“เด็กไทยจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด” ปัญหาที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข

22 views
Skip to first unread message

Piyawan T.

unread,
Oct 10, 2012, 12:03:27 AM10/10/12
to tps...@tgrt.co.th
“เด็กไทยจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด” ปัญหาที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 ตุลาคม 2555 07:08 น.
       ข่าวเรื่องเด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจมน้ำเป็นข่าวที่ได้ยินบ่อยมาก ได้ยินมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนถึงปัจจุบันมีลูกกำลังจะเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ก็ยังคงได้ยินปัญหานี้อยู่ หนำซ้ำยังก้องอยู่ในหูว่าเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้เด็กเสียชีวิตมากที่สุดด้วย
       
       นั่นหมายความว่าวันเวลาผ่านไปกี่ทศวรรษ เรื่องนี้ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขและใส่ใจอย่างจริงจัง..!!!
       
       พอถึงเวลาทีหนึ่งก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแถลงตัวเลขหรือสถิติอัตราการเสียชีวิตในปีนี้ลดหรือเพิ่มขึ้นเท่านั้น
       
       อย่างล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลงเรื่องนี้ว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทั่วโลกเสียชีวิต ปีละ 135,585 คน เฉลี่ยวันละ 372 คน ขณะที่ประเทศไทยพบผู้เสียชีวิตจากเหตุจมน้ำปีละเกือบ 4,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 1,400 คน เฉลี่ยวันละเกือบ 4 คน ซึ่งมากเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับการเสียชีวิตของเด็กจากทุกสาเหตุทั้งโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ โดยช่วงเดือนเมษายนเป็นช่วงที่มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุดจำนวน 182คน รองลงมาคือมีนาคม 148คน และพฤษภาคม 141คน กลุ่มเด็กอายุ 1-9 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด สาเหตุที่เด็กไทยจมน้ำเสียชีวิตกันมาก เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ยังขาดทักษะว่ายน้ำ โดยผลการสำรวจเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปีทั่วประเทศ ที่มีประมาณ 13 ล้านคน พบว่าว่ายน้ำเป็นเพียงร้อยละ 16 หรือเพียง 2 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเด็กไทยขาดทักษะด้านนี้อย่างมาก และการสอนว่ายน้ำในขณะนี้ ยังขาดในเรื่องของทักษะความปลอดภัยทางน้ำทักษะการเอาชีวิตรอด การป้องกันอุบัติภัยทางน้ำและการช่วยชีวิตคนจมน้ำ นอกจากนี้ในช่วงเกิดมหาอุทกภัยในปี2554 ในหลายจังหวัดพบว่าการเสียชีวิตจากการจมน้ำสูงถึงร้อยละ 80 ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้
       
       ดิฉันเห็นข่าวในท่วงทำนองนี้มาทุกปี เปลี่ยนแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่สิ่งที่ไม่เคยเห็นเลย คือมาตรการในการป้องกันและแก้ไขระยะยาวอย่างจริงจังในระดับนโยบาย ไม่ใช่เพียงแค่ปล่อยให้คนเป็นพ่อแม่ระมัดระวังลูกหลานอย่างเดียว
       
       ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีน้ำล้อมรอบ เป็นประเทศแห่งการเกษตร และที่สำคัญเป็นประเทศที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่ทุกปี อย่างเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วที่ได้เกิดมหาอุทกภัย น้ำท่วมหลายจังหวัดรวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องถือว่าเป็นการสะท้อนถึงปัญหาเรื่องเด็กขาดทักษะชีวิตเรื่องความปลอดภัยในน้ำอย่างชัดเจน ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตกว่า 800 ศพ โดยร้อยละ 80 เสียชีวิตจากการจมน้ำ และแน่นอนในจำนวนนี้มีผู้ว่ายน้ำไม่เป็นจำนวนมาก
       
       แล้วคิดภาพว่าถ้าพวกเขาเหล่านั้นว่ายน้ำเป็น โอกาสการรอดชีวิตย่อมมีมากขึ้นอย่างแน่นอน
       
       ล่าสุดข่าวคราวเรื่องสองพี่น้องวัย 7 ปี และ 9 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำในสระว่ายน้ำ ที่คุณแม่พาไปเรียนว่ายน้ำ ทันทีที่เห็นข่าวชิ้นนี้ยอมรับว่าสะเทือนใจอย่างมาก เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียลูกสาวสองคนในเวลาเดียวกันแบบกะทันหัน หัวใจคนเป็นแม่แทบสลาย แม้จริงอยู่ว่าเป็นความประมาทของคนเป็นแม่ที่ไปเข้าห้องน้ำแล้วปล่อยให้ลูกอยู่กันเองในสระว่ายน้ำ แม้จะอยู่ในสระเด็กก็ตาม แต่เป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะละสายตาจากเด็กเมื่อเขาอยู่ในน้ำอย่างเด็ดขาด
       
       และโปรดอย่าได้คิดว่ามีคนอยู่ในสระว่ายน้ำจำนวนมากคงไม่เป็นไรหรอก เพราะแม้จะมีผู้คนอยู่ในสระน้ำจำนวนมาก แต่ต้องเข้าใจว่าสภาพสังคมทุกวันนี้ผู้คนมักสนใจแต่เรื่องของตัวเอง เวลาอยู่ในสระว่ายน้ำก็ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องระมัดระวังและไม่ประมาทเด็ดขาด ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น เจ้าหน้าที่ของสระว่ายน้ำ หรือครูฝึกสอน ต่างก็มีภารกิจของตัวเอง และบางแห่งก็มีบ้างไม่มีบ้าง บางคนมีความใส่ใจต่อหน้าที่และไม่มีบ้าง เป็นปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และคิดเสมอว่าเมื่อลูกลงไปในสระน้ำ ย่อมมีความเสี่ยงอยู่ทุกขณะ สิ่งที่ผู้ใหญ่จะช่วยได้คือ การสร้างทักษะเรื่องความปลอดภัยเมื่อลูกต้องลงน้ำทุกครั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่ต้องใส่ใจดูแลลูกหลานของตัวเองอย่างใกล้ชิด
       
       ในขณะที่ภาครัฐเอง ถึงเวลาได้แล้วเถิดที่ภาครัฐต้องใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง และกำหนดให้เด็กไทยต้องว่ายน้ำเป็นทุกคน โดยบรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอน และกำหนดให้ทุกโรงเรียนต้องมีสระว่ายน้ำที่ได้มาตรฐาน มีคุณครูที่ได้มาตรฐานประจำโรงเรียน เพราะเด็กก็ต้องเรียนกีฬาอยู่แล้ว ถ้ามีการบรรจุให้เด็กได้เรียนกีฬาว่ายน้ำเป็นกีฬาบังคับทุกคน ควบคู่กับกีฬาชนิดอื่นๆ ที่เด็กๆ สามารถเลือกเรียนได้ตามที่ตัวเองต้องการ
       
       รวมถึงสอนเรื่องทักษะความปลอดภัยเมื่ออยู่ในน้ำ การช่วยเหลือตัวเองหรือผู้อื่นเบื้องต้น เพราะปัจจุบันยังมีความเข้าใจผิดเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเด็กจมน้ำกันมากเหลือเกิน
       
       ปัจจุบันโรงเรียนบางแห่งมีสระว่ายน้ำ บางแห่งไม่มี ก็เป็นเรื่องของโรงเรียนแห่งนั้น และโรงเรียนเหล่านั้นก็ไปคิดค่าใช้จ่ายกับพ่อแม่ผู้ปกครองกันเอาเอง โดยยังไม่เคยมีหน่วยงานใดเข้าไปจัดระบบและสร้างมาตรฐานหลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำอย่างจริงจัง เด็กบางคนเรียนพอได้ พอขึ้นปีการศึกษาใหม่ ไม่ได้เรียนต่อเนื่อง ก็แล้วกันไป จึงไม่ประหลาดใจที่ทำให้เด็กบางคนที่เรียนว่ายน้ำแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล เกิดอาการถอดใจและเลิกเรียนไปในที่สุด
       
       และเมื่อนโยบายขยับแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย มิใช่มุ่งเน้นแต่เรื่องการเรียนวิชาการอย่างเดียว โดยไม่สนใจเรื่องการเรียนเรื่องทักษะความปลอดภัยในชีวิตในเรื่องอื่นๆ ด้วย
       
       ทุกครั้งที่เห็นข่าวเรื่องเด็กจมน้ำเสียชีวิต แล้วปวดใจทุกครั้ง ต้องโทษผู้ใหญ่สถานเดียวค่ะ
       
       ถึงเวลาแล้วจริงๆ ค่ะ ที่จะต้องลงมือทำอะไรสักอย่างในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ นึกถึงนโยบายแจกแท็บเล็ตเด็กป 1 ที่รัฐบาลสามารถสรรหามาแจกเด็ก ป 1 ได้ทุกคน ลองคิดถึงการจัดสรรงบประมาณให้ทุกโรงเรียนมีสระว่ายน้ำและมีครูสอนว่ายน้ำทุกแห่งดูสิคะ ยังใช้งบประมาณไม่เท่ากับการแจกแท็บเล็ตให้เด็กป 1 ทุกคนเลย แต่ประโยชน์จากการที่เด็กจะมีทักษะเรื่องการว่ายน้ำ ทักษะเรื่องความปลอดภัยจากน้ำ สามารถเกิดประโยชน์กับเด็กทุกคน และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอีกด้วยค่ะ
----- Original Message -----
From: TPS(TGRT)
Sent: Wednesday, October 03, 2012 09:12
Subject: Fw: เจาะข่าวเด่น : แม่ใจสลาย พาลูกไปเรียนว่ายน้ำ จมสระดับทั้ง 2 คน

 
----- Original Message -----
From: Nuna
To: Nuna
Sent: Tuesday, October 02, 2012 7:26 PM
Subject: FW: เจาะข่าวเด่น : แม่ใจสลาย พาลูกไปเรียนว่ายน้ำ จมสระดับทั้ง 2 คน

 

เจาะข่าวเด่น : แม่ใจสลาย พาลูกไปเรียนว่ายน้ำ จมสระดับทั้ง 2 คน

 

http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/new3.jpg

http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/new2.jpg



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเจาะข่าวเด่น โพสต์โดยคุณ CiNNtv3 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

            
จากเหตุการณ์อันเศร้าสลดของคุณแม่วิภาพร แสวงจรรยาสันติ ที่พาลูกสาวทั้งสองคนคือ น้องจีน สุภาพร อายุ 9 ขวบ และน้องญี่ปุ่น สุชาดา อายุ 7 ขวบ ไปเรียนว่ายน้ำย่านวังหิน เมื่อวันเสาร์ที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา แต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อขณะที่คุณแม่เดินไปเข้าห้องน้ำเพียง 5 นาที กลับมาก็ไม่พบลูกสาวทั้งสองคนแล้ว และออกตามหาจนพบว่าลูกสาวทั้งสองคนจมน้ำอยู่ในสระลึก ด้านครูฝึกและพลเมืองดีก็ช่วยพาน้องทั้งสองคนไปส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของน้องทั้งสองคนไว้ได้... และในช่วงเย็นของวานนี้ (1 ตุลาคม) ทางรายการเจาะข่าวเด่น ได้สัมภาษณ์คุณแม่และคุณย่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

             โดยคุณแม่เล่าว่า บ้านพักของครอบครัวตนอยู่ย่านดินแดง แต่ที่เลือกให้ลูกเรียนสระว่ายน้ำที่นี่นั้นเพราะว่าเป็นสระน้ำเกลือ และมีครูฝึกสอนแบบคนต่อคน ในวันนั้นลูกสาวของตนเรียนว่ายน้ำเลิกเวลาสี่โมงเย็น และได้ขออนุญาตตนเล่นน้ำต่อที่สระเล็ก โดยบอกว่า "แม่จ๋าหนูขอเล่นน้ำต่อหน่อยนะ วันนี้ฝนไม่ตก" ซึ่งตนก็นั่งรออยู่ตรงนั้น และอนุญาตให้เล่นได้ แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะจะพาไปกินข้าวกันต่อ

             ทั้งนี้ คุณแม่ได้อธิบายถึงลักษณะของสระว่ายน้ำให้ฟังว่า สระว่ายน้ำเป็นสระขนาดมาตรฐาน ยาว 25 เมตร และกว้าง 12 เมตร ฝั่งขวาของสระจะลึก 90 เซนติเมตร และฝั่งซ้ายของสระจะลึก 1.10 เมตร และค่อย ๆ ลาดลงถึงจุดที่ลึกที่สุดของสระคือตรงกลาง ลึก 1.80 เมตร ส่วนสระที่ลูกของตนเล่นนั้นเป็นสระเด็กที่ยื่นออกมาลึกเพียง 60 เซนติเมตรเท่านั้น โดยสระเด็กดังกล่าว อยู่เยื้องกับสระน้ำใหญ่บริเวณจุดที่ลึกที่สุด และมีลูกคลื่นกระเบื้องเป็นตัวกั้นอยู่

http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/new4.jpg

http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/new7.jpg

http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/new8.jpg


             เมื่อถามว่าช่วงจังหวะที่ลูกสาวทั้งสองคนจมน้ำ คุณแม่ทำอะไรอยู่นั้น นางวิภาพร กล่าวว่า ตนปล่อยให้ลูกเล่นไปได้สัก 15 นาที ซึ่งเขาก็ลื่นลงสไลด์เดอร์กันอย่างสนุกสนาน และบริเวณรอบ ๆ สระก็มีครูฝึก และเด็กนักเรียนจำนวนประมาณ 20-30 คน กำลังเรียนว่ายน้ำอยู่ ส่วนตนก็ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ห่างจากสระเพียงนิดเดียวเท่านั้น และเมื่อตนออกมาก็ไม่เห็นลูกสาวทั้งสองคนแล้ว จึงคิดว่าลูกคงขึ้นจากสระไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำ ตนจึงเข้าไปตามหาลูก แต่หายังไงก็หาไม่พบ จนครูฝึกของลูกสาวตนตะโกนขึ้นมาว่า ลูกเรียนเสร็จแล้ว และครูก็ได้ส่งขึ้นฝั่งแล้ว ตนจึงตอบไปว่า ตนอนุญาตให้ลูกเล่นน้ำในสระเล็ก แต่ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้... จากนั้นตนก็เดินเข้าไปหาที่ห้องน้ำอีกครั้ง เพราะคิดว่าลูกอาบน้ำเสียงน้ำอาจจะกลบเสียงจนไม่ได้ยิน พอไปถึงตนก็ทั้งตะโกน และเคาะประตู แต่ก็ไม่มีใครตอบรับกลับมา

            คุณแม่กล่าวต่อว่า คราวนี้ตนเริ่มใจเสีย และมั่นใจเลยว่าลูกของตนต้องอยู่ที่สระว่ายน้ำแน่นอน และเมื่อเดินออกมาครูฝึกที่สอนลูกสาวคนโต และคนที่มาว่ายน้ำ ก็อุ้มลูกสาวของตนขึ้นมาพร้อมกัน จากบริเวณจุดที่ลึกที่สุดของสระ โดยลูกสาวของตนมือตกห้อยร่องแร่งทั้งสองคน จากนั้นครูฝึกและพลเมืองดีก็พยายามผายปอด ทั้งปั๊มหน้าอก และประกบปากเป่าลม ซึ่งลูกตนก็สำลักออกมา มีเศษอาหารและน้ำพุ่งออกมาด้วย ตอนนั้นตนก็ใจชื้นแล้ว เพราะอย่างน้อยลูกก็สำลัก คงไม่เป็นอะไรมาก แต่พลเมืองดีเห็นท่าไม่ดี เพราะลูกตนแค่สำลักแต่ไม่มีอาการอะไรตอบสนองอีก จึงตะโกนบอกให้ใครก็ได้เรียกรถพยาบาล สักพักเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะไม่ทันเลยอุ้มน้องทั้งสองคนไปที่รถของผู้ปกครองที่มีรถ แต่รถจอดอยู่ด้านในสุดมีรถขวางอีก จนครูฝึกและพลเมืองดีวิ่งไปที่ถนนจะเรียกรถแท็กซี่ แต่รถติดมาก ๆ เขาก็เลยข้ามฝั่งไปเรียกวินมอเตอร์ไซค์ และพาลูกของตนไปโรงพยาบาลสยามเปาโลทันที ส่วนตนก็เบาใจเพราะคิดว่าลูกตนถึงมือหมอ คงไม่เป็นอะไรแล้ว และได้นั่งรถของผู้ปกครองท่านอื่นตามไป

            เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณแม่เล่าด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า เห็นหมอหลายคนกำลังล้อมเตียงช่วยน้องอยู่ สักพักผ่านไปประมาณ 10 นาที หมอก็เรียกตนเข้าไปคุยบอกว่าตอนที่น้องทั้งสองคนมาโรงพยาบาลก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว ตอนนี้ฉีดยากระตุ้นทุก 3 นาที หัวใจน้องก็ยังไม่มา เลยจับชีพจรไม่ได้ และไม่รู้ว่าอาการเป็นอย่างไร แต่ก็จะช่วยปั๊มหัวใจให้ ซึ่งตนคิดว่ายังไงลูกของตนต้องฟื้นแน่นอน เพราะที่สระน้ำตนเห็นลูกตนสำลักออกมา และช่วงเวลาที่ลูกตนจมน้ำคงไม่เกิน 5 นาที คิดว่าน่าจะสลบไปเท่านั้น แต่พอหมอพูดแบบนั้นตนก็ช็อก ทำใจไม่ได้ และอ้อนวอนหมอให้ช่วยลูกของตน จากนั้นผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง คุณหมอก็บอกว่า ปกติคนไข้คนอื่นถ้าปั๊มหัวใจแค่ครึ่งชั่วโมงก็ฟื้นแล้ว แต่นี่ปั๊มเป็นชั่วโมงยังไม่ฟื้นเลย ตนก็อ้อนวอนอีกบอกให้หมอปั๊มอีกรอบได้ไหม แต่คุณหมอบอกว่าสายไปแล้ว น้องไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นลูกของตนอยู่คนละห้อง ตนก็ไม่รู้จะเดินไปหาใครก่อน แต่ในใจตนคิดว่าลูกสาวคนเล็กน่าจะฟื้น เพราะว่าน้องญี่ปุ่นเป็นคนขี้กลัว ไม่น่าจะจมน้ำนานกว่าพี่ ตนจึงเข้าไปกอดน้องญี่ปุ่น และบอกว่ากลับมาได้ไหม กลับมาสักคนก็ยังดี อย่าไปพร้อมกันแบบนี้ ตนไม่เหลืออะไรแล้ว พอคุณหมอนำน้องทั้งสองคนมานอนข้างกัน ตนจับตัวน้องจีนก็รู้เลยว่าลูกคงไปแล้ว เพราะตัวเริ่มเย็น แต่พอจับน้องญี่ปุ่นตัวน้องยังอุ่น ๆ อยู่ เลยขอให้หมอช่วยปั๊มให้อีก เผื่อจะมีปาฏิหาริย์...

http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/new5.jpg

http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/new6.jpg


           แต่ปาฏิหาริย์ก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อคุณหมอยืนยันว่าน้องทั้งสองคนเสียชีวิตแล้ว ตนไม่รู้จะทำอย่างไร ตนสร้างทุกสิ่งทุกอย่างมาก็เพื่อลูก ตนดั้นด้นนั่งรถแท็กซี่มาเรียนตั้งไกล ก็เพื่อให้ลูกตนได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด อยากให้เรียนกับครูตัวต่อตัวในสระน้ำเกลือลูกตนจะได้ไม่ระคายผิว และที่ให้เรียนว่ายน้ำนั้นก็เพื่ออยากให้ลูกป้องกันตัวเอง  เวลาโตขึ้นไปเที่ยวที่ไหนจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ลำบาก แต่กลับกลายเป็นว่า... ตนส่งลูกมาตาย ตนพาลูกมาว่ายน้ำแล้วไม่ได้พากลับบ้าน ตนจะบอกแฟนของตน และบอกญาติ ๆ อย่างไร

             คุณวิภาพร กล่าวต่อว่า ถึงตอนนี้ลูกของตนก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว คงจะเรียกร้องอะไรไม่ได้ แต่ก็อยากรู้ข้อเท็จจริงว่าลูกตนเสียชีวิตได้อย่างไร เพราะในสระน้ำมีคนเล่นน้ำอยู่เยอะแยะ แล้วทำไมไม่มีใครเห็นลูกของตนขณะจมน้ำ ทั้ง ๆ ที่ลูกของตนใส่ชุดว่ายน้ำสีส้มสะท้อนแสง แถมน้ำก็ใสมาก ๆ อีกด้วย และตนเชื่อว่าคนจมน้ำมันจะมีเฮือกสุดท้าย ก่อนที่จะหมดสติไป แต่ทำไมไม่มีใครเห็นเลย ทั้งนี้ตนอยากจะขอดูกล้องวงจรปิด เพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/new9.jpg


             ขณะที่ สุรพล อ่อนอุระ ผู้ดูแลสระว่ายน้ำ กล่าวว่า จากการสอบถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ช่วงขณะนั้นเลย ส่วนเรื่องวงจรปิดจะประสานไปยังเจ้าของสระ ซึ่งตอนนี้อยู่ต่างประเทศ กำลังจะกลับมาเพราะไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก <SPAN lang=TH

blank.gif
image008.jpg
image009.jpg
555000012987301.JPEG
image001.gif
image002.jpg
image003.jpg
image004.jpg
image005.jpg
image006.jpg
image007.jpg
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages