"สมัยเรายังให้นมลูกอยู่ เรายังคงต้องไปทำงานที่ศาลและว่าความตามปกติ เราปวดเต้านมมากๆจนต้องไปบีบทิ้งในห้องน้ำ เพราะไม่สามารถปั๊มนมเก็บได้เพราะกลัวปนเปื้อน จะปั๊มในห้องทนายก็ไม่ได้ เพราะมีทนายผู้ชายอยู่หลายคน ไม่มีที่ให้เราจัดการเต้านมตัวเองเลย บางครั้งเต้านมอักเสบ ไข้ขึ้น ป่วยเลยก็บ่อย ทรมานมากๆ"
สวัสดีค่ะ เราชื่อแจม อายุ 33 ปี ปัจจุบันเป็นทนายความ และแม่ของลูกๆอีกสองคน เราเริ่มแคมเปญนี้ด้วยสิ่งที่ติดค้างในใจเรามาตลอด แม้ตอนนี้เราจะ "แขวนเต้า" แล้วก็ตาม (ไม่ได้ให้นมลูกแล้ว)
"นมแม่" มีคุณค่า ทั้งในทางร่างกายและจิตใจ ทางร่างกายนั้น ในน้ำนมแม่มีสารอาหารมาก ครบถ้วนตามที่เด็กคนนึงต้องการ ทางจิตใจคือ ช่วงเวลาที่ให้นมลูก เป็นการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ของแม่และลูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้คือในเชิงเศรษฐกิจ นมแม่นั้น ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เพราะนมผงนั้นราคาสูงมาก บางบ้านต้นทุนค่านมผงอย่างเดียว หลายพันบาทไปจนถึงหนึ่งหมื่นบาทก็มี
ประเทศไทยเรารณรงค์เรื่องการให้นมลูก ซึ่งตามมาตรฐานของสากล นั้นคือ 6 เดือนแรกเป็นอย่างน้อย แต่รัฐมิได้มีสวัสดิการที่สนับสนุนการให้นมลูกของแม่ให้นมเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การลาคลอด, การลาเลี่ยงบุตรของสามี, สถานที่ให้นมหรือปั้มนมของแม่ให้นม และผลักภาระทุกอย่างไปที่แม่ ทำให้เกิดความเครียด ต่างๆ อาทิเช่น
- ความเครียดและซึมเศร้าหลังคลอด เพราะสามีไม่สามารถลามาช่วยเลี้ยงได้ ประกอบกับการต้องตื่นมาให้นมลูกทุกๆ 2-3 ชม. ไม่ได้พักผ่อน
- ลาคลอดสามเดือน กลับไปทำงานก็ต้องปั๊มนมเพื่อให้ลูกได้ทานนมแม่ให้ถึงหกเดือน ก็สร้างภาระมหาศาลให้กับแม่ให้นม เพราะการปั้มนมหรือให้นมนั้น ไม่สามารถทำในห้องน้ำปกติได้ เพราะน้ำนมแม่นั้นปนเปื้อนได้ง่าย และเด็กอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
- หลายคนอาจไม่รู้ว่า น้ำนมนั้นจะต้องถูกเอาออกทุกๆ 2-6 ชม. ตามรอบปั้มหรือรอบการให้นมลูก หากไม่ได้เอาออก เต้านมจะอักเสบ อุดตัน หนักเข้าก็จะเป็นฝี ทรมานมากๆ
- ผ้าคลุมให้นมนั้น ใช้ได้กับการปั๊มนม แต่กับการให้นมจากเต้านั้น ไม่สะดวกและเป็นอันตรายกับเด็ก เพราะการกินนมจากเต้านั้น ต้องใช้แรงและหายใจเป็นจังหวะ การดูดนมของเด็กอ่อนภายในผ้าคลุมให้นมนั้นจึงไม่สะดวกและอันตราย
ในประเทศที่เจริญแล้ว รัฐจะมองว่าเด็กทุกคนที่เกิดมา คือ ทรัพยากรบุคคลของรัฐในอนาคต รัฐจึงต้องมีส่วนในการดูแล ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และสนับสนุนการเลี้ยงเด็กคนนึงในเจ็ดขวบปีแรก อันเป็นช่วงเวลาที่กำหนดบุคลิกภาพของคนหนึ่งคนในอนาคต นั้นหมายถึง การกำหนดสังคมในอนาคตได้เลย
เรื่องลาคลอด ลาเลี้ยงลูกของสามี อาจต้องผลักดันในกฎหมายต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทำได้เลยและไม่ยากจนเกินไป คือ การผลักดันให้มีห้องให้นม/ปั๊มนม ในพื้นที่ๆแม่ให้นมอาจต้องไปใช้บริการ และจำเป็นต้องเอาน้ำนมออก ไม่ว่าจะด้วยการให้ลูกดูด หรือใช้เครื่องปั้มก็ตาม อาทิเช่น สถานที่ราชการต่างๆ สถานีรถไฟฟ้า หรือสวนสาธารณะ เป็นต้น
การทำห้องให้นมไม่ยาก เพราะอุปกรณ์สำคัญๆคือ เก้าอี้แบบนุ่มๆสักตัว โต๊ะเล็กๆสักโต๊ะ ปลั๊กไฟ (กรณีเครื่องปั๊ม) และที่ล้างมือทำความสะอาด กั้นพาเลทเป็นสัดส่วนง่ายๆ หรือห้องเล็กๆเท่านั้น ที่สำคัญคือต้องมีเครื่องหมายหรือป้ายที่ชัดเจน เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายๆ
ที่ไต้หวัน ห้องให้นมมีแทบทุกที่ มีแม้กระทั่งโบกี้รถไฟ รถไฟฟ้า สำหรับให้นมโดยเฉพาะ เราไปไต้หวัน ยังรู้สึกดีมากๆ อยากมีลูกอีกคนเลย
การสนับสนุนให้คนมีลูกอย่างมีคุณภาพ รัฐต้องมีสวัสดิการที่ดีให้ค่ะ
อยากให้ทุกคนช่วยกันเป็นกระบอกเสียงแทนเราและแม่ๆอีกหลายคน หรืออาจเป็นคุณหรือคนใกล้ตัวของคุณในอนาคตก็ได้ มาช่วยผลักดันเรื่องนี้กันค่ะ
"แม่ให้นม" เป็นกลุ่มที่รัฐหลงลืมมาโดยตลอด
ขอบคุณทุกเสียงล่วงหน้า มา ณ ที่นี้ค่ะ