Fwd: หลวงปู่มหาอำพันกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

839 views
Skip to first unread message

ponrawee ongsirimongkon

unread,
Oct 16, 2012, 11:01:26 PM10/16/12
to amara sue, chanin, Dkt, Lung Tana, lynn naja, nittaya, panwadee, phuangthong.p...@saint-gobain.com, ser...@chamaohealth.com, wadee pondrakchokchai, yananinthorn krabthip, ต่อพงศ์, พี่ฉัตร จีเมลย์, พี่ฮัท เขาชะเมา, สายรุ้ง, เกียรติณรงค์ นาจารย์, in...@chamaohealth.com, ora...@live.com, anongnart, bsiriseth, darach, jindapa, malee, Maneephan S, Palachai Meesook, pattama auerakoh, thanaporn w, Tipawan, ช, siri...@siampvs.com, kalaya charoenrit, payoung, puifai81, thaiwebcool website, umavadee, somporn Ittidethpong

สุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ

โมทนาสาธุ   โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ

พรรวี     องค์ศิริมงคล



หัวเรื่อง : หลวงปู่มหาอำพันกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ



หลวงปู่มหาอำพัน

ท่าน ที่ไปปฏิบัติพระกรรมฐานที่บ้านสายลม สมัยเมื่อกว่า 20 ปี มาแล้ว จะเห็นว่าทุกครั้งพ่อ(หลวงพ่อฤาษีฯ) ไปสอนพระกรรมฐาน จะมีพระภิกขุอายุเกิน 70 ปี รูปร่างอ้วนขาว ผิวทั่วกายมีริ้วรอยด่างไปทั้งตัว นั่งพริ้มตาเปล่งรอยยิ้มอมสุขร่วมปฏิบัติอยู่ด้วยเสมอไปไม่เคยขาด ไม่เคยมาสาย พระคุณเจ้ารูปนั้นคือ หลวงปู่พระมหาอำพันแห่งวัดเทพศิรินทร์ อันเป็นวัดที่สถิตย์ของพระสุปฏิปันโนองค์สำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต ผู้ระบือนามความดี

ท่านผู้อ่านเอย... เขียนถึงองค์นี้แล้วกลัวว่าภาษาไทยจะมีอักษรไม่พอเขียนบรรยายคุณชาติมารยาท พระของหลวงปู่พระมหาอำพัน เพราะดูไม่ออกว่าท่านจะมีความดีงามความเด่นเห็นชัดอะไรนักหนา แต่เมื่อมาดูมาหาความบกพร่องของท่านกลับหาเค้าหาร่องรอยความเลวไม่ได้

นี่แหละ...เขียนยากตรงนี้แหละ

หลวงปู่ท่านเป็นพระธรรมยุตินิกาย ที่น่าสนใจมากก็คือท่านเป็นทั้งสหายและศิษย์ในทางธรรมของท่านเจ้าคุณนรฯ คือ ท่านบวชก่อนท่านเจ้าคุณนรฯ 8 เดือน สนิทสนมชอบพอกันแบบพี่น้องในทางธรรม และเคารพยกย่องท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นพระอาจารย์สอนพระกรรมฐาน อยู่ที่วัดเทพศิรินทร์ด้วยกัน จนท่านเจ้คุณนรฯ ทิ้งสังขารละโลกอันวุ่นวาย เสวยสุข สงบไปแล้ว แต่หลวงปู่ยังตามไปไม่ได้ ยังคงสถิตย์อยู่วัดเทพศิรินทร์ และมาปฏิบัติธรรมถวายตัวเป็นศิษย์พ่อ (หลวงพ่อฤาษีฯ) ซึ่งเป็นพระมหานิกาย และมีอายุพรรษาอายุขันธ์ห้าอ่อนกว่าหลวงปู่มากมายหลายปี

แต่ว่าท่านเอย..สิ่งอัศจรรย์อันงามตาสบายใจได้ตามหลวงปู่มาด้วย นั่นคือความเคารพนอบน้อมถ่อมตนช่างสูงช่างยิ่งใหญ่อะไรอย่างนั้น หลวงปู่พระมหาอำพันผู้สูงวัย ผู้สงบเยือกเย็น ก้มกราบกรานมือ นบหน้าแนบเท้าพ่อผู้อ่อนวัยอ่อนพรรษา ความเคารพนอบน้อมกับความเมตตาอาทรมาพบกันตรงนั้น..ที่บ้านซอยสายลม เมื่อปี 2518 ได้เกิดตำนานสังฆานุสสติขึ้นในจิตใจของท่านทั้งหลายในยุคนั้น ซึ่งมีผู้เขียนรวมอยู่ด้วยคนหนึ่งด้วย

มีสิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะเขียนเล่าให้ฟังจริงๆนั่นคือ..ปรกติแล้วเวลาพ่อให้ ไตรสรณาคมณ์ ทั้งพระและฆราวาสก็พนมมือว่าตามเวลาพ่อให้ศีลห้า ฆราวาสจะพนมมือน้อมใจว่าตามศีล แต่พระจะลดมือลงสำรวมจิตใช่ไหม ? แต่...ไม่ใช่ ! หลวงปู่พระมหาอำพันพนมมือว่ารับศีลห้าไปกับเขาด้วย และทำอย่างนี้ตลอดมาไม่เคยขาด ไม่เคยพลาดพลั้งเผลอ ประหนึ่งว่าทุกคำ ทุกกระแสความดี ที่พ่อให้ลูกๆนั้น หลวงปู่รับเอาไปประดุจทรัพย์ที่สูงค่ามหาศาล พ่อพูดถึงกริยาของหลวงปู่ทีทำอย่างนั้น ดังนี้..

" คนที่ดีจริงจนไม่มีความเลวค้างใจ เขาทำกันอย่างนี้แหละ "

นับแต่วันนั้นมา พระวัดท่าซุงก็พนมมือเวลาพ่อให้ศีลห้าด้วยความเต็มใจ นี่..เล่าให้ฟัง ! ไม่ได้เกณฑ์ว่าใครๆ จะต้องทำตามนี้เสมอไป

ผู้เขียนได้เล่าให้ฟังตอน " หลวงปู่บุดดา " มาบ้างแล้วว่า หลวงปู่มหาอำพันเป็นนักบุญบำเพ็ญทานด้วยองค์หนึ่ง เห็นกันตั้งแต่สมัยปี 2518 ซึ่งเป็นปีแรกที่จัดงานประจำปีวัดท่าซุง ตลอด 3 วันงานนั้น หลวงปู่ก็นั่งเจริญศรัทธา ณ ที่เราจัดถวายให้พระสุปฏิปันโนนั่ง คือ ศาลายาวหน้ากุฏิทรงไทยหลังโบสถ์ ซึ่งดัดแปลงเป็นห้องพักฆราวาสชายผู้มาปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน ตรงหน้าหลวงปู่จะมีบาตร 2 ใบ ใบที่เป็นเงินทำบุญก่อสร้างนั้นเราเก็บทุกวัน เป็นปรกติอยู่แล้ว แต่บาตรใบที่เขียนว่า " ถวายหลวงปู่ส่วนตัว " นั้น ไม่ว่าจะมีมากน้อยเพียงใดก็ตาม ท่านจะให้ผู้เขียน (ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าศิษย์รับใช้ปรนนิบัติพระสุปฏิปันโน) เก็บไว้ทั้งหมดเพื่อถวายมหาทานตอนกลางคืน

ดังได้เล่ามาบ้างประปรายในเรื่องของพระสุปฏิปันโนองค์ที่ได้กล่างถึงผ่านมา แล้วว่า หลวงปู่ทุกองค์จะพักที่กุฏิทรงไทย 10 หลัง ด้านท้ายพระอุโบสถวัดท่าซุง ตลอดวันแต่ละท่านก็จะออกมานั่งเจริญศรัทธา เป็นเนื้อนาบุญอันไพบูลย์ให้ญาติโยมลูกหลานได้บำเพ็ญทาน สนทนาธรรม และทัศนาจริยามารยาทพระดีของพระพุทธศาสนากัน ตามเวลาที่แต่ละองค์จะเห็นสมควรตามความสะดวกของท่าน พอตอนเย็นก็พักกันหมด เพราะอายุร่างกายของท่านก็ชราอาพาธกันทั้งนั้น

แต่ว่า..หลวงปู่พระมหาอำพันท่านไม่พัก ท่านจะออกมานั่งยิ้มแย้มแช่มหน้า ทักทายปราศรัยลูกหลานที่พากันไปหาเพื่อร่วมบำเพ็ญสังฆทานพิเศษที่ท่านทำ ประจำ ทุกค่ำคืนของงานประจำปี

พอตกเย็น ผู้เขียนก็จะออกเดินประกาศเชิญชวนให้ท่านที่ค้างคืนภายในวัด ออกมาร่วมบุญกันตามสะดวกใจไม่ได้รบกวนเคี่ยวเข็ญ ภาพสวยของคืนบุญภาพแรกก็คือ พระภิกษุชราอ้วนขาว ผิวด่างทั่วกาย มีรอยยิ้มเฉิดฉายเบิกบาน นั่งกลางวงล้อมของพุทธบริษัทผู้ไม่เคยอิ่มบุญกุศล

ผู้เขียนพึ่งเข้าใจว่า เสน่ห์อันสง่างามบันเทิงใจก็เกิดขึ้นในร่างกายที่ขี้เหร่ ไม่สมสัดส่วนชวนนิยมได้เช่นเดียวกัน

ภาพงามภาพที่สองของคืนนั้น งามเสียจนไม่อยากให้ภาพนั้นจางหายไปจากโลกมนุษย์ เมื่อหลวงปู่พระมหาอำพันนิมนต์หลวงปู่องค์อื่น คืนนั้นเป็นหลวงปู่บุดดา ถาวโรมานั่งเป็นนาบุญรับสังฆทานจากท่านและญาติโยม หลวงปู่บุดดานั่งบนตั่งรับแขก ในที่สูงเรียบร้อยแล้ว แทนที่หลวงปู่มหาอำพันจะนั่งบนตั่งนอบน้อมพองามตามมารยาทสงฆ์ ท่านกลับทรุดกายลงพับเพียบกับพื้น นำพุทธบริษัทกราบหลวงปู่บุดดา

ท่านผู้อ่านเอย..พระสงฆ์ชรานั่งหลับตาตั้งใจ
ประนมมือตั้งนะโม กล่าวคำถวายสังฆทาน
ทั้งกายกรรม วจีกรรมกล่าววาจา
ท่านเปล่งออกมาจากใจเจตนานอบน้อมพระสงฆ์
ท่านทำดุจเดียวกันกับฆราวาสผู้เลื่อมใสปลื้มใจในทานของตน

เมื่อถวายสังฆทานแล้ว ท่านก็ยังนั่งกับพื้นหลับตาประนมมือน้อมรับพร ยะถา วาริวหา.. ท่านกราบอธิษฐาน ท่านลืมมองหลวงปู่บุดดา ผู้นั่งจ้องมองท่านลงมาจากตั่ง

ตอนนี้น่ารักมาก !

หลวงปู่พระมหาอำพันคลานเข้าไปกราบใกล้ๆ องค์หลวงปู่บุดดา พนมมือกล่าวขอพรว่า

" ธรรมใดที่หลวงปู่เข้าถึงแล้ว ขอให้กระผม..(ท่านคงกล่าวให้จบว่า..ขอให้กระผมได้เข้าถึงธรรมนั้นด้วยเถิด..)

แต่หลวงปู่พระมหาอำพันยังพูดไม่ทันจบ หลวงปู่บุดดาก็จี้นิ้ว จ้องตามาที่หลวงปู่พระมหาอำพัน จ้องตาแจ๋ว พูดเสียงชัดใสเชียวว่า

" จะมาเอาอะไรกันอีก..ใจออกใสเป็นแก้วหมดแล้วนี่... จะมาหลอกกันเสีย เล้ยย... ."

แล้วหลวงปู่บุดดาก็นั่งแหงนหน้าหลับตายิ้ม ไม่สนใจหลวงปู่มหาอำพันอีก หลวงปู่มหาอำพันก็ยิ้มเก้อๆ หัวเราะอายๆ พาลหลับตายิ้มอมสุข พรมกระแสใจอันเยือกเย็นให้ลูกหลานได้สัมผัสกันทั่วหน้า

ท่านเอย..พระสงฆ์ของพระพุทธศาสนาสององค์ดุจพระจันทร์วันเพ็ญที่ลอยอยู่เหนือ น้ำสงบใส ไม่ว่าจะเป็นองค์ที่ลอยบนตั่งหรือองค์ที่นั่งดุจเงาในผืนน้ำ ต่างองค์ต่างงาม สงบเยือกเย็น..คล้ายคลึงกันเสียจริงหนอ ไม่มีอะไรจะต้องเปรียบเทียบแตกต่าง ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะสร้างกระแสริษยามานะ ช่างเป็นบุญของผืนดิน ผืนน้ำ ของสรรพสัตว์ผู้มีจักษุ ผู้มีศรัทธาอย่างนี้เองหนอ..

พระสงฆ์ในรุ่นราวคราวอายุใกล้เคียงกัน (เฉพาะที่ผู้เขียนได้สัมผัส).. หลวงปู่พระมหาอำพันน่าจะมีการศึกษาทางโลกดีมากๆ องค์หนึ่ง เคยได้ไปศึกษาในประเทศอังกฤษอยู่ระยะหนึ่ง ผู้เขียนเคยปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่อำพันหลายวาระ มีอยู่บ่อยๆ ทีท่านเคยถึงความเป็นอยู่ของสังคมมนุษย์ ท่านพูดภาษาอังกฤษควบบางคำ ด้วยสำเนียงที่ไพเราะมากๆด้วยบุคคลิกภาพท่าทีดูดีมากๆ แต่เวลาที่เสียงของท่านนุ่มนวลเพราะพริ้งที่สุดกลับเป็นเวลาที่ท่านนั่ง พับเพียบ นอบน้อมตั้งนะโมรับสรณาคมณ์และรับศีลห้าจากพ่อ ดังได้เล่ามาแล้ว

ชีวิตประจำวันของพระแบบหลวงปู่พระมหาอำพันน่าจะสงบสุข น้อยเรื่องน่าเลื่อมใสริษยา (เขียนไปเขียนมาสำนวนจะเหมือนหนังสือกำลังภายในเข้าไปทุกที) ผู้เขียนไม่เคยไปกราบพบท่านที่วัด จึงไม่ทราบถึงกิจวัตรของท่าน แต่ประจักษ์ใจไม่สงสัยว่า ท่านเป็นพระที่น้อยเรื่องที่สุด สังสรรค์สนทนาเท่าที่จำเป็นและถนอมเวลาที่จะอยู่กับตัวเองให้มากเท่าที่ ชีวิตพระในกรุงเทพฯ จะทำได้ ถ้าท่านผู้อ่านจะถามว่าพระอริยะในเมืองหลวงท่านทำตัววางใจอย่างไร ก็น่าจะเอาปฏิปทามารยาทของหลวงปู่พระมหาอำพันมาอธิบายแทนได้ เพราะหลวงปู่ไม่ใช่พระที่หลีกผู้คน หลับตาก้มหน้าตอบคำถาม แต่ท่านสามารถจะนั่งอยู่ในกลุ่มคนที่พูดจาปราศัยส่งเสียงรอบกาย ส่วนใจท่านหลีกเข้าสู่อารมณ์สงบได้เป็นปกติธรรมดา สังเกตุได้จากการสนทนากัน ถ้าต้องพูดอธิบาย หรือตอบคำ ก็ทำไปยิ้มไปไม่ติดขัด ถ้าไม่มีเรื่องพูดท่านก็ยิ้มพริ้มหน้าลืมตา หลับตาอยู่ในวงมนุษย์ผู้วุ่นวายในกระแสกุศล อกุศล ได้ไม่เดือดร้อนอะไร



พูด ถึงมนุษย์ฆราวาสผู้ยังวุ่นวาย ผู้เขียนก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งขวนขวายหาบุญในวิธีของความอึกทึกอยู่บ่อยๆ แถมยังได้เคยทำกับหลวงปู่พระมหาอำพันเสียอีกด้วย


คือหลวงปู่มหาอำพันท่านเป็นพระธรรมยุติที่เคร่งครัดแต่สบายตาสบายใจ เวลาท่านมาปฏิบัติธรรมที่ซอยสายลม ท่านก็ไม่ได้ใส่รองเท้า พอท่านเดินมาถึงชายคาบ้าน ก็จะมีพวกเรานี่แหละ เอาน้ำมาราดเท้าล้างเท้าเอาผ้าเช็ดซับน้ำให้แห้งสะอาด แล้วจึงจะนำนิมนต์ท่านไปนั่งอาสนะคอยพ่อ (หลวงพ่อฤาษี) ผู้จะลงจากห้องพักมาสอนสนทนาธรรม ผู้เขียนก็ขยับจะทำอะไรสักอย่างที่มันพิเศษ ที่มันจะได้บุญตุนไว้มากๆ แต่นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรกับหลวงปู่ดี ขันน้ำล้างเท้าก็มีแม่อ๋อย เจ้าของบ้านจัดถวาย ผ้าขนหนูเช็ดเท้าก็มีพร้อมแล้วไปยุ่งไปเปลี่ยนไม่ได้ แล้วคนที่ (ฟุ้งซ่าน)ไม่ธรรมดาอย่างเรานี่ มันต้องทำอะไรด้วยอะไรที่มันพิเศษสมวาสนา มันต้องอย่างนั้น !

แล้ววันหนึ่งก็สมปราถนา พอหลวงปู่ลงจากรถคุณม่ำ (คุณรัฐดา บุนนาค) นำประคองลงมา แต่เผอิญวันนั้นคนที่ทำหน้าที่ล้างเท้าไม่อยู่ตรงนั้น ผู้เขียนก็รีบเทน้ำราดเท้าท่าน ราดมากเสียให้สมบุญคนอย่างเรา เหลียวหาผ้าเช็ดเท้า ก็หาไม่พบจึงได้ถอดเสื้อแขนยาวที่สวมใส่ออกจากตัว แล้วปูให้หลวงปู่ก้าววางเท้าลงมา แล้วห่อเท้าเช็ดซับน้ำด้วยความอิ่มเอิบลุกลี้ลุกลนใจ น้ำก็เทเสียนองพื้นหมดขัน เสื้อก็เปียกแฉะเปื้อนฝุ่นโคลน ตกลงว่าวันนั้นไม่ได้ประคองหลวงปู่เข้าไปนั่งอาสนะ สมวาสนาน้ำหน้านักแสวงบุญแบบพิเศษ กรรมฐานก็ไม่ได้เข้าไปนั่ง เสื้อไม่มีใส่ จำไปจนตาย

เอาละ มาพูดถึงความดีของหลวงปู่มหาอำพันกันต่อไป แต่จะต่ออย่างไรก็คงพูดชัดเจนได้ในความนอบน้อมถ่อมตน ที่มีในดวงใจในมารยาทวาสนาของท่าน ความบริสุทธิ์พ้นวิเศษเป็นเรื่องในใจเป็นเรื่องปัจจัตตังเอามาพูดกันลำบาก แต่ก็สามารถรับรู้ได้จากกระแสความเย็นเป็นสุขที่ซ่านแผ่ออกมาจากท่าทางร่าง กายและวาจาที่ท่านพูด มันแตกต่างจากมนุษย์หัวดำ หรือมนุษย์ห่อเหลืองโกนศรีษะที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น มันเย็นตาเย็นใจต่างกันจริงๆ ยิ่งเมื่อความบริสุทธิ์ดวงจิตหนึ่ง น้อมนอบหมอบราบคาบแก้วถวายความกตัญญูต่อดวงจิตที่บริสุทธิ์อีกดวงจิตหนึ่ง อันเป็นที่เคารพสักการะ ความเย็นเป็นสุขจนั้นจึงทรงอานุภาพมหาศาล สถิตย์ใจของผู้ร่วมเหตุการณ์มาจนทุกวันนี้

วันนั้นเป็นวันทำบุญคล้ายวันเกิดของพ่อ (หลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง) ลูกๆหลานๆ ศิษยานุศิษย์จะมาร่วมกันบำเพ็ญกุศลถวาย และขอพรให้พ่อทรงชีวิตอยู่กับพวกเราไปนานๆ ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะความกตัญญูรู้คุณท่าน หรือเพราะความเห็นแก่ตัวของพวกเราที่ยังเอาดีตามคำสอนของท่านไม่ได้ จึงอยากให้ท่านทรงชีวิตไว้สอนพวกเราต่อไป ทั้งๆที่รู้ความจริงกันดีว่าใจพ่อเป็นสุขพ้นทุกข์โทษใดๆแล้ว สิ่งใดๆที่จะพึงทำเพื่อตนเองและผู้อื่นท่านได้ทำเสร็จแล้ว ใจพ่อพ้นแล้ว แต่ร่างกายท่านป่วยอย่างหนักหนามาเป็นเวลายาวนาน ท่านน่าจะได้พักใจจบกิจกรรมที่ต้องทำด้วยกายแล้ว ลูกๆที่รักพ่อน่าจะจัดงานแสดงกตเวทีตอบแทนให้ท่านสบายใจและเบาใจด้วยการร่วม กันพูดว่า

" ถ้าพ่อจะพักก็พักเถิด ลูกๆ จะทำกันต่อไปได้ จะไม่ให้งานของพ่อที่ฝากไว้และงานในใจของลูกเองบกพร่อง พ่อจะทิ้งร่างอันเป็นทุกข์ก็ทิ้งไปเถิด ใจพ่ออย่าทิ้งลูกก็พอแล้ว เป็นพระคุณยิ่งแล้ว "

หลวงปู่พระมหาอำพันท่านคงต้องคิดได้และอยากจะพูดอย่างนั้น แต่การจัดงานวันเกิดพ่อ ที่ซอยสายลมทุกปีท่านจะพูดแทนกำลังใจของลูกหลานส่วนใหญ่ เพื่อให้ศรัทธาในใจลูกหลานเพิ่มพูนขึ้น ทุกวันทุกเวลาจนกลายเป็นความเพียรแรงกล้า กล้าช่วยตัวเองต่อไปได้

ในวันงานพ่อที่ซอยสายลมปีนั้น หลวงปู่พระมหาอำพันพร้อมลูกหลานศิษยานุศิษย์ก็มานั่งกันเต็มบ้าน หลวงปู่ถือพานเทียนแพเครื่องบูชาครูบาอาจารย์นั่งนำหน้า คอยพ่อตรงตั่งเตียงที่ลูกๆจัดถวาย เมื่อพ่อลงนั่งตั่งทักทายลูกหลานพอสมควรแล้ว หลวงปู่พระมหาอำพันก็ทำตัวเป็นลูกคนโต เข้าไปตั้งนะโมถวายพานบูชาพระคุณ

........พระภิกษุสูงวัยเกิน 70 ปี นั่งประนมมือ....

........กล่าวคำจากใจว่ารู้ถึงพระคุณ..ท่านพูดไปเสียงเริ่มสั่นเครือด้วย ความปิติใจ รินน้ำกลีบกุหลาบปรุงหอมรดหลังเท้าพ่อเอามือลูบบนหลังเท้าพ่อ เอาน้ำที่สัมผัสฝ่าเท้าพ่อขึ้นมาเสยเศียรลูบกระหม่อมที่ขาวโพลนด้วยเส้นผม ชราภาพ น้ำจากจอกไหลราดเท้าพ่อครูบาอาจารย์ น้ำตาเอ่อไหลรินแก้มเหี่ยวย่นของท่านเอง รอยยิ้มรู้คุณฉายนุ่มน้อมถ่อมตน ฉายผ่านปากห้อยและแก้วตาที่เริ่มฝ้าฟาง

ผู้คนที่กล่าวตามหลวงปู่นำประกาศ...ก็ทยอยเข้ามาสรงน้ำบูชาพระคุณ ผู้เขียนจำคำพูดหลวงปู่ไม่ได้ แต่ไม่เคยลืมน้ำเสียง สีหน้า และสายตาที่งดงามสิ้นเชื้อทิฏฐิมานะของหลวงปู่ และดวงหน้าที่สงบงามฉายแววเมตตาอาทรอันไม่มีประมาณของพ่อ จำรอยยิ้มอิ่มใจดุจจะบอกลูกๆว่า ถ้าลูกคิดได้ ทำได้ พูดได้เพียงเท่านี้.. พ่อก็พอใจแล้ว


(จากหนังสือ " บนเส้นทางพระโยคาวจร " หน้า 152-162)


http://board.palungjit.com/f23/หลวงปู่มหาอำพันกับหลวงพ่อ-365050.html

 

ประวัติสังเขป

ท่านเจ้าคุณพระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน บุญ-หลง) เป็นบุตรคุณพระสาลียากร-พิพัฒน์ (เฉลิม บุญ-หลง) และนางสาลียากรพิพัฒน์ (ทองคำ บุญหลง) เกิดที่บ้านหลังตลาดบ้านทวาย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2444 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ปีฉลู เริ่มเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ เลขประจำตัว 237 แล้วไปเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เลขประจำตัว 3166 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2460 และสอบไล่ได้ชั้นมัธยมปีที่ 8 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2461 ลาออกจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2462 อำมาตย์ตรีหลวงวรวุฒิฯ อาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในขณะนั้น ได้เขียนรับรองไว้ในใบสุทธิว่าการศึกษาดีมาก ความประพฤติเรียบร้อย

หลังจากจบการศึกษาแล้วก็ได้เข้ารับราชการในกระทรวงการคลัง ต่อมาท่านได้เข้าสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงของกระทรวงการคลังได้ที่ 1 และได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ยังไม่ทันเรียนสำเร็จท่านก็ต้องเดินทางกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย เพราะป่วยมาก

เมื่อหายดีแล้ว ท่านได้อุปสมบท ณ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2468 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ฉายา "อาภรโณ" เป็นสัทธิวิหาริกที่ 1676 ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรมหาเถระ เจริญ สุขบท) เป็นพระอุปัชฌายะ ท่านเจ้าคุณอุดมศีลคุณ (อิน อคฺติทตฺโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพระครูปลัดสัมพิพัฒน์ศีลาจารย์ (เทียน ปภสฺสโร) เป็นพระอนุสาสนาจารย์

เมื่อครบพรรษาแล้วท่านสังเกตเห็นว่าคุณโยมของท่านพอใจปรารถนาที่จะให้ท่านบวชต่อไป ท่านรักเคารพเชื่อฟังและมีความกัตัญญูกตเวทีต่อคุณโยมของท่านมากมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยไม่ลาสิกขาบท เต็มใจบวชต่อมาจนถึงวันมรณภาพของท่าน คือ วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ.2532 เวลา 2.49 น. นับได้ 64 พรรษา

ท่านเจ้าคุณพระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน บุญ-หลง) มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 12 คน ดังนี้คือ

1. พระศรีพลพัทธ์ (อรุณ บุญ-หลง) ถึงแก่กรรม

2. นายทวีสวัสดิ์ บุญ-หลง

3. ท่านเจ้าคุณพระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน บุญ-หลง)

4. นายสำคัญ บุญ-หลง ถึงแก่กรรม

5. นายปพาฬ บุญ-หลง ถึงแก่กรรม

6. นางสาวสาหรี บุญ-หลง

7. นางสาวกุลยา บุญ-หลง

8. เด็กชาย บุญ-หลง ถึงแก่กรรม

9. นายอุดม บุญ-หลง ถึงแก่กรรม

10. นางสาวดวงตา บุญ-หลง

11. นายดรุณรัตน์ บุญ-หลง

12. นางสาวนิลประไพ บุญ-หลง

เมื่อหลายปีก่อนท่านเจ้าคุณพระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน บุญ-หลง) เคยป่วยอาพาธหลายโรค เช่น เกาต์ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีไขมันในเส้นเลือด ฯลฯ แต่ด้วยความปรีชาสามารถของนายแพทย์ที่รักษา คือ พล.ร.ท.น.พ.บรรยง ถาวรามร ไม่ว่าท่านจะอาพาธเวลาใดนายแพทย์ท่านนี้ก็ไม่เคยดูดายเบื่อหน่ายหรือละเลยทอดทิ้ง จะรีบมาตรวจดูอาการและให้การรักษาทันที ท่านอนุญาตให้โทรศัพท์เรียกได้ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีทุกครั้ง และในที่สุดเมื่อตรวจเช็คสุขภาพดูก็ปรากฏว่าโรคดังกล่าวหายหมดแล้ว

ที่ท่านมรณภาพก็เป็นเพราะท่านชรามาก เมื่อฉันอาหารไม่ได้ประมาณ 2 วัน และเมื่อมีอาการท้องเสียด้วย จึงทำให้ท่านอ่อนเพลียไม่มีแรง และในที่สุดก็จากพวกเราไป ในวันพุธที่ 6 กันยายน พ..2532 เวลาประมาณ 2.49. รวมอายุได้ 88 ปี 19 วัน

.............

หลวงปู่มหาอำพันธ์1.jpg
หลวงปู่มหาอำพันธ์2.jpg
หลวงปู่มหาอำพันธ์3.jpg
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages