Fwd: พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเริ่มบวชเพราะแก้บน

28 views
Skip to first unread message

Ponrawee Ongsirimongkon

unread,
Oct 25, 2013, 12:23:24 AM10/25/13
to anna ark, chanin, Dkt, khrresort, Lung Tana, nittaya, panwadee, ponrawee, ser...@chamaohealth.com, Supinya Tanittiraporn, wadee pondrakchokchai, ต่อพงศ์, พี่ฉัตร จีเมลย์, พี่ฮัท เขาชะเมา, ora...@live.com, anongnart, darach, jindapa, malee, Maneephan S, Palachai Meesook, pattama auerakoh, thanaporn w, Tipawan, ช, kalaya charoenrit, payoung, thaiwebcool website


---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
จาก: Supinya Tanittiraporn <566...@egat.co.th>
วันที่: 25 ตุลาคม 2556, 10:05
หัวเรื่อง: พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเริ่มบวชเพราะแก้บน
ถึง:


อาลัยสมเด็จพระสังฆราช “พระของประชาชน“ สิ้นพระชนม์แล้ว

เวลา 20.35 น. วันที่ 24 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาาดไทย ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 9 เรื่อง พระอาการประวรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระอาการโดยรวมทรุดลง และ ได้สิ้นพระนม์ลงแล้วเมื่อเวลา 19.30 น. ของวันนี้ สาเหตุเนื่องจากติดเื้อในกระแสพระโลหิต

สำหรับประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆรา สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เกิดวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2456 เป็นสมเด็จพระสังฆราพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ. 2532 ในรักาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเด ปัจจุบันทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราที่มีพระันษามากกว่าสมเด็จพระสังฆราทุกพระองค์ในอดีต และทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราพระองค์แรกของไทยที่มีพระันษา 100 ปี

เรื่องราวของสมเด็จพระสังฆรา ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2456 เด็กายผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้นในตระกูล "ควัตร" ณ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของลำน้ำแคว ในหมู่บ้านรุ่งสว่าง บนถนนปากแพรก ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เป็นบุตรายคนโตของนายน้อย ควัตร ปลัดอำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม และนางกิมน้อย ทำอาีพตัดเสื้อ นามว่า "เจริญ" มีน้องายคลานตามกันออกมาอีก 2 คน

ขณะที่มีอายุได้ 9 ปี เด็กายเจริญต้องสูญเสียบิดา ทำให้ครอบครัวลำบากมาก จึงย้ายไปอยู่ในอุปการะของ "ป้ากิมเฮง" ผู้เป็นพี่สาวแม่

เด็กายเจริญสุขภาพไม่สู้ดีนัก เจ็บป่วยออดแอดเป็นประจำ จนมีการไปบนบาน หากหายจากความเจ็บป่วยจะบวเป็นสามเณร หลังศึกษาเล่าเรียนจนจบั้นประถมปีที่ 5 จากโรงเรียนประาบาลวัดเทวสังฆาราม ไม่รู้ว่าจะไปศึกษาต่อที่ไหน จึงหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ มุ่งศึกษาพระธรรม และบวเณรแก้บนที่ติดค้างไว้

เมื่ออายุ 14 ปี บุตรายคนโตของตระกูลควัตร ตัดสินใจบรรพาเป็นสามเณรที่วัดเทวสังฆาราม โดยมีพระครูอดุลยสมณกิจ (พุทฺธโติ ดี เอกฉันท์) เจ้าอาวาส ซึ่งเรียกกันว่า "หลวงพ่อวัดเหนือ" เป็นพระอุปัฌาย์

นับแต่นั้นเป็นต้นมาสามเณรก็เดินบนเส้นทางแห่งธรรมโดยไม่หันกลับมาสู่ทางโลกอีกเลย

เด็กายที่ถือกำเนิดจากบ้านควัตรเป็นครอบครัวที่ใจบุญสุนทานมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนามักจะอบเล่นเป็นพระหรือเล่นเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเ่นเล่นสร้างถ้ำก่อเจดีย์เล่นทอดผ้าป่าทอดกฐิน เล่นทิ้งกระจาด แม้ของเล่นก็อบทำของเล่นที่เกี่ยวกับพระ เ่น ทำคัมภีร์เทศน์เล็ก ๆ ตาลปัตรเล็ก ๆ

นิสัยที่แปลกอีกอย่าง คืออบเล่นเทียน จนป้าต้องหาเทียนมาให้จุดเล่น บางครั้งนั่งเล่นเทียนส่องดูเปลวเทียวจนสว่าง กระทั่งได้ครองเพศบรรพิต

70 กว่าปีต่อมา ใครเลยจะคาดคิดว่าเณรน้อยจากลุ่มแม่น้ำแควจะได้รับพระราทานสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆรา สกลมหาสังฆปริณายก ในราทินนามเดิม คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆรา (เจริญ สุวฑฺฒโน) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2532 ในรัสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเด รักาลที่ 9

ทรงรับพระราทานพัดยศจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆรา เมื่อวันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2532

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราพระองค์แรกที่มิได้ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ แต่ทรงได้รับพระราทานสถาปนาในราทินนามพิเศษ คือ "สมเด็จพระญาณสังวร" เป็นพระองค์ที่ 2 ่นเดียวกับ สมเด็จพระสังฆรา(สุก) เป็นระยะเวลากว่า 152 ปี

60 ปี บนเส้นทางธรรม จนก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำศาสนากว่า 20 ปี ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ ได้สมบูรณ์ครบถ้วนในฐานะประมุขฝ่ายสงฆ์ ผู้นำทางจิตใจเป็นศูนย์กลางแห่งบวรพระพุทธศาสนา

แม้การบรรพาของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะเริ่มต้นจากการบวแก้บน แต่ก็ทรงอยู่ในความปกครองของหลวงพ่อวัดเหนือ ทรงปฏิบัติรับใ้หลวงพ่อ ผู้เป็นพระอุปัฌาย์ เรียนรู้การต่อเทศน์ จนขึ้นเทศน์ปากเปล่าให้ญาติโยมฟังในโบสถ์คืนวันพระ ขณะที่ยังเป็นสามเณร

จากนั้นได้เริ่มเรียนบาลี ไวยากรณ์ ที่วัดเสน่หา กระทั่งวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2472 หลวงพ่อวัดเหนือได้พาเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เดินทางมากรุงเทพฯ พาไปเข้าเฝ้าถวายตัวต่อสมเด็จพระสังฆราเจ้า กรมหลวงวิรญาณวงศ์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวิรญาณวงศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่ออยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักวัดบวรนิเวศ

สมเด็จพระสังฆราเจ้าฯทรงพระเมตตารับไว้ ประทานนาม ว่า เจริญ สุวฑฺฒโน ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้เจริญดี"

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงบันทึกเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการเข้ามาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ของพระองค์ไว้อย่างน่าสนใจ

ตอนหนึ่งบันทึกว่า "สมเด็จพระสังฆราเจ้าฯ นั้น ทรงมีพระเมตตาต่อภิกษุสามเณรทั่วไป โดยเฉพาะสามเณรที่มาจากบ้านนอก ดูจะมีพระเมตตาเป็นพิเศษ ทรงฝึกให้สามเณรอ่านหนังสือพิมพ์ หากสามเณรรูปใดอ่านไม่คล่อง หรือไม่ถูก ก็จะทรงอ่านให้ฟังเสียเอง

ครั้งหนึ่งสมเด็จพระสังฆราเจ้าฯ รับสั่งให้เอากระดาษรองข้างในขวด แต่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ไม่เข้าพระทัย เอากระดาษไปรองก้นขวด พอทอดพระเนตรเห็นเข้าก็รับสั่งว่า "เณรนี่ก็โง่เหมือนกัน" แล้วก็ทรงทำให้ดู

ส่วนความดีพระทัย ที่ปรากฎในบันทึกระบุว่า "ไม่มีปีใดที่ให้ความสุขกาย สุขใจมากเท่ากับคราวที่สอบ ป.ธ.3 ได้" จากนั้นทรงมุ่งมั่นศึกษาเรียนประโยค 4 แต่กลับสอบตก ด้วยเหตุที่ว่า ทรงละเลยเรื่องง่าย ๆ ทรงรู้สึกเสียใจและท้อแท้ใจมาก พอคิดทบทวนและไตร่ตรองดู ได้พบความจริงด้วยพระองค์เองว่า

"การสอบตกนั้นเป็นผลของความประมาท ความหยิ่งทนงในความรู้ของตนเองมากเกินไป คิดว่าสอบได้แน่ ไม่พิจารณาให้รอบคอบ ด้วยสำคัญผิดว่าตนรู้ดีแล้ว จึงทำข้อสอบผิดพลาดมาก มุ่งแต่คาดคะเนหรือเก็งข้อสอบเท่านั้น"

นับแต่นั้นมาทรงศึกษาพระปริยัติธรรม จนสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เรียนภาษาสันสกฤตและภาษาอังกฤษ พอเป็นพื้นฐานให้พระองค์ทรงศึกษาต่อ จนพูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แต่ไม่เคยละเลยเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติในคณะธรรมยุตที่ว่า"ภิกษุสามเณรพึงปฏิบัติสมาธิ"

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระสังฆราเจ้าฯ ก็ทรงพระเมตตา ทรงมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในโอกาสสำคัญ ๆ

ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รักาลปัจจุบัน เสด็จออกทรงผนวเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร 15 วัน ทรงปฏิบัติหน้าที่พระอภิบาล

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงสร้างผลงานในด้านต่าง ๆ ทั้งการศึกษา การปกครอง การสั่งสอน เผยแผ่ การก่อสร้างปฏิสังขรณ์ และการสาธารณสงเคราะห์

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงประกาศเมตตาจิตของผู้จัดตั้งหรือจัดทำเพื่อให้เกิดประโยน์สูงสุดแก่คนทั้งหลายว่า

"กรุณา คือความคิดปรารถนาให้ผู้อื่นปราศจากทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์เกิดแก่ผู้อื่น ก็พลอยหวั่นใจสงสาร เป็นเหตุให้คิด่วยทุกข์ภัยของกันและกัน สิ่งที่เป็นเครื่องเปลื้อง่วยบำบัดทุกข์ภัยทั้งหลาย เ่น โรงพยาบาล เป็นต้น ล้วนประกาศกรุณาของท่านผู้สร้าง"

ด้วยภารกิจมากมาย แต่ภาพที่ประนจดจำภาพสมเด็จพระสังฆราได้เป็นอย่างดี คือ การมีีวิตประจำวันสามัญเฉกเ่นคนธรรมดาทั่วไป ทว่าเปี่ยมไปด้วยพลังที่นำตนไปสู่ความเป็นผู้เจริญดี และผู้เจริญพร้อม

"พระพุทธองค์ทรงสอนไว้อย่างหนึ่งที่เป็นคุณอย่างยิ่งแก่ผู้ปฏิบัติ คือ ทรงสอนให้อยู่กับปัจจุบันไม่ให้อาลัยอดีต ไม่เพ้อฝันถึงอนาคต" นี่คือคำสอนของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆรา สกลมหาสังฆปริณายก (สุวัฑฒนมหาเถระ) ผู้ทรงกล่าวถึงภูมิหลังีวิตที่เป็น "มนุษย์" หรือเป็น "คนธรรมดาสามัญ" ที่ไม่เคยทรงเห็นว่าเป็นเรื่องเร้นลับที่ต้องปิดบังอะไร

และ ทรงให้โอวาท "ทุกีวิตมีเวลาอันจำกัด" ว่า

"ใจของเราทุกคนนี้สำคัญนัก สติก็สำคัญนัก ปัญญาก็สำคัญนัก ทั้งหมดนี้ไม่ควรแยกจากกัน มีใจก็ต้องให้มีสติ ต้องให้มีปัญญา ต้องให้มีกรุณา ประคับประคองกันไปให้เสมอ อย่าให้มีสิ่งอื่นนอกจากสติปัญญา และเมตตากรุณาเข้ากำกับใจ"

 


image006.jpg
image003.jpg
image001.jpg
image008.jpg
image004.jpg
image002.jpg
image005.jpg
image007.jpg
image010.jpg
image009.jpg
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages