FW: หมาขี้เรื้อน (อ่านแล้วได้ข้อคิดดี ๆ)

1 view
Skip to first unread message

Vipas.Sukt...@seagate.com

unread,
May 2, 2008, 2:11:56 AM5/2/08
to Live-...@googlegroups.com, Maew...@googlegroups.com, NiceF...@googlegroups.com

<Pornchai@phatra. To
com> <Amo...@phatra.com>,
<am...@phatra.com>,
05/02/2008 11:17 <kan...@phatra.com>,
<na...@phatra.com>,
<sir...@phatra.com>,
<Sud...@phatra.com>,
<porn...@ksc.th.com>,
<chun...@thaiairways.com>,
<man...@svoa.co.th>,
<nunth...@thaisoftware.co.th>,
<Orathai.Te...@hp.com>,
<Pan...@microsoft.com>,
<par...@svoa.co.th>,
<soja...@yahoo.co.th>,
<som...@thaisoftware.co.th>,
<skov...@cisco.com>,
<supi...@hotmail.com>,
<vil...@aptsoftpark.com>,
<Vipas.Sukt...@seagate.com>
, <yup...@svoa.co.th>,
<duan...@phatra.com>,
<Kano...@phatra.com>,
<Piya...@phatra.com>,
<Saow...@phatra.com>,
<Suc...@phatra.com>,
<than...@phatra.com>,
<tri...@phatra.com>,
<wir...@phatra.com>,
<pra...@phatra.com>,
<som...@phatra.com>,
<ar...@phatra.com>,
<hatha...@phatra.com>,
<Na...@phatra.com>,
<pornc...@phatra.com>,
<Vic...@phatra.com>,
<ni...@phatra.com>,
<Pong...@phatra.com>,
<rat...@phatra.com>,
<sup...@phatra.com>,
<sut...@phatra.com>
cc

bcc

Subject
FW: หมาขี้เรื้อน (อ่านแล้วได้ข้อคิดดี ๆ)













หมาขี้เรื้อน
> ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
> ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
> เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
> เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
> ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน
> พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย
> เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน
>                                                                          

> แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน
> ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด
> และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ
>  วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
> ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
> เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย
> ไม่รู้จั กใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า
> ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา
>                                                                          

> ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป
> ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
> โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี
> ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
> ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด
> มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู
> นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
> นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
>                                                                          

> อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่
ค่อยจา
> ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง
> วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ
> ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
> การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเ ป็นคน
> จัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา
>  เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
> รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
> ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
> อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอให้
> หลวงพ่อเจ้าอาวาส
>  มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น
> และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง
> ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
>                                                                          

> เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ
> หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย
> ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อย
> ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน
> อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
> แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง
> ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ
>                                                                          

> เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือน ตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน
> คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น ไป มาทั้งวัน
> เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้
> อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม
> เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ
> หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน
>  สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี
>                                                                          

> คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
> แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
> เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
> เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่
> แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก
> พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตร
>  สวดมนต์เย็นแล้ว
>                                                                          

> ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น
> ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย
> นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู
> ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอใน หัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
>                                                                          

> นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
> จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
> จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
> เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก
>                                                                          

> " อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อน
> ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"
> โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย
> แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า
> หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ
> ถ้าเรา ยังเป็น โรค อยู่ในใจ ไม่ว่าเราย้ายงาน ไปที่ไหน
>  เราก็บ่นว่าสถานที่เหล่านั้น สกปรก สิ้นดี
>                                                                          

>  ***********************************************************            

> ขอบุญจากธรรมทานนี้จงถึงแก่นายเวรและผู้ปกปักรักษาดูแลช่วยเหลือข้าพเจ้าและครอบครัว
> ที่มาถึงตัวทุกภพภูมิ
> ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน
> หากไม่ถึงเพียงใดให้ขอให้คำว่าไม่ม ี ไม่รู้ในสิ่งที่ดี
> จงอย่าได้ปรากฏแก่ข้าพเจ้า
> ขอให้เกิดในภพภูมิ เขต ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง
> และได้ศึกษาพระธรรม
> ได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ ลึกซึ้ง ตลอดจนกว่าจะเข้าพระนิพพานด้วยเทอญ.
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages