Fwd: แบ่งปันค่ะ : การ "อยู่กับปัจจุบัน" นั้นมีความหมายอันลึกซึ้งเพียงใด

5 views
Skip to first unread message

ปิยวรรณ ท.

unread,
Jan 7, 2013, 12:44:03 AM1/7/13
to


---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
จาก: tayida rang <tayid...@gmail.com>
วันที่: 3 มกราคม 2556, 17:09
หัวเรื่อง: แบ่งปันค่ะ : การ "อยู่กับปัจจุบัน" นั้นมีความหมายอันลึกซึ้งเพียงใด
ถึง:




 http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201201/12/54119b270.jpg


เขาอายุเพียง ๕๓, เป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทตรวจบัญชียักษ์ “KPMG” ของสหรัฐฯ,
ได้รับเงินเดือนอันดับต้น ๆ ของสุดยอดนักบริหารมะกัน, กำลังอยู่จุดสูงสุดของอาชีพ...
กำลังเตรียมเดินทางรอบโลก,  เตรียมไปร่วมงานวันแรกของลูกสาวขึ้นเรียนชั้นมัธยม,
ทุกอย่างกำลังเป็นไปอย่างเฟื่องฟู และวันดีคืนดี, หมอก็ตรวจพบว่า
นาย “ยูจีน โอ’เคลลี่” (Eugene O’Kelly)  มีมะเร็งในสมองและอยู่ในขั้นสุดท้ายเสียด้วย
หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน ๓ ถึง ๖ เดือน ไม่ต่างอะไรกับสวรรค์อับปางลงต่อหน้าต่อตา,
ความฝันทุกอย่างที่มีสำหรับตัวเองและครอบครัวพังสลายลงมาฉับพลัน
ยูจีนตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมนอนรอวันตาย,
เขาตัดสินใจปรับแผนชีวิตเพื่อให้ไม่กี่สิบวันของชีวิตที่เหลือมีความหมายที่สุด
ผมรู้จักเขาจากหนังสือ “Chasing Daylight” (“ไล่ล่าแสงตะวัน”)
ที่ออกขายมาในอเมริการะยะหนึ่งแล้ว  เป็นหนังสือที่เขาเล่าชีวิตวันต่อวันจนถึงวันสุดท้าย
โดยมีบทส่งท้ายเขียนโดยภรรยาที่ชื่อ “คอรีนน์” ซึ่งเป็นทั้งเงาประจำตัวและเป็นพยาบาลตลอด ๒๔ ชั่วโมง
ที่เล่าถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตของสามี เรื่องราวน่าทึ่งของนักธุรกิจใหญ่ที่ต้องเผชิญกับ “กำหนดตารางวันตาย”
นี้เป็นการบันทึก “การเดินทางวาระสุดท้าย” อย่างกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว
ภายใต้ชื่อหนังสือนั้น, คนเขียนอธิบายว่ามันคือเรื่องราวส่วนตัวที่เล่าขานอย่างละเอียดละออว่า

“ความตายที่กำลังจะมาถึง  ปรับเปลี่ยนชีวิตของข้าพเจ้าอย่างไรบ้าง”


“ทันทีที่หมอบอกว่าผมจะมีชีวิตอยู่อีก ๓ ถึง ๖ เดือน,
ผมก็ถามตัวเองว่า “ทำไมช่วงสุดท้ายของชีวิตคนเราจะต้องเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุด?”
เขาบอกตัวเองว่าเขาจะทำให้วันเวลาช่วงสุดท้ายก่อนตายนั้น

เป็น “ประสบการณ์ทางสร้างสรรค์ที่ควรจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต” ให้ได้
เมื่อมีเวลาไตร่ตรองและพูดคุยกับตัวเองเพียงพอ,

ยูจีนก็บอกว่าถือว่าเป็น “โชคดี” ที่เขารู้ล่วงหน้าว่าจะตาย
เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเวลาคิดถึงความตายของตัวเองก่อนด้วยซ้ำ
เพราะมันมาอย่างรวดเร็ว, กระทันหัน, และเจ้าตัวตั้งตัวไม่ทันด้วยซ้ำไป
หมอบอกเขาว่ามะเร็งในสมองของเขาส่วนนั้น จะไม่ทำให้มีอาการเจ็บปวดมากนัก
ความเสื่อมของสมองมาค่อย ๆ มาในรูปของเงามืด สายตาจะพร่ามัว

และเมื่อถึงเวลาอาการก็จะทรุดเข้าสู่โคม่า ความมืดของกลางคืนจะมาถึง
และเขาก็จะตาย เขานับนิ้วแล้วว่าจะเหลือชีวิตเพียง ๑๐๐ วัน  
เขาย้อนมองชีวิตการทำงานเขาแล้วก็ปลงว่า
เขาไม่เคยมีเวลาให้กับครอบครัว, ไม่ค่อยได้กลับบ้านกินข้าวเย็นกับภรรยาและลูก,
แม้ลูกจะอ้อนว้อนขอร้องให้เขาไปร่วมงานโรงเรียนของลูกเพราะพ่อแม่ของเพื่อน ๆ ต่างก็ไปร่วมทั้งนั้น,

เขากลับอ้างว่ามีนัดหมายเรื่องงานการที่ไม่อาจจะไปเป็นเพื่อนของลูกได้
ยูจีนนั่งเสียใจว่าเขาใช้ชีวิตอย่าง “นักธุรกิจที่เคยมีเวลาให้กับครอบครัว”
ทั้ง ๆ ที่เขาอ้างว่าที่เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำ,

ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้ตำแหน่งสูงขึ้นและได้รายได้เพิ่มพูนขึ้นนั้น  ก็เพราะเขารักครอบครัว

“ในฐานะซีอีโอของบริษัทใหญ่ที่มีพนักงานถึง ๒๐,๐๐๐ คน,

ผมมีสิทธิ์พิเศษมากมาย แต่งานในตำแหน่งนั้นก็กดดันให้ผมต้องทำงานอย่างบ้าเลือด
ปฏิทินงานการของผมกำหนดไว้ ๑๘ เดือนล่วงหน้า  ผมเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมงตลอดเวลา,
ผมทำงานตลอดเวลา, แม้วันสุดสัปดาห์ก็ไม่ได้เว้น, กลางดึกกลางดื่นผมก็ยังทำงาน,
ผมไม่เคยได้ไปงานโรงเรียนของลูกสาวคนเล็กของผมเลย
สิบปีแรกหลังการแต่งงาน, ผมไม่เคยไปพักร้อนกับภรรยาเลย...”
แต่เขารู้วันที่เขามีชีวิตเหลือไม่กี่เดือนว่า
 นั่นเป็นข้ออ้างที่เขาไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีก
 
ยูจีนตัดสินใจว่าเขาจะทำให้การจากโลกของเขาเป็น “ความตายที่ดีที่สุด” เท่าที่จะทำได้

เขาเรียกมันว่า “the best possible death”  
เขานั่งลงเขียน “สิ่งที่ต้องทำก่อนตาย” อย่างนี้

๑. จัดแจงเรื่องกฎหมายและการเงินของตัวเองให้ครอบครัวให้เรียบร้อย

๒. “ร่ำลา” ครอบครัว, เพื่อนสนิท, และเพื่อนร่วมงาน

๓. ทำให้ทุกอย่างที่เหลือของชีวิตเป็นเรื่อง “ง่าย ๆ และสบาย ๆ”

๔. อยู่กับปัจจุบันทุกนาที

๕. สร้างและเปิดอารมณ์ให้รับ “นาทีอันสมบูรณ์” (“perfect moments”) ตลอดเวลาจนถึงลมหายใจสุดท้าย

๖. เริ่มต้นกระบวนการ “ผ่องถ่าย” ไปสู่ภาวะถัดไป

๗. เตรียมงานศพของตัวเอง


น่าแปลกว่า สำหรับคนที่ต้องรับการรักษาที่ทำให้ร่างกายต้องผ่ายผอมและสมองทำงานช้าลงไปเรื่อย ๆ นั้น,

ยูจีนสามารถทำตามตารางที่วางไว้ให้กับตัวเองเกือบทั้งหมด
ทุกวัน, เขาจะนั่งลงเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยปากกา  

เพราะสมองไม่พร้อมจะให้ใช้นิ้วพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้ และลายมือก็เริ่มจะเฉ ๆ ไฉ ๆ ไม่เป็นตัวหนังสือแล้ว
แต่เขาก็มีความอดทนและมุ่งมั่นเขียนจนถึงอีกไม่กี่วันก่อนที่จะจากไป
โดยมีภรรยาของเขาเป็น “ผู้เขียนร่วม”
เพื่อปิดฉากชีวิต ด้วยหนังสือที่เขาเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่เคยคิดว่า

วันหนึ่งชีวิตอันยุ่งเหยิงและวุ่นวายกับการ “สร้างเนื้อสร้างตัว” หรือ “สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและครอบครัว” นั้น
จะต้องปิดฉากลงอย่างฉับพลันอย่างนั้น
ยูจีนร่ำลาเพื่อนฝูงด้วยการเขียนจดหมายไปขอบคุณเขาที่ได้เป็นเพื่อนอันแสนดี
หรือเพื่อนร่วมกันที่น่ารัก....
และบอกด้วยว่า เขากำลังจะจากโลกนี้ไปในเร็ววัน
ขอให้เพื่อนได้รับความขอบคุณจากเขาด้วย
หนึ่งในหลายร้อยฉบับที่เขาเขียนอำลาเพื่อนนั้นมีสั้น ๆ อย่างนี้
“ดั๊กเพื่อนรัก...
เพื่อนคงได้ยินข่าวแล้ว, สุขภาพฉันย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะเจ้ามะเร็งปอดระยะสุดท้าย
ที่ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้มาก็เพื่อจะบอกเพื่อนว่า  มิตรภาพของเราตั้งแต่เราเรียนที่ Penn State ด้วยกันนั้น
มีความหมายต่อชีวิตฉันอย่างมากทีเดียว ขอให้เพื่อนโชคดีในชีวิต
ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเพื่อนด้วย
ยูจีน...”
เขานั่งลงกับลูกทีละคนเพื่อ “พูดจาสั่งลา” กันอย่างสนิทสนม อยากคุยเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีต,

หรือสิ่งที่เคยทำด้วยกันหรือประสบการณ์อันน่าประทับใจที่เคยใช้ชีวิตร่วมกัน  
ไม่จำเป็นต้องเป็นการแสดงความอาลัยอาวรณ์, ไม่จำเป็นต้องเป็นการพูดคุยกันอย่างเป็น “สาระ” เกินไป.
จะคุยอะไรก็ได้ระหว่างพ่อกับลูก, ลูก กับพ่อ, ผัวกับเมีย, เมียกับผัว..
.หัวเราะต่อกระซิก, กระเซ้าเย้าแหย่กันได้ก็ยิ่งดี
และสิ่งที่ยูจีนค้นพบที่สำคัญที่สุดก่อนหมดลมหายใจก็คือ
ความสำคัญของการ “อยู่กับปัจจุบัน” หรือ here and now
เพราะตลอดชีวิตของการทำงานนั้น, เขาไม่เคยอยู่กับตัวเอง, ไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย...มีแต่อดีตกับอนาคต
เมื่อเขารู้ว่าเหลือชีวิตเหลือเพียงแค่ประมาณ ๑๐๐ วัน,
เขาจึงรู้ว่า การ “อยู่กับปัจจุบัน” นั้นมีความหมายอันลึกซึ้งเพียงใด


 


Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages