้ให้สัตยาบันแก่สัญญาที่ผู้เริ่มก่อการ

               ได้ทำไว้ ) และบริษัทนั้นได้จดทะเบียนตามกฎหมายแล้วด้วย  เพราะถ้าตราบใดที่บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียน  บรรดาหนี้สินและการจ่ายเงิน

               ที่ผู้เริ่มก่อการได้กระทำไปนั้น  ผู้เริ่มก่อการยังคงรับผิดตลอดไปไม่ว่าที่ประชุมตั้งบริษัทจะได้ให้สัตยาบันหรือไม่ก็ตาม

     สรุป    บรรดาผู้เริ่มก่อการจะหลุดพ้นจากความรับผิดในบรรดาหนี้สินและการจ่ายเงินซึ่งได้กระทำไปในระหว่างการดำเนินการจัดตั้งบริษัทนั้นประกอบด้วย

                        1.ที่ประชุมตั้งบริษัทได้อนุมัติหรือให้สัตยาบันแก่บรรดาสัญญาซึ่งผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้แล้ว  และ

                        2.บริษัทได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

ข้อสังเกต    เหตุที่กฎหมายได้บัญญัติให้ผู้เริ่มก่อการยังคงต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินและการจ่ายเงินอยู่ต่อไปแม้ว่าที่ประชุมตั้งบริษัทจะได้อนุมัติแล้วก็ตาม

                 ทั้งนี้เป็นเพราะว่าถ้าตราบใดที่บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียน  บริษัทจึงยังไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล  เจ้าหนี้จึงไม่อาจฟ้องบริษัท เป็นจำเลยได้  ดังนั้น

                 กฎหมายจึงให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องผู้เริ่มก่อการได้

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 55/2523  วินิจฉัยว่า การที่รถยนต์ซึ่งเดินในนามของบริษัทไปทำให้บุคคลอื่นเสียหายและบริษัทจะต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายนั้น  เมื่อบริษัท

                                        ดังกล่าวยังมิได้จดทะเบียนจึงยังไม่มีสภาพบุคคล  ผู้เริ่มก่อการบริษัทต้องรับผิดร่วมกันตาม ป.พ.พ.มาตรา 1113

 

 

2.คำถาม : กรรมการบริษัท สามารถที่จะประกอบการค้าประเภทเดียวกัน  แข่งกับบริษัทที่ตนเองเป็นกรรมการได้หรือไม่เพียงใด

   คำตอบ  ป.พ.พ. มาตรา 1168 วรรค 3 วางหลักไว้ว่า อนึ่งท่านห้ามมิให้ผู้เป็นกรรมการประกอบการค้าขายใด ๆ อันมี

             สภาพเป็นอย่างเดียวกัน  และเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของบริษัทนั้น ไม่ว่าเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่นหรือไปเข้าหุ้นส่วน

               ไม่จำกัดความรับผิดในห้างค้าขายอื่นซึ่งประกอบกิจการมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและแข่งขันกับกิจการของบริษัทโดยมิได้รับความยินยอม

               ของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น

               

              ป.พ.พ. มาตรา 1168 วรรคท้าย วางหลักไว้ว่า บทบัญญัติที่กล่าวมาข้างบนนี้ให้บังคับตลอดถึงบุคคลซึ่งเป็นผู้แทน

              ของกรรมการด้วย

 

ข้อสังเกต การห้ามประกอบกิจการค้าขายแข่งขันกับบริษัทตามข้างต้นนั้น กฎหมายห้ามเฉพาะกรรมการเท่านั้น  มิได้ห้ามผู้ถือหุ้น  ดังนั้นถ้าเป็นผู้ถือหุ้นแล้ว

               จะประกอบกิจการค้าขายแข่งขันกับบริษัทแล้ว  สามารถทำได้ไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1168 วรรค3 และวรรคท้าย

 

                   ป.พ.พ. มาตรา 1169 วางหลักไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัทๆจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทน

              แก่กรรมการก็ได้  หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง  ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้

                   อนึ่งการเรียกร้องเช่นนี้  เจ้าหนี้ของบริษัทจะเป็นผู้เรียกบังคับก็ได้เท่าที่เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิเรียกร้องแก่บริษัทอยู่

 

ข้อสังเกต ในกรณีที่กรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทนั้น  บุคคลที่สามที่สามารถฟ้องร้องกรรมการเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนได้แก่

1.    บริษัท

2.    ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่ง  แต่การที่ผู้ถือหุ้นจะฟ้องร้องกรรมการได้นั้นจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทไม่ยอดฟ้องร้องเสียก่อน  เพราะถ้าบริษัท

ได้ฟ้องร้องแล้ว  ดังนี้ผู้ถือหุ้นจะฟ้องร้องกรรมการอีกไม่ได้  และอีกประการหนึ่ง  การที่ผู้ถือหุ้นจะฟ้องร้องนั้นจะต้องฟ้องร้องเพื่อเรียกเอาสินไหม

ทดแทนให้แก่บริษัท  จะฟ้องร้องเพื่อตนเองไม่ได้ และ

3.    เจ้าหนี้ของบริษัท แต่การที่เจ้าหนี้ของบริษัทจะฟ้องร้องได้นั้น  จะต้องฟ้องร้องกรรมการผู้ทำความเสียหายคนนั้นได้เพียงเท่าจำนวนที่บริษัทเป็นหนี้

อยู่กับตนเองเท่านั้น  จะฟ้องร้องเกินกว่าจำนวนที่ตนเป็นเจ้าหนี้บริษัทไม่ได้

 

 

              ป.พ.พ. มาตรา 1170 วางหลักไว้ว่า เมื่อการซึ่งกรรมการคนใดได้ทำไปได้รับอนุมัติของที่ประชุมใหญ่แล้ว  ท่านว่า

              กรรมการคนนั้นไม่ต้องรับผิดในการนั้นต่อผู้ถือหุ้นซึ่งได้ให้อนุมัติหรือต่อบริษัทอีกต่อไป

              ท่านห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นซึ่งมิได้ให้อนุมัติด้วยนั้นฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ประชุมใหญ่ให้อนุมัติแก่การเช่นว่านั้น

             

 

 

 

ขอบคุณครับ

สมหมาย เจ่งถาวร

นิติศาสตร์ ภาคบัณฑิต รุ่น 7

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มือถือ 081-9638592

อีเมล์ : chengthaw...@gmail.com

http://www.facebook.com/sommai.chengthaworn

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages